บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 474 สัญลักษ์แห่งความสุข(ต้น)

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ร้อยรักปักดวงใจ
  4. ตอนที่ 474 สัญลักษ์แห่งความสุข(ต้น)
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนที่ 474 สัญลักษ์แห่งความสุข(ต้น)

หลี่จี้บุตรชายคนรองของผู้บัญชาการหลี่แห่งฝูเจี้ยนแต่งงาน ว่ากันว่าจัดพิธียิ่งใหญ่อลังการอย่างมาก ตอนที่สินสอดทองหมั้นชุดแรกของฝ่ายหญิงถูกยกเข้าไปไว้ในจวนใหม่ของสกุลหลี่ที่ตรอกกุ้ยซู่ สินสอดชุดสุดท้ายยังไม่ทันได้ออกจากจวนองค์หญิงอานเฉิงเลย สกุลหลี่ตั้งโต๊ะเฉลิมฉลองติดต่อกันห้าวัน มีเนื้อวางเต็มโต๊ะแปดจานใหญ่ บะหมี่ชามใหญ่สองชุด อีกทั้งยังเชิญคณะงิ้วสามคณะใหญ่ในเยี่ยนจิงมาผลัดกันร้องเพลงงิ้ว ขุนนางในราชสำนักไปจวนองค์หญิงอานเฉิง ส่วนครอบครัวขุนนางชั้นผู้น้อยไปที่ตรอกกุ้ยซู่ ทั้งเยี่ยนจิงพากันพูดถึงพิธีสมรสอันยิ่งใหญ่นี้อยู่ระยะหนึ่ง

เมื่อเทียบกันแล้ว พิธีสรงสามของจิ่นเกอดูเล็กไปเลย

สืออีเหนียงเชิญเพียงแค่สหายสนิท จัดโต๊ะอาหารที่เรือนนอกสิบโต๊ะ โต๊ะอาหารที่ห้องโถงบุปผาเรือนในสิบกว่าโต๊ะ ในช่วงบ่ายมีหัวหน้าคณะเต๋ออินปานนามว่าโจวเต๋อฮุ่ย และหัวหน้าคณะฉังเซิงปานนามว่าเกิงฉังเซิงร่วมร้องงิ้วกันที่ห้องโถง

ไท่ฮูหยิน เจิ้งไท่จวิ๋นและคนอื่นๆ ชมละครงิ้วอยู่ที่โถงเตี่ยนชุน โจวฮูหยินและคนอื่นๆ กลับมารวมตัวพูดคุยกันอยู่ที่ห้องของสืออีเหนียง

“ตอนพิธีสรงสามข้ารู้สึกว่าเจ้ามีบางอย่างผิดปกติ” คุณนายสามสกุลหวงสำรวจมองสืออีเหนียง “เห็นว่าเจ้าพึ่งจะคลอดบุตร จึงมีบางคำที่ไม่ได้พูดออกไป แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง” ท่าทางดูกังวลเป็นอย่างมาก

“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “ช่วงแรกหมอหลวงหลิวมาถามอาการทุกวัน ตอนนี้ห้าวันมาหนึ่งครั้ง”

“เช่นนั้นก็ดี!” โจวฮูหยินยิ้มแล้วพูดว่า “หมอหลวงหลิวดูแลสำนักหมอหลวงมายี่สิบปี มีทักษะวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม เจ้าอย่าได้กังวล ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป”

คุณนายใหญ่สกุลหลินกลับพูดติดตลกว่า “พี่สะใภ้ข้ากลับเอาแต่ใจจดใจจ่อรอที่จะแต่งสะใภ้เข้าเรือนเร็วๆ เมื่อถึงเวลานั้นก็อยากให้เจ้ามาเป็นผู้ดำเนินการในพิธีใหญ่ เจ้าจะละเลยการรักษาไม่ได้เด็ดขาด”

“วางใจเถิด วางใจเถิด” สืออีเหนียงพูดหยอกล้อนาง “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ทำให้เรื่องมงคลของเด็กๆ ต้องล่าช้าไป”

ขณะที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ แม่นมกู้ก็อุ้มเด็กน้อยเข้ามา ด้านหลังยังมีลูกสะใภ้ของป้าวั่นตามมาด้วย นางถือถาดไห่ถังสีแดง ในถาดเต็มไปด้วยสร้อยคอจี้เงินและทอง สดใสแพรวพราวระยิบระยับ

“ไอ๊หยา! เจ้าของวันเกิดตัวน้อยของพวกเรามาแล้ว” โจวฮูหยินยิ้มพลางเข้าไปต้อนรับ “ไหนข้าดูหน่อยต่างจากตอนที่พึ่งคลอดหรือไม่” คุณนายสามสกุลหวงกับคุณนายใหญ่สกุลหลินก็ตามไปด้วย “เริ่มมีคิ้วขึ้นแล้ว เนื้อตัวดูขาวผ่อง ยิ่งเหมือนท่านโหวมากขึ้นเรื่อยๆ!”

