เกิดใหม่เป็นภรรยาตัวแสบของนายพลผู้เย็นชา - บทที่ 298 แล้วรูปถ่ายพวกนี้คืออะไร
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาตัวแสบของนายพลผู้เย็นชา
- บทที่ 298 แล้วรูปถ่ายพวกนี้คืออะไร
บทที่ 298 แล้วรูปถ่ายพวกนี้คืออะไร
“น้องสาวบุญธรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่านประธานลู่ คุณไม่สามารถพูดจาเหลวไหลได้”
สีหน้าของเส้าเจี้ยนปางเปลี่ยนไป
ในยุคนี้คำว่าน้องสาวบุญธรรมช่างชวนให้คิดไปไกล ลู่ซือเหยียนมีสถานะทางสังคมที่สูงส่ง ส่วนเยี่ยชิงหวนเป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย ทั้งยังเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเส้าจู่ๆ ก็ไปผูกพันธ์เป็นญาติกับผู้ชายแปลกหน้า นี่มันไม่ใช่การทำให้ตระกูลเส้าขายหน้าหรอกหรือ
ลู่ซือเหยียนเลิกคิ้วเล็กน้อย พูดอย่างใจเย็นว่า “เพิ่งรับเป็นน้องสาวบุญธรรม”
เส้าเจี้ยนปางโกรธ พูดเสียงเข้มว่า
“วันนี้คุณมาก่อกวนหาเรื่องใช่ไหม”
“ไม่ถึงขั้นก่อกวน หรือหาเรื่องหรอก แค่มีเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจจะคุยกับประธานเส้าเป็นการส่วนตัว เพื่อไม่ให้ตระกูลเส้าเสียหน้า แต่เห็นตระกูลเส้าก้าวร้าวแบบนี้ ผมคิดว่าประธานเส้าคงไม่ต้องการรักษาหน้าแล้ว ดังนั้นไม่สู้พูดตรงนี้เลย ให้สื่อมวลชนได้เป็นพยานด้วยก็ดี”
“สื่อมวลชน”
ฝูงชนส่งเสียงฮือฮา มองไปรอบๆ ทุกคนก็เห็นนักข่าวสื่อมวลชนที่แบกกล้องถ่ายวิดีโอกำลังรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอยู่ที่สุสานห่างออกไป กำลังกรูกันมาทางพวกเขา
เส้าเจี้ยนปางโกรธจนตัวสั่น ตวาดว่า
“คุณต้องการทำอะไรกันแน่”
เยี่ยชิงหวนกำลังจะห้าม แต่กวนชิงชิงดึงเธอไว้ บอกให้เธออย่าไปยุ่ง
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างลู่ซือเหยียนยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลให้เขา เขารับมาด้วยมือเดียว พลางแกะซองพลางพูดว่า
“ผมเป็นคนค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น และคดีนี้ก็เกี่ยวข้องกับน้องสาวบุญธรรมคนใหม่ของผม ดังนั้นผมเลยสืบข่าวมาบ้าง ตำรวจบอกว่าสาเหตุการเสียชีวิตของคุณปู่ไม่ได้มาจากมีดที่ปักอยู่ที่หน้าอก แต่เป็นเพราะตกบันไดทำให้ท้ายทอยกระแทกอย่างแรง และจากการคาดการณ์เบื้องต้น เป็นคนใกล้ชิดลงมือในระหว่างทะเลาะกัน”
และก็เพราะการคาดการณ์นี้ หลักฐานจึงชี้ไปที่เยี่ยชิงหวนอีกครั้ง
ทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ในเวลาแบบนี้ ไม่มีใครอยากจะไป เพราะทุกคนล้วนมีความอยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าลู่ซือเหยียนจะพูดอะไรที่แตกต่างออกไป
