สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 395 แผนการของคุณพ่อคุณแม่ฉิน
บทที่ 395 แผนการของคุณพ่อคุณแม่ฉิน
ฉินซือไม่ได้กินอาหารที่ลู่ฉิวเยว่ทำมานานแล้ว จึงคิดถึงรสชาติมาก เขาจึงรีบหาที่จอดรถ
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น ขณะมองแผ่นหลังของเขาที่เดินไปตลาดสด
คืนนั้น ลู่ฉิวเยว่เป็นคนทำอาหารเอง ส่วนฉินซือเป็นลูกมือคอยช่วย ทั้งคู่ช่วยกันจัดโต๊ะอาหารมื้อใหญ่
“นี่ ลองชิมนี่สิครับ” ทันทีที่อาหารถูกยกมาวางครบแล้ว ฉินซือก็ใช้ตะเกียบคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน และผัดมะเขือยาวชิ้นใหญ่ให้ลู่ฉิวเยว่ด้วยความรัก
ลู่ฉิวเยว่ยิ้มอ่อน นัยน์ตาของเธอฉายแววอ่อนโยน
ใบหน้าของหญิงสาวสวยงามมาก แม้ว่าฉินซือจะเห็นจนชินตาแล้ว แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงไปครู่หนึ่ง ความหวานชื่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเขา
ลู่ฉิวเยว่เห็นว่าเขาไม่คีบอาหารกินสักที จึงจ้องมอง “มองฉันทำไม กินสิคะ”
ก่อนแต่งงานเขาดูฉลาดมาก แต่หลังจากแต่งงานแล้ว ทำไมเขาถึงชอบมองเธอด้วยสายตาเหมือนคนโง่
ฉินซือกระแอม หลบตาเธอ แล้วยื่นมือออกไปคีบผัดผัก “จู่ ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องงานขึ้นมาน่ะครับ”
ลู่ฉิวเยว่ขมวดคิ้ว “กลับบ้านแล้วคุณต้องพักผ่อนให้เต็มที่สิคะ ทำไมยังคิดถึงเรื่องงานอยู่ ทุกวันนี้คุณชอบบอกว่าฉันบ้างานเกินไป คุณก็ไม่ต่างกันเลยนี่นา กินดี ๆ เถอะค่ะ”
ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่พอใจกับคำพูดของลู่ฉิวเยว่ แต่ฉินซือไม่เป็นแบบนั้น สีหน้าของเขาอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม แล้วสัญญาว่าจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว
แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทานอาหารเย็นในบรรยากาศสบาย ๆ เสร็จ โทรศัพท์บ้านในห้องนั่งเล่นก็ดังขึ้น
ฉินซือเม้มปาก จับไหล่ของลู่ฉิวเยว่ไว้เพื่อให้เธอกลับไปนั่งที่ “ผมไปรับสายเอง คุณกินต่อเถอะครับ”
พูดจบ เขาก็เดินไปรับสาย
“ฉินซือ กินข้าวหรือยังลูก?” เสียงอ่อนโยนของคุณแม่ฉินดังมาจากปลายสาย
เป็นเพราะเรื่องที่คุยกันทางโทรศัพท์เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉินซือจึงยังคงโกรธอยู่ ทัศนคติของเขาจึงไม่ค่อยอบอุ่นนัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กำลังกินเลย มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
คุณแม่ฉินฟังน้ำเสียงของลูกชายแล้ว แม้ว่าเธอจะรู้สึกอึดอัด แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไร “ไม่มีอะไรจ้ะ เมื่อสองสามวันก่อน เพื่อนเก่าของพ่อโทรมาบอกว่าจัดงานเลี้ยงแต่งงานของลูกชายในเมือง แต่ในเมืองนั้นไกลมาก พ่อกับแม่ไม่สะดวกที่จะเดินทางไป เลยจะถามว่าเมื่อถึงเวลาจัดงาน ลูกช่วยไปร่วมงานแทนได้ไหมจ๊ะ?”
