สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 521 นายถูกไล่ออกแล้ว
บทที่ 521 นายถูกไล่ออกแล้ว
“หลี่เสียงอยู่ไหน ให้มันออกมา”
ลู่เย่ไม่พูดอ้อมค้อม พูดตรงประเด็นทันที
ยามรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่หน้าโรงแรมชะงักไปครู่
หลี่เสียงคือใคร?
แต่เมื่อยามเห็นลู่เย่มีท่าทางไม่ธรรมดา อีกทั้งมาด้วยท่าทีดุดัน เขาก็ไม่กล้าที่จะทำให้ขุ่นเคือง จึงพูดว่า “รอสักครู่นะครับ ผมจะไปสอบถามให้”
ยามคิดว่าลู่เย่กำลังตามหาแขกคนหนึ่งที่ชื่อหลี่เสียง
ดังนั้น ยามจึงวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาผู้จัดการ “ผู้จัดการหลี่ครับ มีคนมาหน้าโรงแรมหลายคน ท่าทางดุดันมาก บอกว่าจะหาแขกที่ชื่อหลี่เสียง เราควรทำยังไงดีครับ?
ดูท่าทางพวกเขาแล้ว เหมือนจะมาทำร้ายคน เราควรแจ้งตำรวจไหมครับ?”
ผู้จัดการโรงแรมก็ชะงักเช่นกัน “หลี่เสียง? เฮ้ แขกคนนี้ชื่อเหมือนฉันเลยนี่?”
ยามมองผู้จัดการด้วยความประหลาดใจ “อ้าว? ที่แท้ชื่อเต็มของผู้จัดการคือหลี่เสียงเหรอครับ มังกรเหินฟ้า ช่างเป็นชื่อที่ดีจริง ๆ!”
หลี่เสียงแค่นเสียงฮึ ดึงปกเสื้อด้วยความภาคภูมิใจ “นายไปหาแขกที่ชื่อหลี่เสียงสิ ให้เขาแอบดูคนข้างนอกผ่านประตู ถ้าคนข้างนอกมาล้างแค้น ก็ไล่พวกเขาไป ถ้าไม่ใช่ ก็เชิญเข้ามาต้อนรับ”
“ครับ!” ยามพยักหน้าพลางค้อมตัว
ที่หน้าประตู พวกเขารออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นผู้จัดการโรงแรมออกมา
ลู่เย่เริ่มหมดความอดทน เขาหันไปมองสวี่เลี่ยงแล้วพูดว่า “ไปเรียกพี่ชายของนายออกมา”
พี่ชายของสวี่เลี่ยงเป็นเจ้าของโรงแรมเป่าลี่หลาย ใครก่อเรื่องคนนั้นต้องรับผิดชอบ การเอาเรื่องกับเจ้าของโรงแรมก็ไม่ต่างกัน
สวี่เลี่ยงเชื่อฟังคำพูดของลู่เย่ทุกอย่าง เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาพี่ชาย
อีกด้านหนึ่ง
ยามรักษาความปลอดภัยหาแขกที่ชื่อหลี่เสียงไม่เจอ จึงต้องไปขอคำแนะนำจากผู้จัดการโรงแรม
ยามเกาศีรษะแล้วมองผู้จัดการอย่างเก้อเขิน “ผู้จัดการหลี่ครับ โรงแรมเราไม่มีแขกชื่อหลี่เสียง คนที่หน้าประตูคงไม่ได้มาหาคุณหรอกใช่ไหมครับ?”
หลี่เสียง “…”
ไม่มีทางเลือก หลี่เสียงได้แต่แอบมองผ่านประตูจากระยะไกล
แค่แวบแรกหลี่เสียงก็เห็นจางเหว่ย
จางเหว่ยทั้งหัวทั้งหน้าเต็มไปด้วยฝุ่น มุมปากมีรอยช้ำทั้งเขียวและม่วง เสื้อผ้าบนตัวก็ขาดวิ่นไปหมด
หลี่เสียงรู้สึกใจหายวาบ
แย่แล้ว คงเป็นเพราะเรื่องแดงแล้ว พวกเขาถึงได้มาก่อเรื่องที่หน้าประตู
หลี่เสียงรีบเรียกบอดี้การ์ดมาหลายคน “เร็ว ๆ พวกนายตามฉันมา มีคนจะมาก่อเรื่องที่หน้าประตู ไปไล่พวกมันออกไปให้ฉัน!”
พวกบอดี้การ์ดในชุดดำของโรงแรมล้วนเป็นคนร่างใหญ่กำยำ พอหลี่เสียงสั่งการ พวกเขาก็พากันทะลักออกมาจากโรงแรม ยืนเรียงกันเป็นกำแพงสูงขวางอยู่ที่หน้าประตู
หลี่เสียงเดินออกมาอย่างหยิ่งผยอง มือไพล่หลัง ก้าวเท้ากว้าง
เขาชี้นิ้วไปที่จางเหว่ยที่ดูทุลักทุเล “เฮ้ย ไอ้ขอทานตรงนั้น โรงแรมของเรามีกฎนะ ห้ามขอทานกับหมาเข้ามาข้างใน”
“นายว่าใครเป็นขอทานกัน!” เจียงเสี่ยวไป๋กำหมัดแน่น พุ่งเข้าใส่หลี่เสียงดุจสายลม
เขาอดทนกับหลี่เสียงคนนี้มานานแล้ว
วัยรุ่นกำลังอยู่ในช่วงเลือดร้อน พูดเหตุผลไม่รู้เรื่อง ก็ต้องใช้กำลัง
“ปึก!”
