สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 323 ถูกข่มขู่อีกครั้ง
บทที่ 323 ถูกข่มขู่อีกครั้ง
เมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้ว ลู่ฉิวเยว่ก็มองดูนาฬิกาและพบว่าเพิ่งเป็นเวลาเพียงบ่ายสามโมงเท่านั้น
เธอวางส้อมลง มองหน้าหวังเซวียนเซวียน “ตอนนี้ยังไม่เย็นเลย นายอยากไปเดินดูของไหม?”
ในช่วงหลังที่ต้องเตรียมตัวเข้าแข่งขันทำอาหาร ลู่ฉิวเยว่ไม่มีเวลาออกไปเดินเล่นมานานแล้ว ฉินซือก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนเธอที่โรงแรม หวังเซวียนเซวียนอยากจะออกไปเดินดูเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในเมือง แต่เขาพูดฝรั่งเศสไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่อยู่ในโรงแรมด้วยกันทั้งหมด ตอนนี้หวังเซวียนเซวียนคงเบื่อมากแล้ว
เมื่อได้ยินคำถามของพี่สาว หวังเซวียนเซวียนก็มีดวงตาเป็นประกายแวววาว รีบพยักหน้าตอบรับว่า “ไปสิครับ! ก่อนกลับบ้าน ผมอยากไปเดินดูพวกข้าวของเครื่องใช้สำหรับใช้งานภายในบ้านสักครั้ง”
ลู่ฉิวเยว่อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “จะเดินดูไปทำไม สุดท้ายนายก็สนใจแต่เสื่อปูพื้นอยู่ดี”
หวังเซวียนเซวียนยกมือเกาหัวด้วยความเขินอาย ยิ้มรับไม่พูดอะไร
หลังจากนั้น พวกเขาก็เรียกเก็บเงินค่าอาหาร ต่อมาก็โดยสารรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก เดินทางไปยังศูนย์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
ภายในศูนย์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งนี้มีการจัดวางเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดอย่างเป็นระบบระเบียบ มันเป็นตึกที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม เมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้วางอยู่ละลานตา หวังเซวียนเซวียนก็มีดวงตาแวววาวเหมือนเห็นขุมทรัพย์ล้ำค่าขึ้นมาทันใด
หวังเซวียนเซวียนเดินเข้าไปดูเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นด้วยความสนใจ บางครั้งก็จะสอบถามถึงวิธีการใช้งานของพวกมัน หรือไม่ก็ยืนอ่านคู่มืออย่างมีความสุข โดยที่มีฉินซือเป็นคนให้คำแนะนำตลอด
ลู่ฉิวเยว่ไม่ได้สนใจเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ เธอจึงได้แต่เดินตามพวกเขาไปเงียบ ๆ เท่านั้น
ฉินซือเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนคุยกับหวังเซวียนเซวียนอีก เขาเดินกลับมาหาลู่ฉิวเยว่และพาเธอไปหาที่นั่งพักอยู่ด้วยกัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงตอนเย็น ลู่ฉิวเยว่ก็เดินไปตามน้องชายที่กำลังสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยความลุ่มหลง พูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “หวังเซวียนเซวียน กำลังจะมืดแล้ว พวกเรากลับกันก่อนเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่นะ”
หวังเซวียนเซวียนมองบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะตอบรับโดยไม่รู้ตัวว่า “ครับ”
ระหว่างทางกลับโรงแรม หวังเซวียนเซวียนจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างและไม่พูดอะไร สายตาของเขาเหม่อลอย ไม่ทราบเลยว่าเขากำลังคิดถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เมืองจีนอยู่ใช่หรือไม่
ลู่ฉิวเยว่ทั้งรู้สึกโล่งอกและปวดหัวขึ้นมาในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นสีหน้าของน้องชาย
“พี่เขยครับ!” อยู่ดี ๆ หวังเซวียนเซวียนก็หันหน้ากลับมา ไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ดวงตากำลังจ้องมองไปที่ฉินซือด้วยความคาดหวัง
ฉินซือละสายตาจากใบหน้าของลู่ฉิวเยว่ จ้องมองไปที่เขา “มีอะไร?”
