สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 402 คำชมจากอธิการบดี
บทที่ 402 คำชมจากอธิการบดี
เธอมองไปรอบ ๆ และเอื้อมมือออกไปผลักชายคนนั้น
ลู่ฉิวเยว่รีบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ ดวงตามืดมนและไร้อารมณ์
การแข่งขันในงานเลี้ยงฉลองจัดขึ้นในหอประชุมของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและรองรับคนได้หลายพันคน
บางทีอาจเพราะได้ยินข่าวว่างานเลี้ยงครั้งนี้มีผู้นำหลายคนเข้าร่วม จึงมีผู้ชมจำนวนมากมารับชมความสนุกสนาน กระทั่งครึ่งหนึ่งของหอประชุมต่างมีผู้คนมาจับจองพื้นที่
“ฉิวเยว่ ในที่สุดเธอก็มาสักที!” ดวงตาของเจี่ยงชีเป็นประกายเมื่อเห็นลู่ฉิวเยว่เดินเข้ามา เธอลุกขึ้นเพื่อโบกมือไปมาอย่างแรง
ความกระตือรือร้นดังกล่าวทำให้นักศึกษาที่อยู่รอบข้างหันมองไปยังทิศทางนั้น ก่อนพวกเขาจะตกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของลู่ฉิวเยว่
กี่เพ้าสีขาวราวหิมะช่วยขับเน้นช่วงเอวกลมกลึงอันสวยงาม ผมสีดำขลับประหนึ่งผ้าซาตินถูกกิ๊บติดผมรวบเก็บเล็กน้อย เผยให้เห็นความเกียจคร้านและความไม่เป็นทางการภายใต้ความสง่างามของเธอ
“พระเจ้าช่วย เทพแห่งความรู้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย คิดไม่ผิดเลยที่มาในวันนี้!” เกิดเสียงดังอื้ออึงด้วยความตื่นเต้นจากหมู่นักศึกษา
“แต่ฉันได้ยินมาว่าเธอสมัครเล่นเปียโนเดี่ยว เธอจะทำได้เหรอ?” ใครคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย
ผู้ที่สามารถเล่นเปียโนในทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวจากครอบครัวร่ำรวย ซึ่งพวกเขาไม่เคยได้ยินมาว่าลู่ฉิวเยว่มาจากครอบครัวร่ำรวยเหล่านั้น
คนที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันกับลู่ฉิวเยว่รู้สึกกังวลและขุ่นเคืองเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว “เธอไม่ได้อยากเข้าร่วมการแข่งขันนี้โดยสมัครใจตั้งแต่แรก แต่ได้ยินมาว่ามีหมาบ้าแอบเอาชื่อของลู่ฉิวเยว่ไปลงทะเบียน นี่ทำให้ฉันโกรธจริง ๆ!”
“เอ๋? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? แล้วเธอจะไม่ทำให้ตัวเองอับอายทีหลังหรือยังไง?” ผู้คนรอบข้างตกใจและมองไปทางลู่ฉิวเยว่อย่างกังวล
แน่นอนว่ามีบางคนที่ไม่ชอบความนิยมของลู่ฉิวเยว่ในอดีต และแอบยินดีกับความโชคร้ายของเธอ
“ว่ากันว่าการเล่นเปียโนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย น้องสาวของฉันเรียนรู้มันมาหลายปีและยังเล่นได้แค่พื้นฐานทั่วไปเท่านั้น ลู่ฉิวเยว่เด็กจากชนบทเพิ่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เธอยังไม่สลัดทิ้งความเป็นเด็กสาวชนบททั้งหมดเลยด้วยซ้ำ แล้วยังกล้ามาแสดงการเล่นเปียโนเดี่ยว ฉันล่ะอยากหัวเราะให้ตายไปข้าง”
“ใช่ ไม่ว่าผลการเรียนของหล่อนจะดีแค่ไหน แต่ก็คงเผยความบ้านนอกจนทำให้ตัวเองอับอายต่อหน้าผู้นำ”
ลู่ฉิวเยว่ได้ยินคำติฉินนินทาจากฝูงชนได้อย่างคลุมเครือ ทว่าสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเธอเลย
หมายเลขผู้แข่งขันของเธอคือ 11 และจะถึงคราวของเธอในการขึ้นแสดงอีกครึ่งชั่วโมง
ลู่ฉิวเยว่จับชายกระโปรงพลางขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับป้ายทะเบียน
ทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด
เมื่อเห็นว่าเธอยังคงสงบนิ่ง ผู้คนรอบข้างก็ยิ่งอยากเห็นเธอสร้างความอับอายให้มากขึ้น
ว่ากันว่าอธิการบดีเป็นคนอารมณ์ร้อน แม้ลู่ฉิวเยว่จะไม่ถูกไล่ออก แต่หล่อนจะต้องอับอายเมื่อต้องขึ้นการแสดง
หลี่ซิ่วเดินเข้ามาจากประตูหลังพลางจ้องมองด้วยสีหน้ายินดี
นางสารเลว กล้ายั่วยุฉันก็รับผลที่ตามมาซะ!