“และเมื่อเป็นคนใกล้ชิดลงมือ ก็รวมถึงทุกคนรอบตัวคุณปู่แม่บ้าน คนดูแลบ้าน คนขับรถ ลูกชาย ลูกสะใภ้ และอื่นๆ แค่เพราะมีลายนิ้วมือของชิงหวนบนมีด เธอจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก แต่ว่า…”
คำว่า ‘แต่ว่า’ ทำให้บรรยากาศที่สุสานแข็งค้างไป
“แต่ผมพบเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ในวันเกิดเหตุช่วงบ่าย ลูกสะใภ้ของคุณปู่หรือก็คือภรรยาของประธานเส้าก็อยู่ที่บ้านด้วย แถมยังอยู่ก่อนที่ชิงหวนจะไปเสียอีก”
เส้าเจี้ยนปางสีหน้าเปลี่ยนไป หันไปมองหลี่เหมยลี่ที่หลบอยู่ในฝูงชน
ลู่ซือเหยียนพูดต่อว่า
“สิ่งที่แปลกคือ เธออยู่ที่บ้านก่อนเกิดเหตุ แต่กลับรอจนตำรวจมานำศพและชิงหวนไป แล้วรอจนถึงบ่ายถึงออกมาจากหมู่บ้าน”
พอพูดจบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ไม่ใช่บอกว่าที่เกิดเหตุมีแค่ลูกสะใภ้ของคุณปู่คนเดียวหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว คุณเส้าบอกว่าวันนั้นเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น เธออยู่ที่โรงพยาบาลกับลูกสาว”
“……”
สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่หลี่เหมยลี่ทั้งสงสัย คาดเดา สายตาหลากหลายแทบจะกดดันจนหายใจไม่ออก แม้แต่เส้าเจี้ยนปางก็มองเธอด้วยแววตาคาดคั้น
เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ฉันออกจากบ้านมานานแล้ว”
“ท่านประธานลู่ พูดอะไรต้องรับผิดชอบด้วย การที่คุณใส่ร้ายภรรยาผมแบบนี้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลแน่”
“ทนายของผมรอรับจดหมายจากทนายคุณอยู่”
ลู่ซือเหยียนพูดอย่างใจเย็น หยิบรูปถ่ายปึกหนึ่งออกมาจากซองกระดาษสีน้ำตาลที่เปิดไว้แล้ว นิ้วมือคลี่ออกเป็นรูปพัด
“นักสืบส่วนตัวของผมบังเอิญถ่ายภาพบางอย่างไว้ได้ เกี่ยวกับภรรยาเส้า เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ผมคงไม่พูดต่อหน้าทุกคน ท่านประธานเส้าดูเองเถอะ ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุ ผู้ชายที่กอดรัดกับภรรยาของคุณในรูป ผมส่งตัวไปที่สถานีตำรวจแล้ว เชื่อว่าคงได้ผลเร็วๆ นี้”
ลู่ซือเหยียนบอกว่าเป็นเรื่อง ‘ละเอียดอ่อน’ แต่กลับจงใจพูดต่อหน้าทุกคนว่าในรูปมีผู้ชายกอดรัดกับหลี่เหมยลี่ไม่ต้องดูก็รู้ว่าในรูปเป็นอะไร
“ส่งรูปให้ประธานเส้าดีกว่า”
พูดยังไม่ทันขาดคำ หลี่เหมยลี่หน้าซีดขาววิ่งเข้ามาแย่งรูปอย่างบ้าคลั่ง แต่เพราะท่าทางสะเปะสะปะ ประกอบกับรูปมีจำนวนมาก กลับได้ผลตรงข้าม รูปทั้งหมดร่วงหล่นราวกับหิมะโปรยปรายลงที่เท้าของทุกคน
พอดีมีรูปหนึ่งตกลงบนหลังเท้าของเส้าเจี้ยนปางเขาก้มลงหยิบรูปขึ้นมา แทบจะในทันที เส้นเลือดที่หน้าผากก็ปูดโปน
“เจี้ยนปาง นี่ไม่ใช่เรื่องจริง พวกเขากำลังใส่ร้ายฉัน พวกเขาตัดต่อรูป ทั้งหมดนี่เป็นของปลอม”
เพียะ!
เสียงตบดังก้องไปทั่วสุสาน
หลี่เหมยลี่ยกมือกุมแก้ม ล้มลงนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เงยหน้ามองสามีที่มีสีหน้าเยือกเย็น
เส้าเจี้ยนปางขว้างรูปที่เหลือใส่หน้าเธออย่างแรง “ทั้งหมดเป็นของปลอม งั้นบอกมาสิว่าบันทึกการโอนเงินพวกนี้คืออะไร”
มีบันทึกการโอนเงินผ่านธนาคารเป็นเวลาเต็มสิบปี หลี่เหมยลี่โอนเงินให้บัญชีเดียวกันมาตลอด ตั้งแต่ห้าหมื่นไปจนถึงห้าแสนถึงหนึ่งล้าน ตลอดหลายปีนี้จำนวนเงินมีแต่เพิ่มขึ้นไม่เคยลด น่าตกตะลึง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในที่เกิดเหตุดังขึ้นราวกับคลื่น
เยี่ยชิงหวนก็ตะลึงงัน เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลี่เหมยลี่จะแอบเอาเงินไปเลี้ยงผู้ชายลับหลังเส้าเจี้ยนปาง
นักข่าวที่อยู่ห่างออกไปได้ล้อมสกุลตระกูลเส้าและผู้ร่วมงานศพจนแน่นขนัด เยี่ยชิงหวนยังไม่ทันได้สติ ก็ถูกกวนชิงชิงซีหนานและคนอื่นๆ พาออกจากสุสานแล้ว
เบื้องหลังมีเสียงนักข่าวซักถามอย่างคุกคาม
“ภรรยาเส้าคะ การตายของคุณปู่เกี่ยวข้องกับคุณหรือเปล่า ช่วยตอบหน่อย”
“มีคนวงในเปิดเผยว่าคุณแอบมีสัมพันธ์กับชู้และถูกคุณปู่จับได้ คุณเลยคิดฆ่าท่าน จริงหรือไม่”
“คุณจงใจใส่ร้ายลูกสะใภ้เพื่อล้างข้อกล่าวหาตัวเองใช่ไหม”
“พวกคุณกล่าวหาลูกสะใภ้แบบนี้ แล้วต่อไปจะจัดการยังไง”
“ประธานเส้า คุณจะหย่าใช่ไหม”
“……”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังวุ่นวาย ที่ทางเข้าสุสานมีรถจี๊ปทหารสองคันจอดอยู่ มีทหารติดอาวุธครบมือลงมาจากรถ บนเครื่องแบบมีสัญลักษณ์เขตทหารปักกิ่ง
หลังจากเส้าอวิ่นเฉินนำกำลังพลมาควบคุมสถานการณ์และแยกพ่อแม่ออกจากกันชั่วคราว ทางหน่วยสืบสวนอาชญากรรมก็ได้รับแจ้งข่าวพร้อมกัน และนำตัวหลี่เหมยลี่ออกไปจากที่เกิดเหตุ
รองผู้บัญชาการซุนเหงื่อท่วมหน้า
“ท่านผู้บังคับบัญชา ทราบแล้วว่าภรรยาไปกับลู่ซือเหยียน น่าจะมาพร้อมกับคุณกวนและคุณซีหนานพวกเขาเพิ่งออกไปไม่นาน ผ่านทางออกอีกด้านของสุสาน”
“……”
แม้จะขึ้นรถมาแล้ว เยี่ยชิงหวนก็ยังอยู่ในภาวะงุนงง ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเริ่มพลุกพล่านขึ้นเรื่อยๆ รถออกจากชานเมืองทางเหนือแล้ว
“พี่ซือเหยียนเพิ่งกลับจากธุระเมื่อวานซืน พอได้ยินข่าวว่าคุณมีเรื่อง ก็ไม่ทันได้ติดต่อคุณ สั่งคนไปสืบคดีเลย เรื่องของตระกูลเส้ามันมากจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะนักสืบเอกชนถ่ายภาพหลี่เหมยลี่พบกับผู้ชายคนนั้นหลังเกิดเหตุได้ พวกเราก็คงหาจุดเริ่มต้นไม่เจอ”
กวนชิงชิงเล่าเรื่องที่พวกเขาไปล้อมจับชู้ของหลี่เหมยลี่ที่บ่อนการพนันอย่างออกรสชาติ ราวกับอยากจะแสดงให้ดูอีกรอบ
ซีหนานสังเกตเห็นว่าเยี่ยชิงหวนใจลอยตั้งแต่ขึ้นรถมา
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่”
ก่อนที่เยี่ยชิงหวนจะทันได้พูด เสียงเบรกกะทันหันก็ดังขึ้นกลางถนน เสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนดังแหลมเสียดหู ทุกคนในรถพุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง