สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 381 จางเหว่ยและเจียงอีอี
บทที่ 381 จางเหว่ยและเจียงอีอี
เจียงอีอีถอดปลอกแขนออก แล้วเรียกเสียงหวาน ว่า “พี่ชิง!”
จางเหว่ยยิ้มกว้าง เผยฟันขาวเรียงสวย ยกทัพพีเหล็กขึ้นพูดว่า “พี่ชิงจะทานอะไรดี? สั่งอะไรก็ได้ตามใจเลย!”
จางเหว่ยและเจียงอีอีทั้งสองคนมีสีหน้าสดใส ดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวา ดูเหมือนช่วงนี้พวกเขาจะมีชีวิตที่มีความสุขมาก
เมื่อพวกเขาเห็นเสิ่นชิง สายตาเผยความประหลาดใจ ตื่นเต้น เป็นกันเอง และซาบซึ้ง
เสิ่นชิงกอดอกมองค้อนจางเหว่ย “นี่ จางเหว่ย นายเปิดร้านแต่ไม่บอกฉันเลยเหรอ? ยังไง? กลัวฉันกินแล้วไม่จ่ายเงินหรือไง?”
จางเหว่ยเกาหัวแก้เก้อ ยิ้มแหย ๆ “โอ๊ย! ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ! คุณเป็นพี่ชิงของผมนะ! การที่คุณมากินที่ร้านผม นั่นเป็นเกียรติของผมมากเลยครับ!”
เสิ่นชิงแค่นเสียงเบา ๆ “หึ งั้นทำไมเปิดร้านไม่บอกฉัน? นายนี่ไม่น่าไว้ใจเลย”
จางเหว่ยพูดอย่างเขิน ๆ ว่า “โอ๊ย ผมคิดว่ายังไงก็แค่เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ พูดออกไปก็ไม่มีหน้ามีตาอะไร รอเปิดภัตตาคารใหญ่เมื่อไหร่ค่อยเชิญคุณมาให้เกียรติครับ”
เสิ่นชิงไม่คิดว่าจางเหว่ยที่เป็นช่างภาพจะมาเป็นพ่อครัวได้ เธอยังจำได้ว่าไอ้หมอนี่เคยพูดไว้ว่า เขาตั้งใจจะถ่ายภาพเซ็กซี่ของดาราสาวทุกคน
ดูเหมือนว่า จางเหว่ยจะเห็นความสงสัยของเสิ่นชิง เขาจึงชี้ไปที่เจียงอีอี พลางพูดด้วยสีหน้ามีความสุขว่า “ฮ่า ๆ ตอนนี้ผมถ่ายรูปให้แค่ภรรยาผมคนเดียวเท่านั้น”
จางเหว่ยทิ้งระเบิดลูกใหม่อีกครั้ง จนทำให้เสิ่นชิงงงไปหมด
เสิ่นชิงมองทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ “อะไรนะ! พวกเธอแต่งงานกันแล้วเหรอ!”
เจียงอีอีหน้าแดง ก้มหน้าดึงชายเสื้อ พูดเสียงเบาว่า “ยัง ๆ ยังไม่ได้แต่ง พวกเราวางแผนจะไปจดทะเบียนวันศุกร์นี้”
จางเหว่ยและเจียงอีอีทั้งสองคนเดินทางมาด้วยกัน ผ่านอุปสรรคมามากมาย ในที่สุดก็จะได้ลงเอยกันสักที
เสิ่นชิงรู้สึกดีใจกับทั้งสองคนมาก “โอ้โห เป็นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ ยินดีด้วยนะ! ตอนที่พวกเธอจัดงานแต่งงาน ต้องเรียกฉันไปด้วยนะ”
พูดถึงเรื่องจัดงานแต่งงาน สายตาของจางเหว่ยวูบไหว “พี่ชิง พวกเราตัดสินใจไม่จัดงานแต่งงานแล้ว ตอนนั้นพวกเราจะเชิญญาติและเพื่อนของทั้งสองฝ่ายมาทานข้าวกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นชิงขมวดคิ้ว แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “เออใช่ แล้วเจียงเสี่ยวไป๋ล่ะ? ทำไมไม่เห็นเด็กคนนั้นเลย?”