“พวกเราไม่ได้มาฝรั่งเศสกันบ่อย ๆ ทำไมไม่ซื้อพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับเมืองจีนไปด้วยล่ะครับ?” หวังเซวียนเซวียนพูดด้วยเสียงตื่นเต้น “ผมเห็นตู้เย็นของพวกเขามีความล้ำยุคมากกว่าตู้เย็นในโรงงานของเราอีก! ซื้อกลับไปเถอะครับ ผมจะได้เอาไปแยกชิ้นส่วนดูว่าพวกมันทำงานยังไง…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่ฉิวเยว่ก็ต้องหันหน้ากลับไปมองฉินซือด้วยสายตาจริงจัง
น้องชายของเธอมีพรสวรรค์เรื่องเครื่องจักรกล ถ้าเป็นไปได้ เธอก็อยากจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้ไปให้เขาลองแยกชิ้นส่วนดูเหมือนกัน และบางทีเขาก็อาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเธอก็เป็นได้
ฉินซือถอนหายใจ “เอาสิ ก่อนกลับเมืองจีน นายไปเลือกมาก็แล้วกันว่าอยากได้อะไรบ้าง”
ฉินซือก็เชื่อใจในความสามารถของหวังเซวียนเซวียนเช่นกัน อีกอย่าง หวังเซวียนเซวียนเป็นน้องเขยของเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้ว
“ได้เลยครับ ขอบคุณพี่เขยมากนะครับ ผมจะตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ผมจะไม่ทำให้พี่ต้องผิดหวังเด็ดขาด!” หวังเซวียนเซวียนตื่นเต้นจนหน้าแดง ยกมือตบหน้าอกรับปากด้วยความมุ่งมั่น
ลู่ฉิวเยว่อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นอาการตื่นเต้นของหวังเซวียนเซวียน
รถยนต์แล่นไปจอดที่หน้าโรงแรมอย่างรวดเร็ว ลู่ฉิวเยว่ก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าของเธอ
“พี่ครับ ผมขอตัวกลับเข้าห้องก่อนนะครับ ไม่ต้องรอผมทานอาหาร ถ้าผมหิว เดี๋ยวผมสั่งให้โรงแรมเอาอาหารขึ้นมาให้ที่ห้องเอง” หวังเซวียนเซวียนกำลังสำนึกในบุญคุณของฉินซือกับลู่ฉิวเยว่อย่างล้นพ้น และเขาก็จำได้ดีว่าครั้งสุดท้ายฉินซือทำกับเขาอย่างไรที่ไปขัดจังหวะของคู่รัก เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายเข้าห้องใครห้องมัน
ลู่ฉิวเยว่ไม่รู้ว่าน้องชายกำลังคิดอะไรอยู่ เธอนึกว่าเขาจะกลับไปอ่านตำราเกี่ยวกับเครื่องจักรกลอีกครั้ง จึงโบกมือบ๊ายบายหวังเซวียนเซวียนและปล่อยให้เขากลับไปทำสิ่งที่อยากทำ
“วันนี้ฉันเหนื่อยจังเลย ขอนอนพักผ่อนก่อนก็แล้วกันนะ” ลู่ฉิวเยว่ถอนหายใจ เอื้อมมือไปจะเปิดประตู
ฉินซือมีสีหน้าขึงขังขึ้นมาทันที เขาดึงตัวให้ลู่ฉิวเยว่มาหลบอยู่ทางด้านหลังเพื่อปกป้อง ก่อนจะจ้องมองไปที่ประตูด้วยสายตาเย็นชา
“ระวังตัวดีจริง ๆ” เสียงแหบแห้งของผู้ชายดังมาจากในห้อง แสดงความชื่นชมไม่น้อย
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วขึ้นสูงและหันกลับมามองหน้าฉินซือ
แน่นอนว่าสำหรับกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ พวกมันก็คงไม่ปล่อยลู่ฉิวเยว่ที่เข้ารอบไปด้วยตำแหน่งอันดับ 2 ให้อยู่รอดต่อไปอย่างสบาย ๆ เด็ดขาด
เมื่อเปิดประตูออก ลู่ฉิวเยว่ก็มองเห็นภาพที่อยู่ด้านในอย่างชัดเจน ไฟในห้องเปิดสว่าง
ในห้องมีผู้ชายที่ใส่สูทผูกเนคไทอยู่ 2 คน คนหนึ่งกำลังนั่งและอีกคนกำลังยืน แขนของพวกเขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ท่าทางเหมือนพวกอันธพาล