สะใภ้วั่นถือถาดอย่างระมัดระวัง “ฮูหยิน ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่บรรดาใต้เท้าและนายท่านให้เป็นรางวัลเจ้าค่ะ”

สหายสนิทของสวีลิ่งอี๋ต่างพากันโห่ร้องอยากจะเห็นเด็กน้อย เมื่อครู่แม่นมกู้จึงอุ้มจิ่นเกอไปให้คนที่เรือนนอกดูเป็นพิเศษ

สืออีเหนียงพึ่งสังเกตเห็นว่าในถาดชายังมีหยกสีขาวแวววาวชั้นดี ทองคำก้อน กำไลเงินและอื่นๆ ปะปนมาด้วย นางยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้านำสิ่งของเหล่านี้ไปเก็บ อีกสักครู่จะให้จู๋เซียงบอกเจ้าว่าต้องเขียนลงบัญชีอย่างไร ในเมื่อเจ้าปรนนิบัติรับใช้อยู่ในเรือนของคุณชายน้อยหกแล้ว เรื่องบางเรื่องเจ้าก็ต้องเป็นคนจัดการจึงจะเหมาะสม”

สะใภ้วั่นได้ยินดังนั้นก็ย่อเข่าขานรับ “เจ้าค่ะ”

มีสาวใช้น้อยวิ่งเข้ามารายงาน “ฮูหยิน คุณนายใหญ่สกุลเหลียงมาจ้าค่ะ”

หลานถิง!

สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “รีบเชิญเข้ามา” ทันทีที่พูดจบ หลานถิงที่สวมเสื้อแขนยาวสีแดงปักลวดลายดอกไม้ก็เดินเข้ามา

ผิวของนางขาวสว่างเหมือนหิมะ ใบหน้าดูสดใส ราวกับคุณหนูผู้สูงส่งไร้เดียงสาที่ยังไม่ได้แต่งงาน

“เจ้ามาสายแล้ว!” สืออีเหนียงยิ้ม หลานถิงทักทายนาง ท่าทางดูสง่า “พี่หญิงทั้งหลายอย่าได้โกรธไป อีกสักครู่ข้าจะดื่มสุราสามจอกชดเชยความผิดให้” ทันทีที่เข้ามาก็พูดดักทางคนอื่นๆ ไว้หมดแล้ว

คุณนายสามสกุลหวงไม่อยากปล่อยนางไปเช่นนี้ ยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าเป็นคนพูดเอง เมื่อถึงเวลานั้นห้ามหาข้ออ้างมาปฏิเสธเด็ดขาด”

“พี่หญิงเห็นว่าข้าเป็นคนพูดไม่เป็นคำพูดตั้งแต่เมื่อไรกัน” หลานถิงยิ้มพลางจับมือคุณนายสามสกุลหวง “พี่หญิงวางใจได้ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะนั่งข้างๆ ที่หญิงอย่างแน่นอน ให้พี่หญิงคอยจับตาดูข้าได้เลย” ทำเอาคุณนายสามสกุลหวงหันไปพูดกับโจวฮูหยินว่า “ฝีปากหลานถิงเริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

หลานถิงยิ้มกว้าง อุ้มจิ่นเกอมาไว้ในอ้อมแขน “เจ้าเด็กคนนี้ช่างตัวหนักเสียจริง” จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดกับสืออีเหนียงว่า “แต่อายุน้อยกว่าถงเกอของพวกเราตั้งหนึ่งปีห้าเดือน”

สืออีเหนียงกำลังจะตอบกลับ สาวใช้น้อยก็เข้ามารายงานว่า “กานฮูหยินมาเจ้าค่ะ!”

หลานถิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว

กานฮูหยินเดินเข้ามา สายตามองไปที่หลานถิง สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย ส่งยิ้มทักทายทุกคน แล้วเข้าไปหาจิ่นเกอ “เจ้าเด็กคนนี้หน้าตาดูดีเสียจริง”

หลานถิงที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ยิ้มพลางส่งเด็กน้อยให้สืออีเหนียง

คุณนายสามสกุลหวงถามขึ้นมาว่า “ละครงิ้วทางด้านนั้นจบแล้วหรือ”

“ยังไม่จบ!” กานฮูหยินเหลือบมองหลานถิงอีกครั้ง “เกิงฉังเซิงขึ้นแสดงแล้ว ข้าไม่ชอบฟังทำนองคุนซาน”

“ข้าคิดว่าโจวเต๋อฮุ่ยร้องดีกว่า!” พอพูดถึงเรื่องละครงิ้ว ทุกคนก็เริ่มแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เหมือนกับกำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักร้องที่ตัวเองชื่นชอบ ดูเชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทเพลงต่างๆ เป็นอย่างมาก มีเพียงหลานถิงที่ดูเงียบไป และกานฮูหยินที่ดูท่าทางอึดอัดเล็กน้อย

ทุกคนพูดคุยกันอยู่นาน ป้าซ่งก็เข้ามาเชิญพวกนางไปที่ห้องโถงบุปผา ได้เวลาทานอาหารเย็นแล้ว

ทุกคนยิ้มพลางกล่าวลาสืออีเหนียง

หลานถิงกลับยิ้มแล้วพูดว่า “ข้ามาสายจะอยู่เป็นเพื่อนสืออีเหนียงต่ออีกสักครู่หนึ่ง พวกท่านไปก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าตามไปเจ้าค่ะ!”

กานฮูหยินได้ฟังดังนั้นก็ชะงักฝีเท้า

คุณนายสามสกุลหวงไม่ได้สนใจ ยิ้มแล้วพูดว่า “เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าพอถึงเวลาก็จะหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป!”

สีหน้าของหลานถิงเผยให้เห็นความหงุดหงิดอยู่แวบหนึ่ง เพียงไม่นานก็ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่หญิงหวงวางใจได้ หากอีกสักครู่ข้าไม่ไป ท่านค่อยส่งคนมาพาตัวข้าไปเถิด!” รอยยิ้มดูไม่เต็มใจอยู่เล็กน้อย

คุณนายสามสกุลหวงกำลังจะพูดต่อ แต่โจวฮูหยินกลับดึงแขนเสื้อนางเบาๆ “เจ้าเป็นพี่ มีที่ไหนมาถือสาเอาความน้อง” จากนั้นก็หันไปพูดกับคนอื่น “พวกเรารีบหน่อยเถิด! มาหลบอยู่ที่นี่นานแล้ว ถ้าหากไปทานอาหารเย็นสาย เกรงว่าไท่ฮูหยินและคนอื่นๆ จะให้พวกเราดื่มสุราเป็นการทำโทษ” คุณนายสามสกุลหวงเป็นคนมีไหวพริบ มีหรือจะฟังไม่ออกจึงปิดปากหัวเราะแล้วเดินออกไปกับโจวฮูหยิน

กานฮูหยินเดินอยู่ด้านหลังสุด เหลือบมองหลานถิงที่กำลังพูดคุยอยู่กับสืออีเหนียง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” สืออีเหนียงถามหลานถิงด้วยความเป็นห่วง

หลานถิงก็ไม่ได้ปิดบังนาง “พี่ใหญ่ทำกิจการกับคนในสกุลของปั้นถังกงแห่งหยางโจว อยากให้พ่อสามีของข้าไปพูดคุยกับกรมท่าเมืองเฉวียนโจวให้ ข้าลองถามความคิดของพ่อสามีดูแล้ว พ่อสามีไม่เพียงแต่ลำบากใจเป็นอย่างมาก ซ้ำยังตักเตือนข้าอย่างอ้อมค้อมว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการที่ฝูเจี้ยน” นางยิ้มเจื่อนๆ “ข้าบอกกับพี่ใหญ่ไปแล้ว แต่พี่ใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ฟังซ้ำยังบอกว่าข้าไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ เมื่อครู่พอข้าลงจากเกี้ยว พี่สะใภ้ใหญ่ก็มาหาข้าเพื่อพูดเรื่องนี้ ข้าจะอธิบายอย่างไรก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน จึงทำได้เพียงมาหลบอยู่กับเจ้าที่นี่”

สืออีเหนียงได้ฟังดังนั้นก็อดถอนหายใจไม่ได้ พูดถึงตอนนั้นที่สวีลิ่งอี๋เคยช่วยกานไท่ฮูหยินตักเตือนจงฉินปั๋ว “…ไม่รู้ว่าตอนนี้ฝูเจี้ยนอยู่ในสถานการณ์แบบไหน บางคนก็กลัวที่จะแปดเปื้อนไปด้วย บางคนกลับกระตือรือร้นที่จะเข้าไปข้องเกี่ยว ช่างหน้าเป็นห่วงเสียจริง” ขณะที่นางกำลังพูดประโยคนี้ก็นึกถึงสกุลโอวขึ้นมา

หลานถิงกระซิบข้างหูนางว่า “ครั้งที่แล้วพี่หญิงเขียนจดหมายมาบอกว่าคนสกุลโอวต่อสู้กันอย่างหนัก สกุลที่มีชื่อเสียงบางสกุลในฝูเจี้ยนก็ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็มีบางคนที่หลบไปอยู่ที่เจียงหนาน แม้แต่สกุลเจียงก็ยังเตือนลูกหลานให้อยู่ในกฏระเบียบ ห้ามทำตัวหยิ่งยโสเป็นอันขาด หากไปทำสิ่งที่ผิดเข้าก็จะถูกไล่ออกจากจวนทันที”

สีหน้าของสืออีเหนียงพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ราชวงศ์เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มีเพียงคนในสกุลเท่านั้นที่จะผูกพันกันชั่วนิรันดร์ แต่หากถูกไล่ออกจากจวนก็เท่ากับถูกสังคมทอดทิ้ง

แต่การที่คนในสกุลโอวทะเลาะกันเองกลับถือเป็นข่าวดีสำหรับสกุลสวี

“คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะร้ายแรงขนาดนี้” นางพูดพึมพำ “เฉาเอ๋อร์อยู่ที่นั่นสบายดีหรือไม่”

“จะสบายดีได้อย่างไรเล่า!” หลานถิงพูดอย่างจนปัญญาว่า “พี่เขยสามมีบุตรชายอนุสองคนและบุตรสาวอนุหนึ่งคนแล้ว”

“เหตุใดสกุลเจียงถึงได้เป็นเช่นนี้” สืออีเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ภรรยาเอกยังไม่ทันได้เข้าจวนก็อนุญาตให้อนุภรรยาคลอดบุตรสาวบุตรชายแล้ว

“ตอนที่พี่หญิงสามแต่งเข้าไป พี่เขยสามก็อายุปาไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ในเรือนจะไม่มีคนได้อย่างไรกัน” หลานถิงพูดอย่างขมขื่นว่า “ในบรรดาบุตรสาวบุตรชายอนุเหล่านั้น โตสุดก็อายุเพียงหนึ่งปีกว่าเท่านั้น”

หนึ่งปีกว่า…นับวันดูแล้ว เป็นช่วงเวลาหลังจากที่สกุลกานทะเลาะกันเรื่องแบ่งทรัพย์สิน และสกุลเจียงส่งผู้ดูแลหญิงมาดูแล

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน กานฮูหยินก็กลับมา “หลานถิง ทางฝั่งไท่ฮูหยินถามหาเจ้า” สุดท้ายก็มาเร่งจนได้

หลานถิงมองสืออีเหนียงเพื่อขอความช่วยเหลือ

สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “บังเอิญว่าข้ามีเรื่องจะขอให้หลานถิงช่วยพอดี กานฮูหยินไปก่อนเถิด พอพวกเราพูดเรื่องนี้กันเสร็จก็จะแยกย้ายกันแล้ว”

กานฮูหยินหมดปัญญาจึงเดินออกไปด้วยความผิดหวัง

หลานถิงจับมือสืออีเหนียง “ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว!”

“มีอะไรต้องลำบากกัน!” สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่ค่อยชอบพี่สะใภ้ของเจ้าผู้นี้เท่าไร”

หลานถิงได้ฟังแล้วก็หัวเราะ

สืออีเหนียงให้นางอยู่ทานข้าวเย็น ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่นาน เมื่อถึงเวลาจุดโคมไฟ ก็ส่งสาวใช้น้อยไปสืบดูกานฮูหยินที่ห้องโถงบุปผา

“ยังไม่ไปเจ้าค่ะ” สาวใช้น้อยพูดต่ออีกว่า “กำลังพูดคุยเป็นเพื่อนไท่ฮูหยินและหวงฮูหยินเจ้าค่ะ”

“ดูท่าทางแล้วนางต้องการจะพบเจ้าให้ได้” สืออีเหนียงพูดต่อไปว่า “หลบกันอยู่อย่างนี้ไม่ใช่วิธีที่ดี ข้าว่าเจ้ากลับไปทางประตูหลังดีกว่า ถงเกอยังรออยู่ที่เรือน!”

หลานถิงสีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ

******

สวีลิ่งอี๋กลับมาตอนกลางคืน สืออีเหนียงเล่าคำพูดของหลานถิงให้เขาฟัง “…สถานการณ์ในฝูเจี้ยนซับซ้อนขนาดนี้จริงๆ หรือเจ้าคะ”

เห็นได้ชัดว่าสวีลิ่งอี๋รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เอ่ยเสียงเรียบว่า “ก็ไม่ถึงขั้นซับซ้อน ข้าแค่ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม ต่างคนต่างก็เก็บกวาดหิมะหน้าประตูของตัวเองก็พอ” พูดพลางนั่งลงข้างเตียง ยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า “วันนี้ข้าได้ยินข่าวดีมาหนึ่งเรื่อง เซ่าจ้งหรานสอบผ่านศิลปะการต่อสู้อู่จวี่แล้ว”

“จริงหรือ!” สืออีเหนียงดีใจอย่างมาก “เมื่อครู่ตอนที่คุณนายใหญ่สกุลหลินมาก็ไม่เห็นพูดถึง”

“ข้าเองก็พึ่งได้ข่าวมา” หมายความว่าข่าวของคุณนายใหญ่สกุลหลินไม่เร็วเท่าเขาอย่างแน่นอน

สืออีเหนียงยิ้มอย่างสดใส

สวีลิ่งอี๋พูดขึ้นมาว่า “มีความสุขมากขนาดนี้เลยหรือ”

“แน่นอนเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงพูดต่อว่า “หากเป็นเช่นนี้พอเจินเจี่ยเอ๋อร์แต่งเข้าไปก็จะมีหน้ามีตา”

สวีลิ่งอี๋พูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นก็หาตำแหน่งให้เขาเลยไม่ดีกว่าหรือ…เวลาแต่งงานก็จะได้มีหน้ามีตามากกว่าเดิม”

“อย่านะเจ้าคะ” สืออีเหนียงพูดต่อว่า “พอคนเราโตแล้ว สิ่งที่ส่งเสริมให้ต้นกล้าเติบโตก็ไร้ประโยชน์ ข้าว่าเซ่าจ้งหรานเป็นเช่นนี้ก็ดีมากแล้ว สอบศิลปะการต่อสู้ซิ่วไฉแล้วค่อยสอบศิลปะการต่อสู้อู่จวี่ พอสอบผ่านศิลปะการต่อสู้อู่จวี่แล้วก็ค่อยสอบเป็นบัณฑิตสายต่อสู้ พอสอบผ่านบัณฑิตสายต่อสู้แล้วก็ค่อยหาตำแหน่ง ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำอะไรก็ทำอันนั้น จิตใจจะได้สงบมากขึ้น อีกอย่างชีวิตคนก็เป็นเพียงกระบวนการเติบโต สิ่งที่สำคัญคือการชื่นชมทิวทัศน์รอบตัวขณะที่กำลังก้าวไปข้างหน้าต่างหาก”

“เจ้าช่างสรรหาถ้อยคำใหม่ๆ มาพูดยิ่งนัก” สวีลิ่งอี๋หัวเราะ จากนั้นก็ถามถึงจิ่นเกอ “…เขาไปไหนแล้ว แม่นมอุ้มไปป้อนนมแล้วหรือ”

ทันทีที่พูดจบ จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าสืออีเหนียงมีความแปลกอยู่มากมาย นางไม่ชอบเห็นตอนที่แม่นมป้อนนมจิ่นเกอ ดังนั้นตอนที่แม่นมป้อนนมจึงต้องหลบไปอยู่ที่อื่น

สืออีเหนียงตอบเพียง “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็เห็นแม่นมกู้อุ้มจิ่นเกอเดินเข้ามา

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 474 สัญลักษ์แห่งความสุข(ต้น)"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

1 Comment

  1. chaikan

    การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสวีลี่อิ๋งกับสืออีเหนียง และสวีลี่อิ๋งสัมผัสได้ว่าสืออีเหนียงเป็นคนไม่ละโมบโลภมาก ไม่อิจฉาใครทำให้ค่อยๆก่อความสนิทชิดเชื้อนำไปสู่สายใยรักที่ถักทอให้แน่นหนาขึ้นทุกวัน กลายเป็นรักปักดวงใจ ต่างกับหยวนเหนียงภรรยาคนแรกที่โลภมาก หวังในลาภยศตำแหน่ง ขี้อิจฉาจนทำร้ายอี๋เหนียงที่มีลูกให้เขาตายไปถึงสองคน ทำให้สวีลิ่งอี๋เป็นสามีเพราะหน้าที่

    2023-01-15 at 15:40
ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

61f2447eQHKxQIgL
เก็บตกนักฆ่า มาเป็นหนุ่มบ้านนา
2022-06-17
6188e9251rPiSaR6
หมอหญิงยอดมือสังหาร
2023-10-08
137498
รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
2025-04-06
book_detail_large
ยอดหญิงแห่งหมู่บ้านถงซาน
2023-04-23

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน