หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 931 ค่ำคืนในหุบเขาฟู่อวิ๋น (2)
ตอนที่ 931 ค่ำคืนในหุบเขาฟู่อวิ๋น (2)
“พักผ่อนก่อนเถิด มีเรื่องอันใดค่อยคุยกัน” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา ดึงเว่ยจวินมั่วให้เอนนอนลงบนตัก เว่ยจวินมั่วเงียบไปชั่วครู่แล้วจึงยอมพยักหน้า เขาต้องพักผ่อนจริงๆ เพื่อให้สมองได้ปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูกลับเป็นปกติ
ในค่ายที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา รองแม่ทัพที่รับผิดชอบก็ออกมาหาพวกเขาเพื่อหารือทันที พอเดินออกมาจากค่ายก็เห็นทั้งสองนั่งอยู่บนขอบผาจึงรีบก้าวเข้าไป ลิ่นฉังเฟิงที่เดินตามหลังมาขวางไว้ รองแม่ทัพขมวดคิ้วกำลังจะเอ่ย แต่ลิ่นฉังเฟิงเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน “จวินมั่วไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว ให้พวกเขาพักสักหน่อยค่อยพูดจากันเถิด”
รองแม่ทัพผงะไปครู่หนึ่ง พยักหน้าแล้วตามลิ่นฉังเฟิงกลับเข้าไปในค่าย
ในกระโจมใหญ่ เว่ยจวินมั่วนั่งบนที่นั่งเหนือสุดด้วยท่าทางสุขุม หนานกงมั่วนั่งอยู่ข้างกายเขาด้วยท่าทีนุ่มนวล ถัดลงไปด้านล่างเป็นกลุ่มทหารที่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทิ้งท่านอ๋องไว้ท่ามกลางวงล้อมศัตรูเช่นนั้น หากไม่อาจช่วยท่านอ๋องกลับมาได้ ต่อให้ฆ่าพวกเขาทิ้งก็ไม่อาจชดใช้ได้
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงต่ำ “ผู้ใดก็ได้บอกข้าว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่” แม้ถึงซื่อหยางจะรีบเร่งไปยังหุบเขาฟู่อวิ๋นเพื่อดูสถานการณ์ แต่เว่ยจวินมั่วกลับไม่ทันได้ตรวจสอบด้วยซ้ำ น่าเสียดายนักที่แม่ทัพในสนามรบก็ไม่อาจให้ข่าวคราวเพิ่มเติมแก่เขาได้ รองแม่ทัพเอ่ยด้วยความลำบากใจ “รายงานคุณชาย ทหารไร้ความสามารถ แท้จริงแล้ว…ไม่มีผู้ใดรู้มาก่อนว่าในซื่อหยางไยถึงได้มีทหารรออยู่มากมายถึงเพียงนั้น อีกทั้ง…ผู้นำทัพก็ดูเก่งกาจเป็นอย่างมาก”
“ใครคือผู้นำทัพ”
ทุกคนต่างส่ายหน้า คนคนนั้นไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้ใดมาก่อน เพียงพวกเขาถึงซื่อหยางก็ถูกซุ่มโจมตีแล้ว ทหารถูกจู่โจมจนแตกออกเป็นสองส่วน รองแม่ทัพก็ไม่ได้คิดละทิ้งเยี่ยนอ๋อง แต่เหมือนข้าศึกจะรู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด ทางด้านกองทัพเยี่ยนอ๋องถูกต้อนไปทางใต้ ในขณะเดียวกันกลับมีกองกำลังมาล้อมพวกเขาที่บาดเจ็บไว้อีก พวกเขาพยายามตามไปสมทบกับกองทัพเยี่ยนอ๋องอยู่สามครั้งแต่ก็ทำไม่ได้ อีกทั้งยังสูญเสียกำลังไปไม่น้อย รองแม่ทัพทำได้เพียงรวบรวมกองกำลังที่เหลือรอดล่าถอยออกมาถึงยี่สิบลี้ พร้อมกับรีบส่งจดหมายขอความช่วยเหลือถึงเฉินอวี้
เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วได้แต่สบตากันด้วยความสับสน คนในปกครองของเซียวเชียนเยี่ยมีให้ใช้งานมากเพียงใด พวกเขาไม่อาจรู้ได้เลย อย่างมากก็ทราบเพียงแปดเก้าส่วนเท่านั้น หรือจะเป็นเอ้อกั๋วกง หยวนชุนที่เติบโตเป็นหนุ่มผู้มีความสามารถ หากมิใช่เซียวเชียนเยี่ยกังวลมากก็ไม่มีทางเลยที่จะส่งเขามายังสนามรบ อีกทั้งวิธีเช่นนี้ก็ไม่ใช่กลยุทธ์ของหยวนชุน ไม่แน่ว่าจู่ๆ เซียวเชียนเยี่ยอาจมีผู้ใต้บังคับบัญชามากพรสวรรค์ปรากฎตัวขึ้นจริงๆ หรือไม่
ลิ่นฉังเฟิงยักไหล่ “จวินมั่ว ยามนี้กองกำลังของพวกเรามีไม่มากพอ หากคิดจะช่วยเยี่ยนอ๋องออกมาอย่างสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ลองคิดถึงวิธีอื่นดูเถิด พวกเรา…ลักตัวพวกเยี่ยนอ๋องออกมาเลยได้หรือไม่เล่า”
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว “หุบเขาฟู่อวิ๋นล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสามด้าน ตรงหน้าผาและกลางหุบเขาคงไม่ต้องเอ่ยถึง ในส่วนสันเขา หากต้องการจะอ้อมเข้าไปไม่เพียงแต่เส้นทางยาวไกล แต่อาจหลงทางได้เช่นกัน นอกจากนี้ตามคำบอกเล่าจากคนท้องถิ่นบอกว่าหน้าผาในหุบเขานั้นลึกถึงหลายร้อยจั้ง อีกทั้งยังโล่งเตียนไม่มีหญ้าขึ้นแม้แต่น้อย ต่อให้ข้าเข้าไปได้…แล้วจะพาเสด็จลุงออกมาเยี่ยงไรเล่า ปากทางเข้าหุบเขาฟู่อวิ๋นล้วนเต็มไปด้วยกับดัก ไหนจะทหารนับแสนที่ป้องกันอยู่ตรงนั้น เรียกได้ว่าทหารได้ล้อมรอบหุบเขาฟู่อวิ๋นไว้ในทุกด้าน”
ลิ่นฉังเฟิงขมวดคิ้ว “ไม่มีช่องโหว่เลยหรือ ข้าจำได้ว่ารอบเมืองเผิงไม่มีภูเขาอันใดเลย ไม่มีทางเลยจริงๆ หรือ” พวกเขาเป็นถึงสำนักมือสังหารนะ เว่ยจวินมั่วล้อเล่นหรือไม่
หนานกงมั่วส่ายหน้า “จวินมั่วเอ่ยไม่ผิด ข้าเคยได้ยินอาจารย์อาเล่าถึงที่นี่ ด้วยหมอกบริเวณทะเลสาบฝูหลิงนั้นมีมากเกินไป ทำให้หุบเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี อีกทั้งแถวทะเลสาบฝูหลิงก็เหมาะจะอยู่อาศัย แม้จะขึ้นไปบนหุบเขาไม่ได้ แต่บนนั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ไม่แพ้เทือกเขาสือว่านทางตอนใต้เลยสักนิด อีกทั้ง…บนเขาลูกนี้อาจจะมีแหล่งน้ำอีกด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลิ่นฉังเฟิงก็อดกลอกตาไปมาไม่ได้ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ หากให้พวกเขาที่มีวรยุทธ์สูงเข้าไปย่อมไม่เป็นปัญหา แต่เห็นได้ว่าจะเข้าไปช่วยคนถึงถิ่นศัตรูเช่นไรไม่ให้ศัตรูจับสังเกตได้
“เช่นนั้นจะทำเยี่ยงไรเล่า” ลิ่นฉังเฟิงถาม
เว่ยจวินมั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “คืนนี้ข้าจะไปที่หุบเขาฟู่อวิ๋นอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องได้เห็นเสด็จลุงก่อน ลิ่นฉังเฟิง ไปสืบมาว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้นำทัพซื่อหยาง!”