“เสี่ยวซือ จดหมายเชิญถูกส่งถึงลูกแล้ว น่าจะถึงวันนี้หรือพรุ่งนี้เช้า อย่าลืมไปด้วยนะลูก” คุณพ่อฉินพูดจากด้านข้าง
ฉินซือขมวดคิ้ว เขามีนัดทานอาหารเย็นกับคู่ค้าในวันพรุ่งนี้
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ตอบตกลง ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ไป พ่อแม่ของเขาไม่สามารถไปงานเลี้ยงได้ แม้ว่าจะต้องพักค้างคืนก็ตาม
“ได้ครับ ผมจะไปพรุ่งนี้ ครั้งต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรแบบนี้อีก ก็ช่วยบอกผมล่วงหน้าหน่อยนะครับ ผมจะได้จัดเวลาถูก” ฉินซือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
พ่อแม่ของเขามักจะเป็นคนที่เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ทำไมครั้งนี้พวกเขาถึงรีบร้อนขนาดนี้ จนทำให้เขาไม่ทันได้เตรียมตัว
คุณแม่ฉินรู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจำใจพูดว่า “จะไม่ลืมแล้วจ้ะ ต่อไปพ่อแม่จะดูให้ดีกว่านี้ งานจัดที่ห้องโถงที่สามของโรงแรมฉาอี่ ลูกอย่าลืมล่ะ”
ฉินซือรับคำ พูดต่ออีกสองสามประโยค แล้ววางสาย
“มีอะไรเหรอคะ?” ลู่ฉิวเยว่ฟังเสียงเขาคุยโทรศัพท์ แล้วพอจะเดาได้ว่าเป็นพ่อแม่ตระกูลฉินที่โทรมา เธอจึงวางตะเกียบลง แล้วเดินไปหา
ฉินซือยิ้มอ่อน “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ พ่อแม่ของผมบอกว่า อยากให้ผมช่วยไปเข้าร่วมงานเลี้ยงแทนในวันพรุ่งนี้ครับ”
พูดจบ เขาก็กดหมายเลขโทรศัพท์
“เลขาหวัง พรุ่งนี้ผมมีเรื่องสำคัญต้องทำ คุณช่วยเลื่อนนัดกับเถ้าแก่สวีออกไปได้ไหม”
เลขาหวังกลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และเพิ่งตักข้าวเข้าไปเต็มปาก ทันใดนั้นโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินคำสั่งของฉินซือ เขาก็พยักหน้า “ได้ครับ ผมจะจัดการให้ครับ”
ส่วนลู่ฉิวเยว่กลับไปที่โต๊ะกินข้าวกับฉินซือ และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “งานของคุณซับซ้อนมาก เลขาหวังต้องทำงานล่วงเวลาหลังเลิกงาน หากไม่มีการขึ้นเงินเดือนสักหน่อย ก็คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่นะคะ”
“ในเมื่อนายหญิงสั่งแล้ว งั้นผมจะขึ้นเงินเดือนให้เขาเลยครับ” ฉินซือกอดเธอด้วยความเสน่หา พลางยิ้มอย่างออดอ้อน
ลู่ฉิวเยว่กลอกตา “เอาล่ะ ถ้าคุยกันต่ออาหารจะเย็นหมดแล้วนะคะ” เธอยื่นมือออกไปคีบผัดผักให้เขา
“พรุ่งนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ คุณจะทำอะไรครับ?” ฉินซือกระแอม
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหน้า โดยไม่สนใจสายตาคาดหวังของเขา และปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี “ฉันไม่มีเวลาไปงานเลี้ยงกับคุณหรอกค่ะ พรุ่งนี้ฉันมีนัดกับคู่ค้า เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือค่ะ”
สัญญากับฉาอี่กำลังจะหมดลง เถ้าแก่โจวโทรมาวันนี้ บอกว่าเขาต้องการคุยกับเธอเรื่องการต่อสัญญา
ฉินซือพยักหน้า “ได้ครับ”
