หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 944 สงครามตัดสิน (3)
ตอนที่ 944 สงครามตัดสิน (3)
“ตอนนี้ไม่ต้องกังวลไป พวกเขาจะตามหาพวกเราเอง” หนานกงชวี่เอ่ย
ข้ามกองเพลิงที่โหมกระหน่ำบนทะเลสาบไปยังอีกฝั่ง หนานกงไหวจ้องมองหนานกงชวี่และคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าแดงก่ำ ทางทหารอีกฝั่งยังคงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดท่ามกลางกองเพลิง มิรู้ว่าในทะเลสาบนั้นถูกคนเทน้ำมันลงไปมากมายเพียงไหน ไฟถึงลุกท่วมนานนับครึ่งเค่อก็ยังมิมอดดับลงอีก
นัยน์ตาหนานกงไหวพลันเย็นเยียบ เขาเห็นท่าทางเย้ยหยันของหนานกงชวี่อย่างชัดเจนในตอนที่จะจากไป ถูกบุตรชายตนเองเยาะเย้ยเช่นนี้… หนาน กง ชวี่!
“ส่งคนไปหาต้นน้ำให้เจอ! รอจนไฟดับแล้วเตรียมข้ามแม่น้ำทันที!”
รู้ดีว่าตอนนี้หนานกงไหวกำลังโกรธจัด รองแม่ทัพที่อยู่ข้างกายจึงมิกล้าพูดมากอันใด ได้แต่รีบตอบรับ “ขอรับท่านแม่ทัพ”
เห็นสีหน้าหนานกงไหวที่ตอนนี้บิดเบี้ยวยิ่งนัก รองแม่ทัพก็รู้สึกว่าตนนั้นเข้าใจในแม่ทัพคนนี้อยู่บ้าง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งสองครา ก่อนหน้านี้ถูกบุตรสาวจับเป็นเชลย แล้วไหนยังจะถูกบุตรชายตบหน้าเช่นนี้อีก เป็นเยี่ยงนี้คนเป็นบิดาจะทนไหวได้เช่นไร
เชิงเขาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซื่อหยางมากนัก คุณชายเซียวสามที่นั่งอยู่บนอานม้าก็เงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆ พวกท่านเห็นหรือไม่ สีหน้าเมื่อครู่นี้ของหนานกงไหวน่ะ ข้าว่าเขาจะต้องโกรธจนตายเป็นแน่! ช่างสะใจเสียจริง!” ตั้งแต่เสด็จพ่อเขาถูกปิดล้อมในหุบเขาฟู่อวิ๋น คุณชายเซียวสามก็ไม่เคยได้รู้สึกดีเช่นนี้อีกเลย
เมื่อมองไปยังด้านหนานกงชวี่ที่นั่งหลับตาอยู่ เซียวเชียนจย่งก็เคารพชื่นชมยิ่ง “ท่านพี่หนานกง ที่แท้ท่านก็เก่งกาจยิ่งนัก! นับถือ นับถือแล้ว!”
หนานกงชวี่ลืมตาขึ้นมองพวกเขาอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
ลิ่นฉังเฟิงพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลากตัวเซียวเชียนจย่งออกมา ต่อให้เจ้าจะมีความสุขสะใจเพียงใดก็ไม่ควรไปพูดต่อหน้าหนานกงชวี่ ถึงพวกเขาจะขัดแย้งกันแต่อย่างไรก็ยังถือว่าเป็นพ่อลูกกัน หนานกงไหวถูกคนเอ่ยเยียดหยามซ้ำเติมเช่นนี้ ในใจหนานกงชวี่จะมีความสุขได้อย่างไร จะว่าไปเจ้าเด็กเซียวเชียนจย่งนี่ไม่ซื่อบื้อเกินไปหน่อยหรือ
เซียวเชียนจย่งกะพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าไยคุณชายฉังเฟิงถึงหยาบคายต่อเขาเช่นนี้ แต่ว่า…เห็นแก่พี่ชายและพี่สะใภ้ ข้าจะอดทนไว้!