“คุณคือลู่ฉิวเยว่จากสาขาวิชาการเงินใช่ไหม?”
ลู่ฉิวเยว่โค้งคำนับไปทางกลุ่มผู้นำ ขณะที่เธอกำลังจะนั่งลง เสียงอันเข้มงวดของผู้ชายก็ดังก้องมาจากด้านข้าง
เธอเงยหน้าขึ้นและสบตากับอธิการบดี
“ท่านอธิการบดี ฉันชื่อลู่ฉิวเยว่ค่ะ” ลู่ฉิวเยว่แนะนำตัวอย่างเป็นมิตรและให้ความเคารพ
อธิการบดีหัวเราะเสียงดัง ความเข้มงวดที่ปรากฏบนหว่างคิ้วและดวงตาผ่อนคลายลงเล็กน้อย ราวกับว่าเขาประทับใจในตัวเธอมากในฐานะนักศึกษา “ผมได้ยินเรื่องของคุณมาก่อนหน้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณเป็นคนเดียวที่มีผลงานโดดเด่น ผมรอรับชมการแสดงของคุณนะครับ”
ลู่ฉิวเยว่เม้มริมฝีปาก “ท่านอธิการบดีพูดชมกันเกินไปแล้วค่ะ”
ภายในใจของเธอรู้สึกลังเลเล็กน้อย เธอควรแสดงให้เต็มที่ดีไหม? หรือแกล้งทำเหมือนไม่รู้วิธีเล่นตามแผนการเดิมที่วางไว้?
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของลู่ฉิวเยว่ ผู้ชมต่างคิดว่าเธอกลัวที่จะสร้างความอับอายให้ตัวเอง พวกเขาจึงหันไปซุบซิบกัน
หลี่ซิ่วซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเกือบจะระเบิดหัวเราะเสียงดัง ขณะที่ดวงตาจ้องเขม็งไปทางลู่ฉิวเยว่ด้วยความสะใจ
นางสารเลว วันนี้แกจะต้องอับอายขายขี้หน้า!
ไม่รู้ว่าคนใหญ่โตอย่างอธิการบดีเห็นอะไรในตัวหล่อน แต่… เมื่อไหร่ที่เห็นว่าหญิงสาวเป็นแค่คนหลอกลวง ชายชราก็คงไม่สามารถรักษาความประทับใจเหล่านั้นไว้ได้
และจะต้องรู้สึกว่าคำชมที่มอบให้ลู่ฉิวเยว่ก่อนหน้าช่างเป็นสิ่งที่น่าอาย
ลู่ฉิวเยว่ค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้หน้าเปียโน นิ้วเรียวยาวกดลงบนเปียโนแผ่วเบาพร้อมกับเสียงเพลงที่ประสานกันดังก้องหอประชุม
ฝูงชนต่างคาดไม่ถึงว่าเธอจะสามารถเล่นเปียโนได้จริง ๆ และรับชมด้วยความประหลาดใจ
อย่างไรก็ตามใบหน้าของอธิการบดีไม่ได้แสดงออกถึงความประหลาดใจ ดวงตาสีเข้มทั้งสองจ้องมองลู่ฉิวเยว่เงียบงัน
หลังจบการแสดง ลู่ฉิวเยว่ลุกขึ้นยืนและกล่าวกับอธิการบดีด้วยรอยยิ้มเขินอาย “ขอโทษด้วยค่ะ นี่อาจทำให้คุณต้องผิดหวัง”
หลังเซ็นสัญญากับอาจารย์เดลี การขยายโรงเรียนจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน เธอจึงไม่มีเวลาฝึกซ้อม
ทักษะการเล่นเปียโนนี้ค่อนข้างธรรมดา ห่างไกลจากคำว่าน่าทึ่ง หากเธอขึ้นแสดงในช่วงเย็น มันอาจทำให้ผู้คนยิ่งผิดหวัง
ดูเหมือนว่านักศึกษาลู่ฉิวเยว่คนนี้จะถนัดด้านการเรียน แต่ไม่ถนัดด้านศิลปะสักเท่าไหร่
ขณะที่ลู่ฉิวเยว่กำลังจะเดินลงจากเวที จู่ ๆ เสียงของอธิการบดีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ช้าก่อน!”
