ย้อนเวลาไปเป็นมารดาปากแซ่บในยุค 70 - ตอนที่ 529 หลินเซียว (ตอนพิเศษ 5)
ตอนที่ 529 หลินเซียว (ตอนพิเศษ 5)
หลินเซียวมองใบหน้าซีดเผือดของซ่งสืออี๋ แล้วรีบถามว่า “คุณเป็นอะไรไป?”
ซ่งสืออี๋ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตอบช้าๆ ว่า “ฉันรู้สึกใจสั่นๆ ชอบกล แล้วเป็นแบบนี้ตลอดตอนที่กำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น”
พอพูดจบ ซ่งสืออี๋ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ รีบจับแขนหลินเซียวด้วยสีหน้าร้อนรนและพูดเสียงเร่งว่า “หลินเซียว พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ”
หลินเซียวก็นึกบางอย่างออก เขาประคองซ่งสืออี๋และพูดว่า “อย่าตื่นตระหนกไป ตอนนี้พวกเรากำลังจะกลับแล้ว”
ตอนแรกหลินเซียวตั้งใจว่าหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว เขาจะพาซ่งสืออี๋ไปถ่ายรูปส่งให้ที่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ทั้งคู่ขับรถกลับบ้านอย่างรวดเร็ว แล้วพบว่ามีผู้คนมากมายมารอที่บ้าน
พอเห็นซ่งสืออี๋ คุณยายเพื่อนบ้านก็อดพูดไม่ได้ว่า “ซ่งสืออี๋ เธอกลับมาแล้ว รีบเข้าไปดูคุณยายของเธอเร็ว ตอนนี้ท่านกำลังรอเธออยู่”
พอได้ยินแบบนั้น น้ำตาของซ่งสืออี๋ก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หล่อนร้องไห้พลางเดินเข้าไปข้างใน หลินเซียวไม่ได้จากไป ตามหลังหล่อนไปเงียบๆ เพื่อปกป้องหล่อน
ตอนที่ทั้งคู่เข้าไป คุณยายซ่งก็มีอาการแย่มากแล้ว กระทั่งพูดก็แทบจะพูดไม่ออก พอเห็นพวกเขากลับมา นางก็ฝืนยิ้มออกมาได้
“พวก…เธอ…กลับมาแล้ว…”
ซ่งสืออี๋คุกเข่าลงตรงหน้าคุณยายซ่ง ร้องไห้พลางพูดว่า “คุณยาย หนูกลับมาแล้ว อย่าทิ้งหนูไปนะคะ”
คุณยายซ่งยกมือขึ้นลูบแก้มของซ่งสืออี๋อย่างยากลำบาก “เด็ก…โง่…”
“ยาย…แก่…แล้ว อยู่เป็น…เพื่อนเธอ…ตลอดไป…ไม่ได้หรอก…”
“พวก…พวกเธอต้อง…แต่งงาน…”
หญิงชรายังพูดไม่ทันจบ ซ่งสืออี๋ก็เริ่มค้นกระเป๋าอย่างร้อนรน
“อยู่นี่ค่ะ คุณยายดูสิ” ว่าแล้วก็หยิบใบสำคัญการสมรสออกมา
คุณยายซ่งเงยหน้ามองใบสำคัญการสมรส แล้วตาก็ค่อยๆ ปิดลง มือก็ตกลงมา
“คุณยาย!” ซ่งสืออี๋เห็นอาการของคุณยายซ่งแล้วก็ตะโกนร้องไห้ขึ้นมาทันที พลางเขย่าตัวคุณยายซ่ง
“คุณยาย! อย่าทิ้งหนูไป หนูเหลือแค่คุณยายคนเดียวแล้ว”
“คุณยาย! หนูขอร้องล่ะ ลืมตามองหนูอีกสักครั้งได้ไหมคะ”
ซ่งสืออี๋เขย่าตัวของคุณย่าซ่ง พร้อมกับร้องไห้อย่างโศกเศร้า
เสียงสะอื้นไห้ทำให้คนรอบข้างน้ำตาซึม คุณยายเพื่อนบ้านปาดน้ำตา พลางปลอบด้วยเสียงแหบแห้งว่า “สืออี๋ เธออย่าร้องไห้ไปเลย ถ้าคุณยายเห็นเธอเป็นแบบนี้ ท่านจะไม่สบายใจเอานะ”
“เชื่อฟังฉันนะ ลุกขึ้นมาก่อน”
“คุณยายของเธอรักความสวยงามที่สุด เธอให้พวกยายช่วยจัดการแต่งตัวให้คุณยายของเธอหน่อย”
แต่ซ๋งสืออี๋เหมือนไม่ได้ยิน มือทั้งสองข้างกำเสื้อผ้าของคุณยายซ่งแน่นไม่ยอมปล่อย
คุณยายสองสามคนเห็นซ่งสืออี๋เป็นแบบนี้ก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่มองหลินเซียวที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ลูกเขยตระกูลซ่ง เธอช่วยคิดหาวิธีทีเถอะ”
หลินเซียวมองซ่งสืออี๋ที่เศร้าโศกเสียใจ ก็ได้แต่ดึงหล่อนขึ้นมาอย่างแข็งกร้าว “สืออี๋ คุณอย่าเพิ่งลนลาน ตอนนี้ให้พวกคุณยายแต่งตัวให้คุณยายซ่งก่อน”
แรงของซ่งสืออี๋ไม่อาจเทียบกับหลินเซียวได้ แค่ดึงครั้งเดียวเขาก็ลากฉุดหล่อนขึ้นมาได้ แต่ซ่งสืออี๋ก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง ดิ้นรนอย่างแรง หลินเซียวไม่มีทางเลือก จึงต้องกอดหล่อนไว้แน่น
ในตอนแรกซ่งสืออี๋ยังคงร้องไห้อย่างคับข้องใจ จากนั้นจึงเบาเสียงลง สุดท้ายก็ซบศีรษะกับอกของหลินเซียว สะอื้นเบาๆ หลินเซียวมองสภาพของหล่อนแล้วก็อดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้
หลินเซียวเป็นคนจัดการงานศพของคุณยายซ่งแทบจะทั้งหมด เพราะญาติของคุณยายซ่งเหลือแค่ซ่งสืออี๋คนเดียว ดังนั้นจึงจัดงานอย่างเรียบง่าย ในวันฝังศพก็มีแค่ เพื่อนบ้านสองสามคนมาส่ง
แต่พวกเขาก็เป็นคนชรา อยู่ได้ไม่นานก็จากไป ในสุสานจึงเหลือเพียงหลินเซียว กับซ่งสืออี๋สองคน ซ่งสืออี๋สวมชุดกี่เพ้าสีดำ ส่วนหลินเซียวเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อโค้ท สีดำ ถือร่มสีดำยืนหยัดอยู่ด้านหลังซ่งสืออี๋อย่างมั่นคงดั่งหินผา
ช่วงนี้อารมณ์ของซ่งสืออี๋เริ่มคงที่แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง หล่อนยืนเหม่ออยู่นานก่อนจะหันไปหาหลินเซียวอย่างช้าๆ “พวกเราไปกันเถอะ”
หลินเซียวได้ยินดังนั้นกลับยื่นร่มในมือให้สืออี๋ จากนั้นก็วิ่งฝ่าสายฝนไปคุกเข่าลงตรงหน้าหลุมศพของคุณยายซ่งอย่างจริงจัง หมอบคารวะสามครั้งก่อนจะลุกขึ้น
เมื่อเห็นสายตาสงสัยของซ่งสืออี๋แล้ว หลินเซียวจึงอธิบาย “ที่บ้านเราไม่นิยมคำนับแบบโค้งคำนับ”
ซ่งสืออี๋ได้ยินดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากกลับมาแล้ว ซ่งสืออี๋ก็เริ่มเก็บของ หลินเซียวมองเห็นท่าทางเศร้าหมองของหล่อนจากทางด้านหลัง จึงพูดขึ้นมาเอง “อีกสามวันผมต้องกลับไปที่หน่วย คุณจะไปเมืองหลวงกับผม หรือจะไปหาแม่ของผม”
ซ่งสืออี๋ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ หันหลังกลับมามองเขาด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
หลินเซียวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกเราแต่งงานกันแล้ว การที่คุณไปกับผมก็เป็นเรื่องปกติมาก”
“อีกอย่าง ตอนนี้คุณก็เป็นแบบนี้ ผมไม่สบายใจให้คุณอยู่ที่นี่คนเดียว”
ซ่งสืออี๋ลังเลอยู่นานก่อนจะตอบ “ฉันจะไปเมืองหลวงกับคุณค่ะ”
หลินเซียว “ได้”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากขอบคุณเพื่อนบ้านทุกคนด้วยของขวัญแล้ว หลินเซียวก็พาซ่งสืออี๋ออกจากที่นั่น ขับรถตรงเข้าไปในย่านหนึ่งของเมืองหลวง เขาขับรถไปพลางอธิบายกับซ่งสืออี๋ไปพลาง “ตอนนั้นที่ผมไป ผมยังเป็นโสด ดังนั้นลานบ้านพักเจ้าหน้าที่เลยยังไม่มีบ้านของผม ช่วงนี้คุณอยู่ที่นี่ก่อน พอบ้านที่นั่นเสร็จค่อยย้ายไปนะ”
ซ่งสืออี๋มองทิวทัศน์รอบๆ ตอบเสียงเบาๆ “ค่ะ”
หลังจากจอดรถที่ชั้นล่างแล้ว หลินเซียวก็เริ่มขนกระเป๋าลงมา ขณะนั้นเองชายหนุ่มในเสื้อยืดสีขาวกางเกงสีดำก็วิ่งมาอย่างตื่นเต้น “พี่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ได้ยินว่าพี่หาพี่สะใภ้ให้ผมด้วย ไหนล่ะหล่อน?”
หลินเซียวกำลังขนกระเป๋าลงมา พอได้ยินดังนั้นก็หยุดมือทันที เงยหน้าขึ้นมาเห็นหลินฟานกำลังมองตัวเองอย่างอยากรู้อยากเห็น เขาไม่รีรอที่จะถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วปิดท้ายรถ เผยให้เห็นซ่งสืออี๋ยืนรออยู่ข้างๆ อย่างสง่างาม
หลินฟานเห็นซ่งสืออี๋แล้วก็รีบเกาหัวอย่างเขินอาย “สวัสดีครับพี่สะใภ้”
ซ่งสืออี๋เห็นหลินฟานแล้วก็ตกใจเล็กน้อย รีบพยักหน้าให้เขา ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “สวัสดีค่ะ”
หลินเซียวชี้ไปที่หลินฟาน แล้วพูดว่า “นี่คือน้องชายสี่ของผม เขาอยู่ชั้นบนของบ้านพวกเรา ถ้าผมไม่อยู่บ้านแล้วคุณมีธุระอะไร ก็ขึ้นไปหาเขาที่ชั้นบนได้เลย”
พูดจบก็ไม่ได้ทักทายกับหลินฟาน แต่สั่งตรงๆ ว่า “ยืนงงอยู่ทำไม ไปยกกระเป๋าสิ”
หลินฟานมองกระเป๋าหลายใบที่วางอยู่บนพื้น รีบตอบรับว่า “ครับ” แล้วหยิบกระเป๋าตามเข้าไปในลิฟต์
หลังจากเข้าไปในลิฟต์แล้ว หลินฟานก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ขยิบตาให้หลินเซียวตลอดเวลา แต่ก็โดนหลินเซียวจ้องถลึงกลับมาทุกครั้ง
รอจนกระทั่งถึงบ้านได้สักที หลินฟานถึงสบโอกาสถามหลินเซียว “พี่ครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
หลินเซียวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ถามกลับว่า “เกิดอะไรขึ้นคืออะไร?”
หลินฟานพูดว่า “พี่จะมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับผมเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับพี่สะใภ้ ทำไมพี่ไปทางใต้ครั้งเดียวแล้วพาพี่สะใภ้กลับมาด้วยกะทันหันแบบนี้?”
หลินเซียวถาม “แม่ไม่ได้บอกนายเหรอ?”
หลินฟานตอบ “ถ้าแม่บอกแล้วผมจะมาถามพี่อีกทำไม?”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
อย่างน้อยคุณยายก็ตายตาหลับ สบายใจที่หลานเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วนะคะ
ชิวเฟิง