เจียงเสี่ยวไป๋ชกหมัดออกไป แต่กลับถูกคนหยุดไว้
บอดี้การ์ดคนหนึ่งคว้าหมัดของเจียงเสี่ยวไป๋ไว้ แล้วบีบแรง ๆ
“อ๊าก! เจ็บ!”
ท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรง เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินเสียงกระดูกทั้งแขนลั่นดังกรอบแกรบ
บอดี้การ์ดคนนั้นจับแขนของเจียงเสี่ยวไป๋ไว้ และกำลังจะชกเข้าที่ท้องของเขาอีก
ในตอนนั้นเอง ลู่เย่ก็เคลื่อนไหว
เขาพุ่งตัวไปปรากฏข้างกายบอดี้การ์ดในพริบตา แล้ววางมือขวาลงบนไหล่ของอีกฝ่าย
ลู่เย่ “เขายังเป็นแค่เด็ก นายไม่จำเป็นต้องลงมือรุนแรงขนาดนี้”
บอดี้การ์ดคนนี้ลงมือหนักมาก ถ้าลู่เย่ไม่ออกมาช่วยเมื่อครู่ แขนทั้งท่อนของเจียงเสี่ยวไป๋คงพิการไปแล้ว
เมื่อถูกลู่เย่กดไหล่ไว้ บอดี้การ์ดรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนตัว ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้
“คุณ…” บอดี้การ์ดมองไปที่ลู่เย่ด้วยความประหลาดใจ ในใจเกิดความหวาดกลัวที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
“ยืนเหม่ออะไรกันอยู่? รีบไล่พวกมันออกไปสิ!” หลี่เสียงพูดด้วยท่าทางเบ้ปาก สีหน้าแสดงความรำคาญ
ในตอนนั้น จางเหว่ยก็ก้าวออกมา เขาชี้หน้าหลี่เสียงและด่าว่า
“หลี่เสียง แกส่งคนมาทำลายแผงขายของฉัน แล้วยังส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจมาจับฉันอีก
ฉันไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับแก ทำไมแกถึงได้รังแกฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้?”
“โรงแรมใหญ่โตขนาดนี้ ยังจะกลัวฉันคนขายของริมทางมาแย่งลูกค้าอีกเหรอ?”
เสียงของจางเหว่ยดังก้องไปทั่ว ทุกคนในโรงแรมได้ยินกันหมด ต่างพากันชะโงกหน้าออกมาดูเหตุการณ์
“เฮ้! มีเรื่องให้ดูแล้ว! ตีกันเร็ว ๆ ตีกันเร็ว ๆ!”
“ว้าว ไม่จริงใช่ไหม? ทั้งทุบร้านคนอื่น ทั้งเรียกเจ้าหน้าที่เทศกิจ มันแย่เกินไปแล้วนะ…”
“จุ๊ ๆ โรงแรมนี้ช่างไร้ระดับจริง ๆ ถึงกับอิจฉาคนขายของริมทาง”
“โรงแรมห้าดาวจะไปทุบร้านริมทางของชาวบ้านได้ยังไง ช่างไร้สาระสิ้นดี คนที่หน้าประตูคงไม่ใช่พวกมาก่อกวนหรอกนะ?”
ในชั่วขณะนั้น บรรดาลูกค้าของโรงแรมต่างชี้ไปที่ประตูพลางวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
เมื่อเรื่องถูกเปิดเผย หลี่เสียงจึงรู้สึกเสียหน้า แต่ก็ยังกัดฟันพูดว่า “นายพูดอะไรเรื่อยเปื่อย? ใครไปจ้างคนมาทุบร้านของนาย? เห่าไปเรื่อย!”
พูดจบ หลี่เสียงก็สั่งการบอดี้การ์ดของตน “มานี่! ไปแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้! พวกนี้กุเรื่องขึ้นมา ใส่ร้ายป้ายสี ก่อความวุ่นวาย จับพวกมันไปให้หมด!”
ลู่เย่เตะก้นสวี่เลี่ยงจนเซเข้าประตูไป
โชคดีที่สวี่เลี่ยงเอามือยันเสาไว้ทัน ไม่งั้นคงล้มหน้าคะมำ
พอหลี่เสียงเห็นสวี่เลี่ยง เขาก็รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เรื่องที่จางเหว่ยตั้งแผงขายอาหารข้างถนนนั้น เป็นเขาเองที่บอกกับสวี่เลี่ยง
ตอนนั้นสวี่เลี่ยงได้ยินว่า จางเหว่ยมีปัญหากับโรงแรมเป่าลี่หลาย จึงตั้งใจจะช่วยคนในครอบครัวออกหน้า เลยพาคนไปจัดการจางเหว่ยโดยเฉพาะ
“โอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว พี่ใหญ่ เตะเบา ๆ หน่อยได้ไหม?”