ลิ่นฉังเฟิงถอนหายใจ “พวกเรารู้สึกยินดีก็จริงอยู่ แต่ทำให้หนานกงไหวขุ่นเคืองอย่างยิ่ง เกรงว่าคงส่งผลภายหลังอย่างแน่นอน” ขัดขวางหนานกงไหวไว้ได้ ไม่ปล่อยให้เหล่าทหารในซื่อหยางไปเพิ่มความวุ่นวายที่หุบเขาฟู่อวิ๋น ในทางกลับกันก็คือรวมความโกรธแค้นขุ่นเคืองของหนานกงไหวมาไว้ที่พวกเขาทั้งหมด ไม่ให้มีเวลาว่างไปคิดเรื่องหุบเขาฟู่อวิ๋นอีก
เซียวเชียนจย่งจึงสงบลง “เอ่ยเช่นนั้นก็ใช่ ท่านพี่หนานกง พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือ”
หนานกงชวี่ตอบเบาๆ “เมืองเผิง”
“หา? ไปเมืองเผิงทำอันใดกัน” เซียวเชียนจย่งเอ่ย “พวกเราเดินทางไปเมืองเผิง หนานกงไหวย่อมรู้แน่ว่าพวกเรากำลังล่อเสือออกจากถ้ำ เขาคงไม่หลงกลหรอก”
หนานกงชวี่ลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงนิ่งเรียบ “พวกเราจะไปช่วยแม่ทัพเฉินบุกโจมตีเมืองเผิง”
“แล้วหนานกงไหวเล่า”
หนานกงชวี่ไม่เอ่ยอันใดอีก เซียวเชียนจย่งยกไหล่ได้แต่กุมหัวตนเอง
กองเพลิงนี้ของหนานกงชวี่นั้นไม่เลวเลยจริงๆ จนถึงยามเย็นท้องฟ้าจวนจะเปลี่ยนสีอยู่ร่อมร่อ ในที่สุดทหารซื่อหยางก็สามารถออกมาได้เสียที ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันในระยะเวลาสั้นๆ นั้น ทหารที่ข้ามแม่น้ำไปได้ก่อนก็ถูกกองทัพเฉินโจวฆ่าเสียสิ้น ไหนจะผู้ที่ถูกไฟคลอกตายในแม่น้ำที่ถูกกระแสน้ำพัดหายไป ตอนนี้หนานกงไหวสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อยกว่าเจ็ดแปดพันนายเลยทีเดียว ไม่นับว่ามากมายนัก แต่ก็ไร้ข้อกังขาเลยว่าการเผชิญหน้ากันครั้งแรกของพ่อลูกตระกูลหนานกงนั้น เป็นหนานกงชวี่ที่คว้าชัยไปครอง
“รายงานท่านแม่ทัพ หนานกงชวี่นำทัพล่าถอยไปแล้วขอรับ”
หนานกงไหวสีหน้าทะมึน “จุดหมายคือที่ใด”
“ทิศเหนือ ทางเมืองเผิงขอรับ”
หนานกงไหวยิ้มเย็น “ลูกไม้พวกแมลง ด้านหุบเขาฟู่อวิ๋นเล่าเป็นเช่นไรบ้าง”
ทหารสอดแนมเอ่ยตอบด้วยความนอบน้อม “ยังไม่อาจบุกเข้าไปในหุบเขาฟู่อวิ๋นได้ขอรับ แต่แม่ทัพหลี่ส่งคนมาแจ้งข่าวว่าขอเวลาอีกเพียงสองวันจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ แม่ทัพหลี่ยังแจ้งมาด้วยว่า…คุณชายเว่ยได้นำกองกำลังโจมตีเขาจากด้านหลัง เสียหายอย่างหนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ถึงจะบุกเข้าไปในหุบเขาฟู่อวิ๋นได้สำเร็จ เกรงว่าคงได้ไม่คุ้มเสียขอรับ”
หนานกงไหวเอ่ยตอบอย่างเย็นชา “ตราบใดที่ฆ่าหรือจับตัวเยี่ยนอ๋องมาได้ อย่าว่าแต่ได้ไม่คุ้มเสียเลย ต่อให้เสียเลือดเนื้อฝั่งพวกเราเพิ่มก็ไม่นับว่าเป็นอันใด”
“เช่นนั้น ท่านแม่ทัพ ตอนนี้พวกข้า…” รองแม่ทัพที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้านข้างเอ่ยขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ
หนานกงไหวหลับตา เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะสั่งการ “หนานกงชวี่นำคนไปสมทบกับเฉินอวี้ที่เมืองเผิงแล้ว เซ่าจงและสือจิ้งเซียงยังคงอยู่ที่เมืองเผิงหรือไม่”