แต่ไม่ทราบเลยว่าเป็นเพราะมีฉินซืออยู่ข้างกายใช่หรือไม่ ลู่ฉิวเยว่จึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
ทว่า ลู่ฉิวเยว่ก็ไม่ได้โง่พอที่จะเดินเข้าไปเจรจากับพวกมัน เธอยืนอยู่หน้าประตู วางแผนที่จะวิ่งไปตามคนมาช่วยเหลือถ้าพวกมันคิดจะก่อเหตุอะไร
“ใครส่งพวกแกมา?” เธอยกมือกอดอก ยืนพิงกรอบประตู
หนึ่งในชายฉกรรจ์ยิ้มอย่างดุร้าย ดวงตาเป็นประกายหยอกเย้า “ผมขอแนะนำให้คุณลู่ระมัดระวังคำพูดและควรจะหุบปากเสียดีกว่า”
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะ รู้ดีว่าพวกมันคงไม่ยอมแนะนำตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น เธอจึงไม่ได้ถามอะไรอีก เธอพูดตรงเข้าประเด็นทันที “บอกมาว่าพวกแกต้องการอะไร”
“ผมจะให้เงินคุณ 5,000 แล้วคุณก็ไม่ต้องไปแข่งขันวันพรุ่งนี้” ชายฉกรรจ์คนนั้นมองหน้าเธอ เหมือนกับพอใจในความตรงไปตรงมาของเธออยู่ไม่น้อย
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเยาะ จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาที่ใช้มองคนโง่ “ฉันอุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาแข่งขันถึงที่นี่ คิดว่าฉันจะยอมแพ้เพราะเงินก้อนเดียวหรือไง?”
ต่อให้อีกฝ่ายเสนอเงินครึ่งล้าน เธอก็ไม่สนใจ พวกมันคิดว่าเธอเป็นใครที่จะเห็นแก่เงินขนาดนั้น?
“ผมขอแนะนำให้คุณลองทบทวนดูให้ดี มีคนบางคนที่คุณไม่อาจไปล่วงเกินเด็ดขาด!” ผู้ชายคนที่นั่งอยู่บนโซฟามีสีหน้าโมโห เขาตบโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืน
ถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดาก็คงหวาดกลัวแทบตายแล้ว แต่สำหรับลู่ฉิวเยว่ เธอได้กลับชาติมาเกิดใหม่ทั้งที ยังจะมีอะไรที่เธอต้องกลัวอีก? เธอเคยพบเจอคนแบบนี้มาแล้วมากมายในชาติก่อน และเธอก็รับมือได้อย่างไม่มีปัญหา
อีกอย่าง…
ลู่ฉิวเยว่จับมือฉินซือและยิ้มให้เขา
ฉินซือคอยปกป้องเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เมื่อมีเขาอยู่ เธอก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว
“คุณลู่ ที่นี่ไม่ใช่ประเทศของคุณ อย่ามามีเรื่องกับพวกเราเลยดีกว่า” ชายฉกรรจ์คนที่ยืนอยู่คนแรกหัวเราะเยาะ
ฉินซือหัวเราะเยาะตอบกลับไปด้วยความเย็นชา “งั้นก็มาดูกันเถอะว่าพวกแกจะเก่งสักแค่ไหน”
สองหนุ่มสาวปฏิเสธที่จะยอมแพ้ พวกเขาไม่ยอมรับเงิน ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจ้องมองด้วยสายตาดุดัน
“หวังว่าเมื่อถึงเวลา พวกคุณจะไม่เสียใจก็แล้วกัน!”
เมื่อพวกมันเดินออกจากประตูไปแล้ว
ลู่ฉิวเยว่ก็จ้องมองแผ่นหลังของพวกมันไปอย่างไม่หวาดกลัว “พวกคุณก็อย่าเสียใจเหมือนกันล่ะ”
ถ้อยคำของเธอทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนรู้สึกโกรธแค้นจริง ๆ พวกมันกำมือเป็นหมัดแน่น ต้องการจะสั่งสอนสองหนุ่มสาว แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ลับตาคน พวกมันจึงไม่กล้าทำอะไร
เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสองคนเดินหายไปแล้ว ฉินซือก็ดึงตัวภรรยาเข้าไปในห้อง ยิ้มออกมาเล็กน้อย “คุณนี่ปากร้ายจังเลยนะ”
ลู่ฉิวเยว่พูดด้วยความภาคภูมิใจ “งั้นคุณจำเอาไว้ อย่าทำให้ฉันโมโหก็แล้วกันค่ะ”