ลู่ฉิวเยว่หันกลับมาด้วยความสับสน
“ผมเชื่อว่าคุณลู่ฉิวเยว่ซึ่งเป็นนักศึกษาดีเด่นที่ปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวในรอบไม่กี่ปีสามารถเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยได้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังขาดการแสดงเปียโนในงานเลี้ยงช่วงเย็น ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเพิ่มรายการแสดงของคุณลู่ฉิวเยว่เข้าไปในงานเลี้ยงฉลองอีกหนึ่งรายการ ทำให้มีการแสดงทั้งหมด 21 รายการ พวกคุณคิดเห็นว่าอย่างไร?” อธิการบดีไม่ได้มองที่เธอ แต่หันไปขอคำแนะนำจากกลุ่มผู้นำ
ในเมื่ออธิการบดีเอ่ยออกมาแล้วเช่นนี้ จึงไม่มีใครกล้ากล่าวคำปฏิเสธ
“ฉิวเยว่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม และมีความเหมาะสม”
“ใช่ ฉิวเยว่เป็นเด็กฉลาด การแสดงในวันครบรอบของมหาวิทยาลัยในสัปดาห์หน้าจะต้องน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ”
อธิการบดีหันไปพยักหน้าให้ลู่ฉิวเยว่ด้วยความพึงพอใจ “ตามนั้นแล้วกัน ขอให้คุณฉิวเยว่ทำเต็มที่นะครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่ฉิวเยว่แทบจางหายไปทันที
ไม่นะ ทำไมท่านอธิการบดีถึงไม่ถามความคิดเห็นของเธอเลยล่ะ?
เธอไม่ได้อยากเข้าร่วมเลยสักนิด!
หลังลังเลครู่หนึ่ง การพูดออกไปมากกว่านี้รังแต่จะสร้างความไม่พอใจ ลู่ฉิวเยว่จึงเผยยิ้มอย่างซาบซึ้งก่อนหันหลังเดินลงจากเวที
คนที่มีความสุขที่สุดคือเจี่ยงชีและเจียงเยว่อี๋ ตั้งแต่วินาทีที่อธิการบดีพูดชมลู่ฉิวเยว่ พวกเธอก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้อีก เมื่อเห็นลู่ฉิวเยว่เดินใกล้เข้ามา เด็กสาวทั้งสองอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้
“ฉิวเยว่ สุดยอดเลย!”
“ใช่ ๆ ๆ แม้แต่ท่านอธิการบดียังพูดชมเธอเลย!”
ลู่ฉิวเยว่เชื่อว่า หากพวกเธอไม่ได้อยู่ในที่สาธารณะและมีคนสำคัญมากมายนั่งอยู่ด้านหน้าเวที ผู้หญิงทั้งสองคนนี้คงกรีดร้องเสียงดังและคมชัดยิ่งกว่าลิงค่างบ่างชะนี
“ก็แค่โชคดีน่ะ” ลู่ฉิวเยว่ยิ้มแห้ง ขณะที่ในใจทำอะไรไม่ถูก
ท่านอธิการบดีดูเหมือนจะผ่อนปรนต่อนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี แม้ว่าการเล่นเปียโนของเธอจะค่อนข้างธรรมดา แต่เขาก็ยังเลือกให้เธอเป็นตัวแทน
เมื่อเห็นความสับสนของหญิงสาว เจียงเยว่อี๋เผยยิ้มและดึงเธอให้นั่งลง “จริง ๆ แล้วทุกปีจะมีนักศึกษาที่โดดเด่นสองถึงสามคนได้รับเลือกให้ทำการแสดง การแสดงจะดีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมให้สื่อใช้รูปลงในหนังสือพิมพ์และส่งเสริมมหาวิทยาลัย”
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วและมองอธิการบดีบนเวที
เพราะแบบนั้นสินะ กลุ่มผู้นำจึงไม่มีทีท่าแปลกใจกับการตัดสินใจของอธิการบดีเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะกลายเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับค่าแรง
“นี่! แต่ได้ยินมาว่ามันเคยเป็นแบบนั้นเมื่อหลายปีก่อน ฉิวเยว่อย่าคิดมากไปเลย สุดท้ายมันเป็นแค่การถ่ายรูปและตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเธอเล่นเก่งหรือไม่เก่ง” เจี่ยงชีพยายามปลอบใจ