“ฉิวเยว่! คุณมาแล้ว” ทันทีที่ลู่ฉิวเยว่เข้าไปในห้องก็เห็นโจวเฉิงยืนขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าเขาค่อนข้างจริงใจ ซึ่งไม่เหมือนกับท่าทางสุภาพและห่างเหินในครั้งที่แล้วเลย
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้าอย่างสุภาพ แล้วนั่งลงบนโซฟาใกล้ ๆ “เถ้าแก่โจว ไม่เจอกันนานเลยนะคะ”
“นานมากแล้วจริง ๆ คุณลู่สวยขึ้นเรื่อย ๆ ได้ยินมาว่าคุณเปิดโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก ผมมักจะได้ยินเพื่อนรอบตัวพูดถึงเรื่องนี้” โจวเฉิงหัวเราะ ถ้ามองดี ๆ จะเห็นได้ว่าสายตาของเขานั้น ค่อนข้างจะประจบนิดหน่อย
ย้อนกลับไปตอนนั้น ลู่ฉิวเยว่เป็นเพียงแม่ครัวตัวเล็ก ๆ และเธอต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ เพื่อแย่งชิงบูธในโรงแรมของเขา ตอนนี้เธอได้รองชนะเลิศในการแข่งขันทำอาหารระดับโลก และร้านอาหารก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โจวเฉิงจึงให้เกียรติเธอมากขึ้น
เพื่อขอให้เธอต่อสัญญา
เพราะธุรกิจโรงแรมของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพราะร้านอาหารที่ลู่ฉิวเยว่มาเปิด
“เถ้าแก่โจวชมกันเกินไปแล้วค่ะ” ลู่ฉิวเยว่ยิ้มอย่างสุภาพและนั่งตัวตรง “ถ้าอย่างนั้นเรามาพูดถึงความร่วมมือกันตอนนี้เลยดีกว่าค่ะ”
โจวเฉิงอยากคุยเรื่องนี้ จึงรีบรินชาให้เธอ “เมื่อปีที่แล้ว ความร่วมมือระหว่างผมกับคุณลู่เป็นไปอย่างราบรื่นมาก พันธมิตรเก่าย่อมน่าเชื่อถือกว่าพันธมิตรใหม่เสมอ ผมหวังว่าคุณลู่จะพิจารณาโรงแรมของเรา และต่อสัญญาได้ไหมครับ?”
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นสมเหตุสมผล แต่ลู่ฉิวเยว่เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์โชกโชน และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เป็นอันดับแรก จึงไม่ถูกเขาหลอกเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำนี้
“หากเรามีการหารือที่เหมาะสม แน่นอนว่าสามารถต่อสัญญาได้ค่ะ” ลู่ฉิวเยว่ยิ้มอ่อน แล้วพูดเป็นนัย
ความหมายก็คือต้องการร่วมมือหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่เขาเสนอ
โจวเฉิงกัดฟันด้วยความไม่พอใจ
ลู่ฉิวเยว่เคยขอร้องให้เขายอมร่วมมือมาก่อน ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะพลิกกลับเสียแล้ว
แต่เธอนำผลประโยชน์มากมายมาสู่โรงแรมของเขามาโดยตลอด จึงเป็นเรื่องปกติที่จะปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญา เขาจะไม่ดิ้นรนต่อรองเรื่องเงิน
“คุณลู่ ดูสิครับ ผมบอกให้คนของผมย้ายร้านข้าง ๆ ออกไป เพื่อให้คุณขยายร้านได้ ส่วนค่าเช่าเราจะยังคงราคาเท่าเดิมครับ” โจวเฉิงยังคงถือถ้วยชาอยู่ในมือ แต่เขาไม่ได้ยกขึ้นจิบเลย เขามองลู่ฉิวเยว่อย่างระมัดระวัง สายตาฉายแววกังวลใจที่แทบจะมองออก
เรื่องขยายร้านโดยไม่คิดค่าเช่าเพิ่มนั้นฟังดูดี เธอเคยสังเกตมาก่อนว่าร้านสองร้าน ที่อยู่ติดกับร้านอาหารของเธอนั้น มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ไม่ว่าโจวเฉิงจะให้เธอขยายร้าน โดยใช้พื้นที่ของร้านไหน ก็เหมาะกับความต้องการของเธอทั้งนั้น