สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 404 การหลบหนีครั้งแรก
บทที่ 404 การหลบหนีครั้งแรก
เมื่อถึงเที่ยงคืน ดวงจันทร์ลอยขึ้นจากน้ำทะเล ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า ทอดแสงสีเงินไปทั่วขอบฟ้า
ในอาหารเย็นมียาระงับประสาท เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ในห้องผู้ป่วยจึงหลับสนิทไปแล้ว
มิสเตอร์หลี่ปรากฏตัวในห้องผู้ป่วยอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขามีผู้ช่วยสองคนสวมชุดป้องกันสีขาวยืนอยู่ด้านหลัง
“พาเด็กคนหนึ่งไปก่อน เพื่อทำการทดลองของวันนี้…”
มิสเตอร์หลี่ดูมีความสุขเป็นพิเศษในคืนนี้ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาไม่เคยจางหายไปเลย
ผู้บังคับบัญชาได้อนุมัติแผนการทดลองของเขาแล้ว คืนนี้เขาจึงสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่
เพื่อกระตุ้นความกลัวที่ลึกที่สุดในใจของเด็ก ๆ สถานพยาบาลได้คิดค้นวิธีการทรมานหลากหลายรูปแบบ และยังมีการประเมินระดับความกลัวของแต่ละวิธีด้วย
การทดลองความกลัวที่จะทำในคืนนี้เรียกว่า ‘การลอกรอยสัก’
มิสเตอร์หลี่เชื่อว่าเมื่อเด็ก ๆ อยู่ในภาวะหวาดกลัว จะเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสของผิวหนัง ทำให้ผิวสว่างใสและโปร่งแสงมากขึ้น เขาต้องการผลงานที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีรอยตำหนิใด ๆ
มิสเตอร์หลี่ตัดสินใจเลือกเด็กหนึ่งคนมาลองฝีมือก่อน เด็กสาวเอเชียตะวันออกคนนั้นเป็นวัสดุทดลองที่มีค่ามาก จึงต้องเก็บไว้ใช้เป็นคนสุดท้าย
ดังนั้น เด็กที่มีรอยสักเสือบนหลังจึงถูกพาเข้าไปในกระท่อมสังกะสีแทน
ในตอนนี้ เด็กที่นอนคว่ำอยู่บนโต๊ะผ่าตัด ฟันสั่นกระทบกันดังกึก ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มิสเตอร์หลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่เอาชีวิตเธอหรอก หลังจากผ่าตัดเสร็จ ฉันจะรักษาแผลให้เธอเอง”
พูดจบประโยคนั้น มิสเตอร์หลี่ก็เสริมอีกประโยคในใจ
แน่นอน จะรอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตเธอแข็งแกร่งแค่ไหน
…
สถานพยาบาล ห้องผู้ป่วย
เสี่ยวอวี่ที่ควรจะหลับใหลอยู่ กลับลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอไม่ได้กินอาหารเย็นในคืนนี้ เพราะเธอรู้ว่าอาหารเย็นสามารถทำให้คนง่วงนอนได้
ความลับนี้เธอเพิ่งค้นพบหลังจากที่ให้อาหารลิง
เสี่ยวอวี่มักจะเก็บอาหารเย็นไว้ให้หลิงหลิง ดังนั้นเธอจึงพบว่า ตัวเองตื่นตัวกว่าเด็กคนอื่น ๆ ในตอนกลางคืน
และดูเหมือนว่ายาระงับประสาทในอาหารจะไม่มีผลกับลิง สิ่งที่เสี่ยวอวี่กินไม่ได้ หลิงหลิงกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย
บนเตียงคนไข้อีกเตียงหนึ่ง ถูถูกำลังนอนหลับสนิทน้ำลายไหล
เขาก็ไม่ได้กินอาหารเย็นเช่นกัน แค่กลับหลับไปเฉย ๆ
“น้องชาย น้องชายตื่นเถอะ พวกเราจะหนีออกไปแล้ว” เสี่ยวอวี่ปลุกถูถูที่กำลังหลับสนิท
ถูถูขยี้ตาแล้วมองเสี่ยวอวี่อย่างงุนงง
เสี่ยวอวี่เอานิ้วแตะที่ริมฝีปาก แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ชู่! ตามฉันมา…”
พยาบาลที่เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องคนไข้กำลังกอดอกหลับสนิท เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว พยาบาลรู้ว่าในอาหารเย็นของเด็ก ๆ มียาระงับประสาท พวกเขาจึงนอนหลับอย่างสบายใจ
เสี่ยวอวี่พาถูถูย่องออกจากห้องผู้ป่วยอย่างเงียบ ๆ แล้วเลี้ยวเข้าไปในทางเดิน
คืนนี้จะมีการทดลองใหม่ คนส่วนใหญ่ในสถานพยาบาลจึงไปอยู่ในห้องทดลอง
เสี่ยวอวี่จูงมือถูถูเดินวนไปวนมาในสถานพยาบาล แล้วเข้าไปในห้องเก็บที่ไม่ได้ใช้งาน
เหนือห้องที่เต็มไปด้วยของระเกะระกะ มีช่องระบายอากาศที่เปิดแง้มไว้ หลิงหลิงเคยออกไปทางนี้หลายครั้งแล้ว
โชคดีที่ของในห้องถูกกองสูงจนถึงเพดาน เด็กทั้งสองจึงปีนขึ้นไปตามกองสูงเหล่านั้นเข้าไปในช่องระบายอากาศได้
เด็กทั้งสองตัวผอมบาง ช่องระบายอากาศพอดีที่จะให้พวกเขาลอดผ่านได้
เสี่ยวอวี่คลานนำหน้า ถูถูตามมาติด ๆ หัวใจของเด็กทั้งสองเต้นรัวเหมือนกลอง
พวกเขารู้ว่าถ้าถูกจับได้ว่าหนี ผลที่ตามมาจะต้องเลวร้ายมาก
ในท่อที่มืดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย การกลัวความมืดเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในยีนของมนุษย์ ยิ่งเป็นเด็กสองคนด้วยแล้วยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก
ถูถูเข้าไปในท่อระบายอากาศ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังดิ่งเข้าสู่ความมืดมิด
เขามองไม่เห็นอะไรเลย รวมถึงพี่สาวเสี่ยวอวี่ด้วย
แม้ว่าเสี่ยวอวี่จะอยู่ข้าง ๆ เขา แต่เขาก็ยังคงหยุดความกลัวไม่ได้ ร่างกายสั่นไม่หยุด
เสี่ยวอวี่ลูบหัวถูถูเบา ๆ ปลอบใจเขาไม่ให้กลัว แล้วล้วงสร้อยคอเรืองแสงออกมาจากกระเป๋า
ท่อระบายอากาศที่มืดสนิทถูกแสงสีเขียวส่องสว่างขึ้นในทันที ถูถูมองเห็นเงาร่างของเสี่ยวอวี่ และความกลัวในใจก็หายไป
สร้อยคอเรืองแสงพลาสติกชิ้นนี้ เสี่ยวอวี่คัดเลือกมาจากกองของเล่นมากมาย
ตอนนั้น หลังจากที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับมิสเตอร์หลี่ในการทำรอยสักเสร็จ มิสเตอร์หลี่ก็พาพวกเขาไปที่คลังของเล่น ให้เด็กแต่ละคนเลือกของเล่นคนละหนึ่งชิ้น
เสี่ยวอวี่จึงเลือกสร้อยคอเรืองแสงสีเขียวสดใส