สวี่เลี่ยงมองหน้าลู่เย่อย่างน้อยใจ แล้วก็นวดก้นที่ชาไปหมดอย่างแรง
หลี่เสียงเห็นลู่เย่เตะสวี่เลี่ยง ตาก็กระตุกทันที
ทำไมคนคนนี้ถึงได้ดุดันขนาดนี้?
กล้าเตะน้องชายของเจ้านายพวกเขาเลยเหรอ?
“เฮ้ย! ทำไมนายถึงกล้าทำร้ายคนแบบนี้? นายรู้ไหมว่าคนที่นายเตะเป็นใคร?” หลี่เสียงกระโดดโหยง ตะโกนอย่างตื่นเต้น
ลู่เย่เอียงหน้าเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาเด็ดเดี่ยว “ฉันจะเตะใครมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”
“นั่นสิ! ยุ่งอะไรด้วย!” สวี่เลี่ยงก็กระโดดขึ้นมาพลางนวดก้น ตะโกนใส่หลี่เสียง “พี่ใหญ่ของฉันอยากเตะใครก็เตะได้ นายมาห้ามได้ยังไง? ฉันชอบโดนเตะ ไม่เห็นต้องให้นายมาพูดจาวุ่นวายเลย!”
ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เสียงงงไปเลย
เขาเบิกตากว้าง มองสวี่เลี่ยงอย่างอึ้ง ๆ “ฮะ?”
เขาเกิดมาทั้งชีวิต ไม่เคยได้ยินว่ามีใครชอบโดนตีเลย
หลี่เสียงรู้สึกแปลกใจ ปกติแล้วสวี่เลี่ยงมักจะทำตัวเหิมเกริมต่อหน้าเขา แต่ทำไมวันนี้ถึงได้ขี้ขลาดเหมือนหมาขนาดนี้
เขามองดูลู่เย่อย่างละเอียดอีกครั้ง คิดในใจว่า คนคนนี้ดูแปลกหน้า คงไม่ใช่คนมีชื่อเสียงอะไร
คงแค่อาศัยกำลังมาก่อกวนที่นี่เท่านั้น
“พี่เลี่ยง อย่ากลัวไปเลย ตอนนี้พวกเรามีคนเยอะกว่า ถ้าเขากล้าลงมือ ผมจะส่งเขาไปพบพญายมทันที!”
หลี่เสียงเดินไปพยุงสวี่เลี่ยงขึ้น พลางจ้องลู่เย่ด้วยสายตาดุดัน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สวี่เลี่ยงถึงกับลื่นเกือบล้ม
เขารีบปิดหูทันที แสดงว่าไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น
ตายแล้ว จะส่งคุณชายลู่ไปพบพญายมงั้นเหรอ?
ต่อให้มีความกล้าสิบเท่าก็ไม่กล้าทำ!
ไม่ต้องพูดถึงภูมิหลังครอบครัวของลู่เย่แล้ว ตอนนี้เขาเป็นคนของกองทัพ ใครจะกล้าแตะต้อง?
หลี่เสียงเห็นสวี่เลี่ยงอึ้งไป นึกว่าอีกฝ่ายซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก
คิดในใจว่า คราวนี้เรื่องเลื่อนตำแหน่งขึ้นเงินเดือนคงไม่มีปัญหาแล้ว
ทันใดนั้น หลี่เสียงก็รวบรวมความกล้า แล้วตะโกนเสียงดังลั่น “เฮ้ย! พวกแกรบกวนการดำเนินธุรกิจปกติของโรงแรมพวกเราแล้ว ให้เวลาสามนาที รีบไสหัวออกไป ไม่งั้นจะสั่งสอนให้หลาบจำ!”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พูดเรียบ ๆ ว่า “หลี่เสียง ฉันให้เวลานายสามนาทีในการก้มหัวขอโทษจางเหว่ยชดใช้ค่าเสียหายของใช้ ค่ารักษาพยาบาล และค่าปรับผิดสัญญาเป็นสองเท่า ไม่งั้นนายก็ไสหัวออกไปซะ”
“ฮะ?”
หลี่เสียงทำเหมือนได้ยินเรื่องตลกอะไรสักอย่าง เขาหัวเราะท้องคัดท้องแข็งพลางพูด “ฮ่า ๆ ๆ ๆ! นายว่าอะไรนะ? ฉันฟังไม่ชัด พูดอีกทีสิ”
ลู่เย่เม้มริมฝีปาก ความอดทนของเขาถึงขีดสุดแล้ว
เคยเจอคนโง่มาเยอะ แต่ไม่เคยเจอคนที่โง่ขนาดนี้มาก่อน
“คำพูดดี ๆ ไม่พูดซ้ำสอง แล้วสามนาทีก็หมดแล้ว ไสหัวไปซะ ถ้าไม่ไป เดี๋ยวเจ้านายของพวกนายจะมาไล่นายออกด้วยตัวเอง”