ลิ่นฉังเฟิงพยักหน้า “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”
“ข้าจะไปกับท่านด้วย” หนานกงมั่วมองเว่ยจวิ่นมั่ว เอ่ยด้วยเสียงเบา
เว่ยจวินมั่วกุมมือนางเอาไว้พลางพยักหน้า ไม่เอ่ยอันใดอีก
หลังจากทุกคนออกไปแล้ว คนที่ยังอยู่ในกระโจมใหญ่ทั้งสามยามนี้ต่างเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่ลิ่นฉังเฟิงจะถอนหายใจยาวเหยียด “สองปีมานี้ กองทัพโยวโจวล้วนแล้วแต่ยกทัพราบรื่นดุจสายน้ำดั่งสายลม ใครจะไปคิดว่าจะโดนขัดขาสะดุดในอำเภอเล็กๆ เช่นนี้ได้”
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา “ระวังตัวด้วย ข้ารู้สึกตลอดว่าคนที่อยู่ในซื่อหยางนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
คุณชายฉังเฟิงยิ้มรับ “แม่นางมั่ววางใจเถิด ไม่ว่าอย่างไรตัวข้านั้นเอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหาแน่นอน อีกอย่าง…แม่นางมั่วอย่ากังวลด้านเว่ยจวินมั่วเลย เขาไม่ตายหรอก แม่นางมั่วจะไปสำรวจในซื่อหยางกับข้าดีหรือไม่”
คุณชายเว่ยมองเขานิ่งๆ “เนี่ยนหย่วนพูดว่าอันใด” หนานกงมั่วขมวดคิ้วพลางเอ่ยตอบ “เนี่ยนหย่วนบอกว่า ในซื่อหยางต้องมีผู้เก่งกาจคนหนึ่งที่พวกเราคาดไม่ถึงอยู่ ไม่อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เยี่ยนอ๋องจะพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้”
เว่ยจวินมั่วยิ้มเย็น เอ่ยกับลิ่นฉังเฟิง “หากพวกข้าไม่รอดกลับมา ก็เอาเนี่ยนหย่วนไปประหาร”
“หืม” ลิ่นฉังเฟิงผงะเล็กน้อย “เจ้าสงสัยเนี่ยนหย่วนหรือ” แม้ว่าเขาไม่ได้ชื่นชอบไต้ซือท่านนี้ แต่ว่า…พวกเขาก็ไม่มีหลักฐานใดชี้ชัดว่าเนี่ยนหย่วนเป็นคนทรยศไม่ใช่หรือ
เว่ยจวินมั่วเอ่ยอย่างไม่แยแส “ศัตรูรู้ได้เช่นไรว่าเสด็จลุงจะมาโจมตีซื่อหยาง ทั้งยังบังเอิญเป็นกองทัพหลักที่มารอเสียด้วย?”
“แต่นั่นก็ไม่อาจบอกได้ว่าข่าวรั่วไหลมาจากเนี่ยนหย่วน”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้ายอมรับ “อืม หากเขาเป็นแพะรับบาป ก็ถือเสียว่าเป็นโชคร้ายของเขา”
กลางดึก เงาหลายร่างวูบไหวผ่านผืนป่าบนหุบเขาไปอย่างรวดเร็ว แนบเนียนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับราตรีอันมืดมิด แสงจันทร์สลัวส่องหน้าผา เมื่อมองลงมาก็เห็นเหล่าเมฆหมอกที่ลอยละล่องกลุ่มใหญ่ ไม่อาจมองเห็นทะลุเข้าไปได้ชัดเจน เว่ยจวินมั่วกับหนานกงมั่วหยุดอยู่ที่ขอบหน้าผาด้านหน้าก่อนจะมองไปรอบๆ นอกจากเสียงนกร้องและเสียงสัตว์ล่าเหยื่อจากไกลๆ แล้ว รอบด้านก็เงียบสงัด เว่ยจวินมั่วกระซิบ “ข้าจะลงไปก่อน”
หนานกงมั่วยิ้มแล้วพยักหน้า ที่จริงใครจะเป็นคนลงไปก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก หน้าผานี้สูงกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ หากเป็นคนธรรมดาตกลงไปย่อมหนีไม่พ้นร่างแตกละเอียดอย่างแน่นอน
เว่ยจวินมั่วไม่รอช้า กระโดดลงจากหน้าผาโดยไม่ลังเล
หนานกงมั่วถอนหายใจ แม้ว่าวิชาตัวเบาของนางก็ไม่นับว่าเลวร้ายอันใด แต่หน้าผานี้สูงมาก อีกทั้งยังชันเกินไป นางไม่สามารถกระโจนลงไปได้แบบเว่ยจวินมั่ว ลองคิดดูแล้วนางยังมีความสามารถอื่นอยู่อีก
เอื้อมมือปลดห่อผ้าที่นำมาด้วย แล้วหยิบเชือกออกมาผูกรอบตัว จากนั้นก็ผูกปลายเชือกอีกด้านไว้กับต้นไม้ต้นใหญ่อย่างแน่นหนา หนานกงมั่วเตรียมตัวเสร็จก็กระโจนลงไปจากหน้าผาทันที ด้วยการพยุงจากเชือกทำให้หนานกงมั่วลงสู่พื้นด้านล่างหน้าผาได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้นางจะค้างติ่งอยู่กลางอากาศหลายต่อหลายครั้ง แต่เมื่อหนานกงมั่วถึงพื้นก็ถูกใครคนหนึ่งโอบร่างเอาไว้แนบแน่น