เธอรู้ว่าสร้อยคอแบบนี้เพียงแค่ดูดซับแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันให้เพียงพอ ตกกลางคืนก็จะเปล่งแสงสีเขียวออกมา เสี่ยวอวี่สวมสร้อยคอเรืองแสงให้กับถูถู “ถูถูไม่ต้องกลัวนะ สร้อยคอเส้นนี้ได้รับพรจากนางฟ้า ดังนั้นมันจึงสามารถเปล่งแสงในที่มืดได้ แค่สวมสร้อยคอเส้นนี้ พี่สาวนางฟ้าก็จะปกป้องพวกเราได้ เรามาเริ่มออกเดินทางกันเถอะ”
บางทีอาจเป็นเพราะฟ้าเมตตา เด็กทั้งสองคนคลานไปมาในท่อระบายอากาศที่ซับซ้อน จนสามารถหาทางออกได้จริง ๆ
เด็กทั้งสองคนคลานออกจากท่อระบายอากาศ นั่งอยู่บนหลังคา เหนือศีรษะคือดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า
ถูถูเบิกตากว้างมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่และสว่างไสวเช่นนี้มาก่อน
สายลมทะเลอุ่น ๆ พัดผ่านแก้มของเสี่ยวอวี่ ปลายผมของเธอปลิวสะบัด ทั้งหางตาและหัวคิ้วเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เสี่ยวอวี่เดินไปมาบนหลังคาพลางมองไปรอบ ๆ เธอกำลังสังเกตจุดที่ต่ำที่สุดของพื้นที่
เธอรู้ว่าการกระโดดลงจากจุดที่ต่ำที่สุดเท่านั้นจึงจะลงพื้นได้อย่างปลอดภัย
“ไปกันเถอะ! พวกเรากระโดดลงไปกัน!” เสี่ยวอวี่สูดจมูกแล้วชี้ไปที่พื้นทรายด้านล่าง
พื้นทรายสะท้อนแสงวาววับภายใต้แสงจันทร์ เด็กทั้งสองสูดหายใจลึก ๆ แล้วรวบรวมความกล้า กระโดดลงไปสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“ตุบ…ตุบ…”
หลังจากเสียงตุบดังขึ้นสองครั้ง เสี่ยวอวี่และถูถูก็ตกลงบนพื้นทราย
ร่างกายของเด็ก ๆ นั้นเบามาก และพื้นทรายก็นุ่มมาก ดังนั้นเด็กทั้งสองที่กระโดดจากหลังคาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
พยาบาลในห้องพักตื่นขึ้นมาเพราะเสียงตุบสองครั้งนี้ พวกเขามองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
เมื่อพบว่าเด็ก ๆ ทั้งหมดนอนหลับอยู่ในผ้าห่ม พวกเขาก็โล่งอกแล้วหลับตาลงนอนหลับไป
แน่นอนว่า เสี่ยวอวี่และถูถูไม่ได้นอนอยู่บนเตียง พวกเขาเอาหมอนหลายใบยัดไว้ในผ้าห่ม
หลังจากกระโดดลงบนพื้นทราย เสี่ยวอวี่ก็จูงถูถูวิ่งอย่างบ้าคลั่งบนพื้นทราย
ใต้แสงจันทร์ เด็กทั้งสองวิ่งสุดแรงเกิดมุ่งหน้าไปทางเสียงคลื่นที่ซัดฝั่ง
เสี่ยวอวี่คิดว่า ถ้าพวกเขาหนีไปถึงชายหาด ก็จะสามารถถูกเรือที่ผ่านมาพาไปได้
อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักก็มีรั้วลวดหนามบังอยู่ตรงหน้าพวกเขา รั้วลวดหนามสูงสามถึงสี่เมตร เด็ก ๆ ไม่มีทางปีนข้ามรั้วลวดหนามได้เลย นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้พยาบาลดูแลอย่างหละหลวม
เสี่ยวอวี่แหงนหน้ามองรั้วลวดหนาม จากนั้นก็หยิบแอปเปิลที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าออกมา แล้วผิวปากเบา ๆ
“วี้ด…”
ไม่นาน ก็มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ ตามด้วยลิงตัวเล็กหางยาวกระโดดออกมา