หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 947 ล่อเสือออกจากถ้ำ ตะลุมบอน (3)
ตอนที่ 947 ล่อเสือออกจากถ้ำ ตะลุมบอน (3)
กุนซือก้มหน้าไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขาไม่กล้าเอ่ยถามท่านแม่ทัพ ต่อให้พวกเขาสังหารเยี่ยนอ๋องแล้ว…พวกเขาจะหนีออกไปได้หรือไม่ เมืองซื่อหยางว่างเปล่าไร้ผู้คน พวกเขากักขังเยี่ยนอ๋องไว้ในหุบเขาฟู่อวิ๋น ขณะเดียวกัน พวกเขาเองก็ถูกกองกำลังเฉินโจวปิดล้อมเส้นทางไว้ ติดอยู่บนฝั่งทะเลสาบฝูหลิง
เพราะความร้อนรนอยู่ในใจ การโจมตีวันนี้จนกระทั่งกลางดึกก็ยังไม่หยุดพัก ราวกับว่าหากไม่อาจเปิดหุบเขาฟู่อวิ๋นได้จะไม่หยุด ริมทะเลสาบกลางดึกยังคงมีแสงไฟส่องสว่าง เสียงรบราฆ่าฟันริมทะเลสาบค่อยๆ เบาลง ทว่าเสียงที่หน้าทางเข้าหุบเขายังไม่มีทีท่าจะเบาลงแม้เพียงนิด
“ท่านแม่ทัพ เมืองซื่อหยาง…เมื่องซื่อหยางต้านไว้ไม่อยู่แล้วขอรับ”
นายทหารที่กำลังเอนพิงอยู่ด้านข้างพลันขาอ่อนแรงลง โชคดีที่มีคนด้านข้างประคองเอาไว้จึงไม่ได้ล้มลงไป ดวงตาแดงก่ำจากการอดหลับอดนอนจ้องมองไปยังคนตรงหน้าเขม็ง “เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
“ยามเที่ยงคืน คุณชายเว่ยนำกองกำลังโจมตีเมืองซื่อหยางด้วยตนเอง เดิมทีทหารในเมืองก็น้อยอยู่แล้วทำให้ไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้… ท่านแม่ทัพ เยี่ยนอ๋องไม่ได้อยู่ในหุบเขาฟู่อวิ๋นแล้วจริงๆ ขอรับ เยี่ยนอ๋อง เยี่ยนอ๋องเองก็ปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูเมืองพร้อมกับกองกำลังเฉินโจวขอรับ”
“น่าชิงชังยิ่งนัก” นายทหารชั้นสูงผู้นั้นเอ่ยเสียงดัง “รีบนำกำลังกลับเมืองซื่อหยาง”
“เช่นนั้น…ที่นี่…”
“เหลือไว้หนึ่งหมื่นคน อย่าปล่อยให้คนข้างในออกมาได้”
ในเงามืดบนไหล่เขาห่างออกไป เฉินซิวมองเปลวไฟที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในที่ไกลๆ เอ่ยเสียงเบา “คุณชาย พวกเขาเคลื่อนไหวแล้วขอรับ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ “พวกเราเองก็ควรเคลื่อนไหวได้แล้ว ไปกันเถิด”
“ขอรับ คุณชาย”
ในหุบเขาฟู่อวิ๋นยามนี้ หลังจากทำการป้องกันติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ใบหน้าของทุกคนจึงแสดงความเหนื่อยล้าออกมา เพียงแต่การโจมตีจากด้านนอกนั้นกลับไม่หยุดหย่อนแม้เพียงหนึ่งเค่อ พวกเขาเองก็ไม่อาจพักผ่อนได้ มิเช่นนั้นหากกองกำลังด้านนอกนั่นบุกเข้ามาได้ พวกเขาที่ถูกปิดล้อมอยู่ด้านในนี้คงไม่อาจมีชีวิตรอดออกไป
หนานกงมั่วนั่งอยู่ข้างกองไฟ ใบหน้าเรียบนิ่งมองไปยังทางเข้าหุบเขา
คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามคือเยี่ยนอ๋องที่อยู่ในชุดผ้าคลุม เยี่ยนอ๋องมองหนานกงมั่วนิ่ง เอ่ย “เจ้าเด็กนี่ ช่างนิ่งขรึมอยู่ได้”
หนานกงมั่วยิ้มร่า เอ่ย “ไม่นิ่งอยู่ได้ก็ไม่อาจทำอันใดได้อยู่ดีนี่เพคะ สถานที่เช่นนี้…ต่อให้ใครมีวรยุทธ์สูงส่งค้ำฟ้า มีความฉลาดจนน่าทึ่งก็คงไม่อาจแสดงมันออกมาได้” ในมือของนางมีพิษอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายที่เมื่อเผชิญหน้ากับทหารเป็นหมื่นกระทั่งนับแสน ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้
คิ้วคมของเยี่ยนอ๋องเลิกขึ้น มองสำรวจนาง เอ่ย “ข้าช่างประหลาดใจ ไยหนานกงไหวถึงได้มีบุตรีเช่นเจ้า ไม่สิ…ไยโลกใบนี้ถึงได้มีสตรีเช่นเจ้า” หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ ใบหน้าไร้เดียงสา เอ่ย “หม่อมฉันทำไมหรือเพคะ หม่อมฉันเองก็มีดวงตาสองดวง มีหนึ่งจมูกหนึ่งปาก หิวก็ต้องกินข้าว ง่วงก็ต้องนอน บาดเจ็บก็ยังเจ็บปวดได้นะเพคะ”
เยี่ยนอ๋องส่ายศีรษะ ไม่สนใจการต่อล้อต่อเถียงของนาง เพียงขมวดคิ้ว เอ่ย “มิน่าจวินเอ๋อร์ถึงได้ชอบเจ้า พวกเจ้าสองคน…หากไม่ได้อยู่ด้วยกัน ข้านึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะเป็นอย่างไร น่าเสียดาย…คนฉลาดก็ฉลาดเกินไป คนโง่เขลาก็โง่เขลาเกินไป เห็นได้ว่าสวรรค์เองก็ไม่ยุติธรรมนัก”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ไม่นานก็เข้าใจในสิ่งที่เขาเอ่ย ยิ้มบางๆ “หม่อมฉันเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก บิดาก็ไม่รักพี่ชายก็ไม่สนิทสนม จวินมั่วแม้จะมีมารดาที่คอยรักและห่วงใย ทว่าต้องถูกเหยียดหยามและดูถูกมาตั้งแต่เด็ก เช่นนี้แล้วเห็นได้ว่าสวรรค์เองก็ยุติธรรมนะเพคะ” ทั้งฉลาดเฉลียวมีความสามารถเป็นที่หนึ่ง อีกทั้งชาติตระกูลดีเด่น บนโลกใบนี้ไหนเลยจะมีเรื่องที่ดีเพียงนั้นกันเล่า
เยี่ยนอ๋องชะงัก ก้มหน้าลงไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายจึงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “เอ่ยได้ไม่เลว บนโลกใบนี้…ไหนเลยจะมีเรื่องที่สมบูรณ์แบบเพียงนั้น” แม้แต่เขา เมื่อครั้งยังไม่ก่อตั้งต้าเซี่ย เสด็จพ่อยังเป็นเซี่ยนอ๋องอยู่ก็ได้รับความลำบากไม่น้อย แม้ว่าเสด็จแม่จะรักและเอ็นดูมาก แต่ก็ไม่ใช่มารดาของเขาเพียงผู้เดียว แม่ผู้ให้กำเนิดด่วนจากไป หากไม่ใช่เพราะความพยายามของตนเอง ไหนเลยจะมีเยี่ยนอ๋องดั่งเช่นทุกวันนี้ พี่น้องที่อยู่ภายใต้อดีตฮ่องเต้นั้นมีเกือบยี่สิบ คนที่จากไปไม่ทันได้นับรวมนั้นไม่เอ่ยถึง เพียงดูตอนนี้ว่าแยกตัวออกไปเป็นผู้ปกครองเมืองนั้นมีมากเพียงใด
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ หนานกงมั่วจึงยิ้มพลางเอ่ย “ท่านอ๋องมีจิตใจกว้างขวางนัก” คิดว่าเยี่ยนอ๋องเองก็คงปวดศีรษะกับบุตรชายทั้งสาม นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนอกจากไม่มีบุตรชายให้ปวดศีรษะแล้ว อยากปวดศีรษะก็คงไม่อาจปวดได้ อีกทั้งมีอ๋องคนใดบ้างที่ไม่ปวดศีรษะเพื่อบุตรชายของตนกัน เยี่ยนอ๋องนั้นยังไม่นับประสาอันใดด้วยซ้ำ ยามนี้เขามีบุตรชายเพียงสามคน… อ้อ ไม่ใช่สิ สี่คน หนึ่งปีก่อนกงเสี่ยวเตี๋ยเองก็ให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน เพียงแต่เยี่ยนอ๋องอยู่ในระหว่างสงครามมาตลอด แม้แต่พบหน้าบุตรชายผู้นี้ก็ยังไม่เคยได้พบ หากมีโอรสเกือบยี่สิบเหมือนอดีตฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าต้องปวดศีรษะมากเพียงใด
สำหรับคำยกยอของนาง เยี่ยนอ๋องย่นจมูก เอ่ย “เอ่ยวาจายกยอจอมปลอมพวกนี้ให้น้อย ข้าไม่ชอบฟัง” ตัวเขาจะไม่รู้หรือว่าตนเองเป็นคนเยี่ยงไร
หนานกงมั่วลูบจมูกไร้ซึ่งคำพูด ถึงแม้เป็นคำชื่นชมแต่ก็ไม่อาจใช้ได้กับคนทุกคน
เยี่ยนอ๋องมองไปยังหนานกงมั่ว เอ่ยถามเสียงเข้ม “ข้าไม่เคยถามมาก่อน พวกเจ้าอยู่ที่เฉินโจวสบายดีหรือไม่”
หนานกงมั่วมีท่าทีนอบน้อมขึ้น พยักหน้าเอ่ยจริงจัง “ขอบคุณเสด็จลุงที่เป็นห่วง พวกเราสบายดีเพคะ”
เยี่ยนอ๋องส่งเสียงหึ ปรายตามองนาง เอ่ย “ครานั้นหากจวินมั่วติดตามข้าออกรบอยู่ที่โยวโจว ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจตีจินหลิงได้แล้ว”
หนานกงมั่วยักไหล่ ยิ้มพลางเอ่ย “เสด็จลุงล้อเล่นแล้วเพคะ ในมือเสด็จลุงมีผู้มีความสามารถมากมาย จะมีเขาหรือไม่มีไม่ได้แตกต่างอันใดนัก ยิ่งไปกว่านั้น…พวกเราอยู่ที่เฉินโจว เสด็จลุงก็ยิ่งทำสงครามได้อย่างวางใจมิใช่หรือเพคะ” เมื่อพวกเขาอยู่ที่เฉินโจว หากไปทางตะวันตกสามารถป้องกันเหมียนโจวของคังอ๋อง ทางเหนือก็สามารถป้องกันสีโจวของหนิงอ๋อง ทำให้เยี่ยนอ๋องไม่ต้องมาคอยพะวงหลัง
เยี่ยนอ๋องกลับไม่หลงวาจาของนางง่ายๆ ปรายตามองนาง เอ่ย “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ความคิดของพวกเจ้าหรือ มีข้าอยู่ ผู้ใดจะกล้าว่าอันใดพวกเจ้าได้” นึกถึงก่อนหน้านี้เพราะการแก่งแย่งกันของเซียวเชียนเหว่ยและเซียวเชียนชื่อทำให้เกือบเสียอิ่งชวนไป เยี่ยนอ๋องจึงอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ช่างเถิด ข้าจะมาเอ่ยเรื่องพวกนี้กับเจ้าไปทำไมกัน”
หนานกงมั่วไหวไหล่ เยี่ยนอ๋องไม่อยากเอ่ยจะดีที่สุด นางเองก็ยิ่งไม่อยากฟัง เรื่องการทะเลาะกันของพี่น้อง ความสัมพันธ์ของลุงหลาน ทางที่ดีไปเอ่ยกับเว่ยจวินมั่วเสียจะดีกว่า นางไม่อยากเข้าไปยุ่งแม้เพียงนิด
ข้างกองไฟมีความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วครู่ เนิ่นนานก่อนจะได้ยินเยี่ยนอ๋องเอ่ยขึ้นมา “หลายปีมานี้…จวินเอ๋อร์เคยสืบเรื่องบิดาของเขาหรือไม่…”
หนานกงมั่วหัวใจกระตุก กำลังจะตั้งใจฟัง ทว่ากลับได้ยินเสียงต่อสู้จากด้านนอกหุบเขา เยี่ยนอ๋องลุกขึ้นทันใด “เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
หนานกงมั่วเองก็ลุกตามขึ้นมา ตั้งใจฟังเสียง เอ่ยเสียงเข้ม “จวินมั่วเองก็คงลงมือแล้วเช่นกันเพคะ” แม้ว่าจะติดอยู่ด้านในหุบเขาไม่อาจรับรู้เรื่องราวภายนอกได้ แต่รับรู้ได้ว่าเสียงการต่อสู้ด้านนอกนั้นต่างไปจากสองวันที่ผ่านมา
ผู้คนที่อยู่ในหุบเขาต่างพากันตื่นตัวขึ้น ลุกขึ้นมาเตรียมตัว
หนานกงมั่วยืนอยู่ด้านข้างเยี่ยนอ๋อง เอ่ยเสียงเบา “เสด็จลุง ระวังตัวด้วยเพคะ”