หวนคืนชะตาแค้น - ตอนที่ 442 กระบี่ล้ำค่ามอบแก่วีรบุรุษ (4)
ตอนที่ 442 กระบี่ล้ำค่ามอบแก่วีรบุรุษ (4)
เช่นนี้ก็ไม่นับว่าเอาเปรียบกู้หลิวอวิ๋น แต่ว่า…การที่ท่านพ่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้หนานกงอี้นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา ครั้นมองไปที่หนานกงอวี้ หนานกงอี้เลยเลือกเก็บสิ่งที่ต้องการจะพูดไว้ในใจ พยักหน้าเอ่ย“ลูกทราบแล้วขอรับ”
หนานกงอวี้ที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว รู้สึกว่าการกระทำของท่านพ่อและพี่ชายนั้นอุกอาจเกินไป แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองรับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้จากหลิวอวิ๋นแต่กลับไม่เคยให้อะไรตอบแทน กู้หลิวอวิ๋นก็เป็นผู้ที่มีความสามารถของแคว้นหวา คาดว่าคงจะชอบดีดฉินกระมัง
ณ จวนตระกูลกู้
มู่ชิงอีมองดูของที่ตระกูลหนานกงพึ่งส่งมาให้พลางถอนหายใจอย่างหมดปัญญา ฉินเฟิ่งหมิงสีแดงดุจเปลวไฟ บนตัวฉินมีลวดลายหงส์สีทอง เมื่อสัมผัสสายฉินที่ทำจากไหมสวรรค์เบาๆ กลับเยือกเย็นราวกับน้ำ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายพันปีโดยไม่เน่าเปื่อย
เมื่อเทียบกับความโบราณและเรียบง่ายของกระบี่จ้านหลู นี่เป็นฉินที่งดงามมากอย่างไม่ต้องสงสัย คู่ควรกับคำว่าเฟิ่งหมิง[1]
“อาวู่ววว อาวู่ววว…” จิ้งจอกน้อยหั่วเอ๋อร์ชื่นชอบสิ่งของที่เป็นสีแดง เมื่อเห็นฉินสีแดงก็กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นทันที แต่กลับมีคนคว้าหางปุกปุยของมันลอยอยู่กลางอากาศ
“อิ๋ง อิ๋ง” หั่วเอ๋อร์ร้องและดิ้นต่อสู้ไปมา เจ้าของมือใหญ่โยนมันทิ้งอย่างไม่พอใจ เขาโยนมันลงบนเตียงนุ่มๆ ที่อยู่ด้านข้าง กล่าวด้วยความรังเกียจว่า “เจ้าตัวน้อยนี้เป็นจิ้งจอกเพลิงจริงหรือ ทำไมข้าเห็นว่ามันเหมือนแมวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกที”
“อาวู่ววว…” หั่วเอ๋อร์ส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความโกรธ แต่ไม่กล้ากระโจนเข้าใส่ หรงจิ่นเหลือบมองมันด้วยสายตาดูถูก นับว่าเจ้ายังรู้ความ
มู่ชิงอีถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ท่านอย่าแกล้งมันได้หรือไม่” หรงจิ่นสบถเบาๆ หันไปมองฉินที่วางอยู่บนโต๊ะ “ตระกูลหนานกงส่งมาหรือ”
มู่ชิงอียิ้มอย่างลำบากใจ “ใช่แล้วเพคะ ไม่ง่ายเลยที่จะลากคนตระกูลหนานกงมาเป็นพวกเดียวกัน หม่อมฉันพึ่งจะมอบจ้านหลูให้ พวกเขาก็รีบส่งเฟิ่งหมิงมาให้ทันที”
หรงจิ่นไม่ได้สนใจ เลิกคิ้วเอ่ย “ความสำเร็จด้านผลงานทางทหารของหนานกงเจวี๋ยนั้นยิ่งใหญ่มาก หากแม้แต่เรื่องแค่นี้ก็ยังไม่ระมัดระวังและไม่มีความรอบคอบก็คงถูกตาเฒ่าเขี่ยทิ้งไปนานแล้ว แต่ว่า…ชิงชิงควรระวังไว้ ข้ากลัวว่าเจ้าจะเดือดร้อน”
มู่ชิงอีสับสนเล็กน้อย “เดือดร้อน? หมายความว่าอย่างไรเพคะ”
หรงจิ่นยิ้มมุมปากเอ่ย“ข้าจำได้ว่าเฟิ่งหมิงนี้เดิมทีพระสนมหนานกงมอบให้แก่ตระกูลหนานกง แม้ว่าจะไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ว่า…นี่เป็นการมอบให้แก่บุตรสาวตระกูลหนานกงไว้เป็นสินสอดทองหมั้น แล้วก็…ชิงชิง แม่นางตระกูลหนานกงปีนี้อายุสิบห้าสิบหกปีพอดี”
มู่ชิงอีตกตะลึง ทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านจะบอกว่า…แม่ทัพใหญ่หนานกงคงไม่…” มู่ชิงอีพูดด้วยความปวดหัว หรงจิ่นสบถเบาๆ เอ่ย“หนานกงเจวี๋ยไม่มีทางคิดเรื่องนี้ได้ แต่หากเป็นหนานกงอี้ก็ไม่แน่ อย่าลืมสิว่ากู้หลิวอวิ๋นเป็นบุรุษรูปงามที่สุดในเมืองหลวง”
“เช่นนั้น…หากเป็นจริงขึ้นมาจะต้องทำอย่างไร” มู่ชิงอีขมวดคิ้วพลางถามด้วยความปวดหัว “ตอนนี้ส่งของกลับคืนไปทันหรือไม่”
หรงจิ่นยิ้มเอ่ย “คืนของไปจะมีประโยชน์อะไร หากหนานกงอี้มีความคิดนี้จริงๆ ใช่ว่าเพียงส่งของกลับไปก็สามารถล้มเลิกความคิดเขาได้”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเพคะ” มู่ชิงอีเอ่ยถาม แม้ว่าตอนนี้นางจะแต่งตัวเป็นบุรุษ แต่ก็ไม่เคยต้องการที่จะมีความสัมพันธ์แกล้งทำเป็นรักเพศเดียวกันกับสตรีคนใดเลย เมื่อมองรูปร่างบุรุษงามที่หาได้ยากของมู่ชิงอี หรงจิ่นก็หัวเราะเบาๆ “ชิงชิงอยากรู้หรือว่าควรทำอย่างไร”
มู่ชิงอีพยักหน้า
หรงจิ่นยิ้มพลางชี้ไปที่ริมฝีปากของตัวเองแล้วกล่าวว่า “จูบข้าสิ”
มู่ชิงอีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะได้สติกลับมา…ใบหน้างามลุกเป็นไฟในทันใด หรงจิ่นเอาเปรียบนางมาหลายครั้งแล้ว แต่ถ้าจะให้นางเริ่มก่อน…
“จูบสิ…” หรงจิ่นเอ่ยด้วยรอยยิ้มถามคนที่ยืนหน้าแดงอยู่ตรงหน้า รอการตัดสินใจของนางด้วยท่วงท่าสบายๆ
ลังเลอยู่นาน มองไปยังฉินเฟิ่งหมิงที่อยู่บนโต๊ะ เพียงแค่คิดว่าสิ่งที่หรงจิ่นพูดนั้นจะกลายเป็นจริงแปดเก้าในสิบส่วนก็อดปวดหัวไม่ได้ ในที่สุดก็จ้องมองไปที่เขาราวกับว่ายอมรับความพ่ายแพ้ มู่ชิงอียกมือประคองท้ายทอยหรงจิ่น เขย่งเล็กน้อยแล้วจูบที่ริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็ว
หรงจิ่นกระพริบตาปริบๆ เบ้ริมฝีปากบางๆ ของเขาแล้วกล่าวอย่างไม่พอใจ “ชิงชิงขี้โกง!” ทำเหมือนขอไปทีเช่นนี้ ไม่สู้ให้เขาเป็นคนเริ่มเองดีกว่า
ใบหน้างดงามของมู่ชิงอีแดงก่ำ เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก!”