รองแม่ทัพลังเลอยู่ชั่วครู่ “แม่ทัพเซ่ากับแม่ทัพสือความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหย่งคังโหว แต่ว่า…เฉินอวี้กับหนานกงชวี่ล้วนแล้วแต่มีชื่อในกลยุทธ์ที่มากเล่ห์ ดังนั้นหากพวกเขาทั้งสองมารวมทัพกันเช่นนี้ ย่อมเป็นฝ่ายกบฏที่ได้เปรียบขอรับ” ชื่อเสียงหนานกงชวี่นั้นไม่ได้โดดเด่นอันใด แต่ผู้นำกองทัพอย่างพวกเขานั้นเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าหนานกงชวี่ต้องการซื้อเวลาเพียงเท่านั้น แต่ทุกการสู้รบที่เขาได้ขึ้นเป็นผู้นำทัพล้วนสมบูรณ์แบบทั้งสิ้น คงจะกล่าวได้ว่า…สมกับเป็นลูกชายคนโตของอดีตฉู่กั๋วกงมิใช่หรือ
ตอนนี้พวกเขามีอยู่สองทางเลือกเท่านั้น หากไปหุบเขาฟู่อวิ๋น หนานกงชวี่อาจย้อนกลับมาโจมตีพวกเขา แต่ก็อาจจะทำให้สามารถตีเมืองเผิงแตกได้ หากไปเมืองเผิง ทางด้านหุบเขาฟู่อวิ๋นก็มิอาจวางใจได้ หุบเขาฟู่อวิ๋นมิได้เป็นประโยชน์ทางการทหารเลยสักนิด อีกทั้งยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ว่า…ในนั้นมีเยี่ยนอ๋องเซียวโยวอยู่ นั่นก็เพียงพอที่จะสำคัญกว่าที่ใดๆ ทั้งหมด
หนานกงไหวสูดหายใจเข้าลึก เอ่ยเสียงทุ้ม “ไล่ตามหนานกงชวี่!”
“ท่านแม่ทัพ แล้วด้านหุบเขาฟู่อวิ๋น…”
หนานกงไหวยกยิ้มมุมปาก “มีกองทัพนับแสนๆ นายของเว่ยจวินมั่วอยู่ตอนนี้ เจ้าจะไปให้ได้อันใดเล่า”
“ถึงจะไม่อาจบุกเข้าไปในหุบเขาฟู่อวิ๋นได้ แต่ก็เป็นไปได้ที่กองทัพทั้งสองจะขนาบตีเว่ยจวินมั่วมิใช่หรือขอรับ” รองแม่ทัพยังคงเอ่ยค้านอย่างลังเล
หนานกงไหวเอ่ยเสียงเฉยชา “แม่ทัพหลี่บอกว่าใช้เวลาสองวันถึงจะบุกเข้าไปในหุบเขาฟู่อวิ๋นได้ แต่ข้ากลับคิดว่า ต่อให้มีเวลาเพิ่มเป็นห้าวันเขาก็ไม่อาจบุกเข้าไปได้หรอก”
“…”
“เจ้าบอกข้าสิ คนของวังจื่อเซียว แล้วก็หนานกงมั่วไปไหนแล้ว” หนานกงไหวเอ่ยถาม
รองแม่ทัพพลันนิ่งอึ้งไป ซิงเฉิงจวิ้นจู่มีบทบาทสำคัญในกองทัพเฉินโจวอย่างมาก แต่ว่ากลับไม่มีหน่วยสอดแนมคนไหนเลยสักคนที่รายงานกลับมาว่าซิงเฉิงจวิ้นจู่อยู่ที่ใดกันแน่ ดูท่าในตอนนี้ ที่อยู่ของซิงเฉิงจวิ้นจู่จะชัดเจนมากทีเดียว
หนานกงไหวทอดถอนใจยาวเหยียด เอ่ยว่า “หากฆ่าเยี่ยนอ๋องได้ก็ยังดี จาหากฆ่าเยี่ยนอ๋องไม่ได้ ซ้ำเมืองเผิงยังถูกตีแตก ทั้งศีรษะเจ้าและข้าก็ชดใช้ได้ไม่หมด”
รองแม่ทัพนิ่งเงียบไป ขณะเดียวกันก็ลอบถอนหายใจอยู่ภายใน “โอกาสดีถึงเพียงนี้ หากยังไม่อาจฆ่าเยี่ยนอ๋องลงได้ คราวหน้าก็คงไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว ความผิดพลาดในครั้งนี้ เกรงว่าฝ่าบาทคงไม่ปล่อยไป”
หนานกงไหวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ไปเถิด เยี่ยนอ๋องจะเป็นเช่นไรก็แล้วแต่ลิขิตสวรรค์ ด้านนอกหุบเขาฟู่อวิ๋นมีกองทัพใหญ่ ถึงจะมีคนจำนวนมากอย่างไรก็คงช่วยเขาไม่ได้”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”