พอพูดถึงเจียงเสี่ยวไป๋ เจียงอีอีก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เสี่ยวไป๋จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเดือนมิถุนายนปีหน้าแล้ว เขาต้องอยู่โรงเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว พี่ชิงชิง คุณเป็นแบบอย่างของเสี่ยวไป๋นะ เขาก็อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจิ้งต้าเหมือนกัน”
หลังจากผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมา เจียงเสี่ยวไป๋มีจิตใจที่สงบนิ่งขึ้นมาก ตอนนี้เขาตั้งใจเรียนหนังสืออย่างหนัก มุ่งมั่นแสวงหาความรู้
เมื่อได้ยินเรื่องราวล่าสุดของเจียงเสี่ยวไป๋ เสิ่นชิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย “เสี่ยวไป๋ฉลาด เขาต้องสอบติดแน่นอน”
เจียงอีอีให้จางเหว่ยจัดโต๊ะที่สะอาดโต๊ะหนึ่ง สวมปลอกแขน เตรียมทำอาหารอร่อย ๆ ให้เสิ่นชิง
ด้วยน้ำใจที่ปฏิเสธได้ยาก เสิ่นชิงจึงเชิญเฉาเล่อและคนอื่น ๆ มานั่งล้อมวงรอบโต๊ะ
จางเหว่ยช่วยเจียงอีอีเตรียมอาหาร พลางเลือกผักไปด้วยพูดอย่างยิ้มแย้มว่า
“พี่ชิง ฝีมือทำอาหารของอีอีดีกว่าผมนะ ทั้งผมและเสี่ยวไป๋ล้วนเรียนวิธีทำอาหารมาจากเธอ พูดตามตรงแบบไม่อวย ฝีมือของอีอีเป็นที่หนึ่งในใต้หล้าเลยละ!”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารทยอยถูกยกขึ้นโต๊ะ
ไข่เจียวใส่เนื้อเส้น ผัดเผ็ดเครื่องในไก่ หมูตงพัว บัวลอยหมักสุรา ตั้วฮื้อทอด ขนมเข่งซี่โครงหมู…
ทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติครบถ้วน กลิ่นหอมโชยมาเตะจมูก
“มา ๆ ๆ ทุกคนทานตอนร้อน ๆ ลองชิมฝีมือภรรยาผมดูสิครับ” จางเหว่ยเชิญชวนเสิ่นชิงและสมาชิกคณะกรรมการตรวจสอบวินัยอุตสาหกรรมบันเทิงให้รับประทานอาหารอย่างกระตือรือร้น ฝีมือของเจียงอีอีทำให้ทุกคนตาสว่างขึ้นทันที
ผัดเผ็ดเครื่องในไก่กรอบและอร่อย รสชาติเผ็ดร้อนและหอมกรุ่น
หมูตงพัวสีแดงสดใส หวานแต่ไม่เลี่ยน กลิ่นหอมเต็มที
ไข่เจียวใส่เนื้อเส้น ทอดจนเหลืองกรอบ มีกลิ่นหอมและชุ่มฉ่ำ…
สวีลี่กินจนเคลิ้ม เริ่มพูดประจบว่า “ฝีมือของเจ้าของร้านนี่ไปเป็นเชฟในโรงแรมห้าดาวได้เลยนะ!”
เจียงอีอียิ้มอย่างเขินอาย แก้มแดงระเรื่อ พูดอย่างถ่อมตัวว่า “อาเหว่ยเรียนรู้ฝีมือของฉันไปหมดแล้ว ศิษย์เก่งกว่าอาจารย์เสียอีก”
จางเหว่ยตักข้าวเข้าปาก หัวเราะแล้วพูดว่า “ฮ่า ๆ ทั้งหมดนี้เพราะอาจารย์สอนดีน่ะ”
ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้วคุยกันอย่างสนุกสนานเป็นเวลานาน
จางเหว่ยหน้าแดงด้วยความยินดี ยิ้มพลางเชิญชวนว่า “ทุกคนมาบ่อย ๆ นะ ช่วยอุดหนุนร้านเล็ก ๆ ของเราด้วย”
สวีลี่โบกมือยกใหญ่ พูดอย่างห้าวหาญว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพื่อนของพี่เสิ่นชิงก็คือเพื่อนของพวกเราเหมือนกัน!”