เมื่อเห็นว่านางกำลังจะโกรธจริงๆ หรงจิ่นทำได้เพียงยอมนางอย่างช่วยไม่ได้ เหตุใดชิงชิงที่สามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยในพระตำหนักจึงได้ขี้อายเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้อยู่เสมอ
น่าเสียดายที่องค์ชายเก้าที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายแต่กลับไม่เข้าใจในเรื่องความรัก หากสตรีไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าหรือตื่นตระหนกกับการกระทำของบุรุษในสถานการณ์เช่นนี้นั้นจึงจะเป็นเรื่องที่แย่ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าสตรีไม่ได้มีความรู้สึกกับบุรุษผู้นั้นเลย
หรงจิ่นซบบนไหล่นาง เอ่ยด้วยเสียงหัวเราะ “ความจริงแล้วมันง่ายมาก ก็เหมือนเมื่อครู่ เพียงแค่ชิงชิงจูบข้าต่อหน้าคุณหนูหนานกงผู้นั้น…คุณหนูหนานกงผู้นั้นย่อมช่วยชิงชิงแก้ปัญหาทั้งหมดเอง” ไม่ว่าจะเป็นสตรีคนไหนก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับบุรุษที่รักเพศเดียวกันหรอกกระมัง ต่อให้บุรุษผู้นั้นจะเป็นผู้รักเพศเดียวกันที่มีรูปร่างงดงามก็ตาม
“นี่…” จะไม่ดีต่อชื่อเสียงหรือไม่
หรงจิ่นก้มหน้าพลางยิ้ม “ชิงชิง พวกเรายังจะมีชื่อเสียงอะไรอีก” ในเมืองหลวงมีใครไม่รู้บ้างว่ากู้หลิวอวิ๋นเป็นคนของอวี้อ๋อง เมื่อสองวันก่อนเขาไปที่โรงน้ำชาก็ได้ยินคนคุยกันว่าอวี้อ๋องกับกู้หลิวอวิ๋นรักกัน
เมื่อนึกถึงข่าวลือข้างนอกมู่ชิงอีก็เหลือบมองใบหน้าของใครบางคน “แล้วต้องโทษใครกันล่ะ” หากไม่ใช่เพราะใครบางคนไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเองแล้วจะมีข่าวลือเช่นนี้ได้อย่างไร
หรงจิ่นยิ้มอย่างไร้เดียงสาเอ่ย “ชิงชิง เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนเจ้าเป็นเพียงหัวหน้าผู้ดูแลจวนอวี้อ๋องยังพอพูดง่าย แต่เมื่อเจ้าเข้ามาในราชสำนักแล้ว เรื่องเหล่านี้เจ้ารู้ดี…ต่อให้ไม่มีตระกูลหนานกง ในภายภาคหน้าก็ยังมีตระกูลโจว ตระกูลหวัง ตระกูลจัง ตระกูลหลี่…ให้เป็นเช่นนี้จะสบายใจกว่า ข้าจะได้ดูแลเจ้าได้อย่างเปิดเผย”
มู่ชิงอียิ้มอย่างเย็นชา “เช่นนั้นก็ต้องขอบพระทัยองค์ชายอวี้อ๋องแล้ว ไม่แน่ในอนาคตหม่อมฉันอาจจะมีโอกาสทิ้งชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์”
“ชิงชิงจะต้องมีชื่อในประวัติศาสตร์แน่นอนหากอยู่กับข้า” หรงจิ่นกล่าวอย่างสมเหตุสมผล
“ใช่แล้ว” มู่ชิงอีกัดฟัน “ตำนานบ่าวทรยศกระมัง!”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” หรงจิ่นรีบถอยหลังอย่างระมัดระวัง หลบการโจมตีจากมือของมู่ชิงอี แม้ว่ามู่ชิงอีจะไม่เป็นวรยุทธ แต่หากโดยหยิกเข้าก็เจ็บไม่เบาเช่นกัน เมื่อมองสีหน้าไร้ความปรานีของมู่ชิงอี ก็ผุดรอยยิ้มออกมา “จะเป็นบ่าวทรยศได้อย่างไร ชิงชิงจะต้องเป็นตำนานขุนนางที่มีคุณธรรมและมีชื่อเสียง” แน่นอนว่าอย่างเช่น…ตำนานฮูหยินอวิ๋นอิ่น พระชายาอวี้อ๋อง หรืออนาคต…ก็ยิ่งดีไปใหญ่
นางถอนหายใจ ขี้เกียจจะถือสาใครบางคนแล้ว มู่ชิงอีเก็บฉินเฟิ่งหมิง มุ่นคิ้วเอ่ย “หากเป็นเช่นนี้จริง หนานกงอี้คิดจะทำอะไร”
หรงจิ่นนั่งบนเบาะรองเตียงนั่งแล้วหยอกล้อจิ้งจอกน้อยอย่างสบายใจ กล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ยังคิดอยากจะทำอะไรได้อีก แน่นอนว่าต้องการดึงชิงชิงไปเป็นพวกเดียวกัน ดีไม่ดีก็จะดึงข้าไปด้วย”
[1] เฟิ่งหมิง แปลว่า นกฟีนิกซ์
annepps
ตอนที่ 441 กับ 442 เนื้อหาซ้ำกันค่ะ