ก่อนจะจากไป เสิ่นชิงแอบเรียกจางเหว่ยออกมานอกประตู แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “จางเหว่ย ถ้านายขาดเงินบอกฉันได้นะ ฉันไม่มีเพื่อนมาก แต่นายเป็นเพื่อนของ”
ตอนที่เธอตกต่ำที่สุด ทั้งกองถ่ายต่างซ้ำเติมเธอ แต่จางเหว่ยไม่เคยทำแบบนั้น
จางเหว่ยเป็นคนสนุกสนานร่าเริงในกองถ่าย มีความคิดเรียบง่าย บริสุทธิ์และใจดี ถ้าจางเหว่ยมีปัญหา เธอยินดีที่จะช่วยเหลือเขา
จางเหว่ยมองถนนที่พลุกพล่านด้วยความเหม่อลอย แล้วพูดว่า “ผมทำงานมาหลายปี ก็เก็บเงินได้ไม่น้อย เงินจัดงานแต่งงานก็มีพอแน่นอน จริง ๆแล้ว… จริง ๆ แล้วอีอีไม่อยากจัดงานแต่งงาน
อีอีกลัวการถูกจับจ้องจากคนอื่น บาดแผลในใจของเธอยังไม่หายดี ดังนั้น ผมต้องคำนึงถึงความรู้สึกของเธอ”
เสิ่นชิงครุ่นคิดแล้วพูดว่า “อืม งานแต่งงานก็แค่พิธีการ ขอแค่พวกเธอสองคนมีความสุขก็พอ”
พอเสิ่นชิงพูดจบ จางเหว่ยก็ยิ้มแหย่แล้วทำหน้าตลก “จริงสิ พี่ชิง คุณกับพี่เย่เป็นยังไงบ้าง ผมจะได้กินขนมมงคลของพวกคุณเมื่อไหร่ล่ะ”
เสิ่นชิงอึ้งไป
เธอกับลู่เย่ยังอีกนานเลย ตอนนี้เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของลู่เย่
เสิ่นชิงทำหน้าบึ้ง เสียงมีแววตำหนิเล็กน้อย “ลู่เย่อยู่ในกองทัพ ฉันไม่ได้ข่าวคราวของเขามานานแล้ว ใครจะรู้ว่าเขายังจำฉันได้หรือเปล่า…”
จางเหว่ยหัวเราะเบา ๆ “พี่ชายคนเถื่อนไม่มีทางลืมพี่ชิงหรอก เขาคงทิ้งคุณไม่ลงแน่ ๆ”
…
ประเทศจีน เขตทหารทางตะวันตกเฉียงใต้
บนทะเลทรายโกบีที่ห่างไกลจากค่ายทหารใหม่ มีฐานฝึกลับแห่งหนึ่งซ่อนอยู่
ลู่เย่เพิ่งจบจากค่ายทหารใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว และถูกส่งตัวมาที่นี่
เขาถูกเลือกโดยเขตทหาร เพื่อเข้าร่วมงานนิทรรศการทหารโลกในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้
เขาจะเป็นตัวแทนทหารของประเทศจีนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ และต้องเข้ารับการฝึกลับเป็นเวลาสองเดือน
ในช่วงการฝึกลับ ฐานจะตัดขาดจากการติดต่อกับโลกภายนอก กลายเป็นเกาะเดียวดายที่ไม่มีสัญญาณใด ๆ ยามค่ำคืน หลังจากสิ้นสุดการฝึกซ้อมในวันนั้น
ลู่เย่นอนลงบนลานฝึกกลางแจ้งที่โล่งกว้าง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงวูบวาบ ในความคิดของเขา มันเชื่อมต่อกันเป็นเส้นจุดเป็นระนาบ รวมตัวกันเป็นภาพของคนที่เขาคิดถึงมากที่สุด
ภายใต้แสงดาวบนท้องฟ้า ลู่เย่หยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
เปิดสมุดบันทึกออก ทุกหน้าเต็มไปด้วยภาพวาดใบหน้าของเสิ่นชิง
ปากกาที่ใช้วาดเป็นเพียงปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินธรรมดา แค่ไม่กี่เส้นก็สามารถถ่ายทอดใบหน้าและอารมณ์ของเสิ่นชิงลงบนกระดาษได้อย่างมีชีวิตชีวา
ต้องยอมรับว่า ลู่เย่มีพรสวรรค์ทางศิลปะอยู่บ้าง
ในฐานทัพไม่มีอะไรเลยนอกจากอุปกรณ์ฝึกที่เย็นเฉียบและครูฝึกหน้าตาย
ลู่เย่จึงได้แต่ใช้การวาดรูปเพื่อบรรเทาความคิดถึงในยามว่างจากการฝึก