หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 918 เมืองเหยี่ยนแตกพ่าย ขุนพลวางแผน (1)
ตอนที่ 918 เมืองเหยี่ยนแตกพ่าย ขุนพลวางแผน (1)
บรรยากาศในกระโจมเงียบสงัด ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งก็มีคนเอ่ยขึ้นมาว่า “เว่ยจวินมั่วหรือ” ถังเจิงพยักหน้า “เว่ยจวินมั่วฟื้นฟูเฉินโจวมาสองปีกว่า ตอนนี้เขามีกองกำลังทหารหลายแสนนาย ทุกคนอย่าประมาทศัตรู”
ขุนพลอีกคนหนึ่งหัวเราะหยัน “สามปีก่อนเว่ยจวินมั่วสามารถยึดครองเฉินโจวและที่อื่นๆ ได้ก็เพราะกองกําลังไท่หนิง ตอนนี้ทหารหลายแสนนายของเขาก็เป็นเพียงเหล่าทหารที่ไม่เคยสู้รบมาก่อน ไม่จำเป็นต้องกังวลไปหรอก”
คนเหล่านี้อยู่แต่ที่จินหลิงและสนามรบ พวกเขาจึงไม่รู้ว่าถึงแม้ทหารของคุณชายเว่ยจะไม่ใช่ทหารที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทหารหมูหมากาไก่ สองปีที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาโดยตลอด เพียงเห็นเฉินโจวที่ขยายตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง และโจรทางตะวันตกเฉียงใต้ที่เกือบจะสูญพันธุ์ก็รู้ถึงความสามารถของพวกเขาแล้ว
ถังเจิงเอ่ยเสียงขรึม “พวกเราต้องระวังไว้ก่อน”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” ทุกคนตอบรับพร้อมเพรียงกัน แต่ก็มีคนลอบคิดว่าแม่ทัพคนนี้เคยนำทัพมาหลายครั้งแต่กลับขี้ขลาดตาขาว กังวลหน้ากังวลหลังไปหมด ไม่สนใจคำพูดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ถังเจิงมองดูสมุดบนโต๊ะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “สองวันนี้เร่งบุกยึดเมือง ต้องยึดอิ่งชวนให้ได้ก่อนที่กำลังสนับสนุนของพวกเขาจะมาถึง”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
ในเวลานี้เว่ยจวินมั่วและคนอื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเอ่ยถึงได้ออกมาจากเขาชิงอวิ๋นแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ได้เดินทางไปอิ่งชวนทันที กลับแยกออกเป็นสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่งดึงดูดความสนใจของศัตรู อีกเส้นทางหนึ่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเหยี่ยนที่อยู่ห่างจากอิ่งชวนไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ เมื่อเทียบกับอิ่งชวนแล้ว เมืองเหยี่ยนไม่ใช่เมืองใหญ่โตอันใด ทหารประจําการก็มีไม่มาก แต่กลับเป็นทางผ่านของกองทัพราชสํานักในการเดินทางไปจินหลิง แล้วยังเป็นสถานที่ขนส่งเสบียงอาหารของกองทัพราชสํานักด้วย ตอนนี้ที่นั่นมีเสบียงอาหารหนึ่งเดือนของกองทัพถังเจิง ดังนั้นจึงมีทหารประจําการมากกว่าปกติสามเท่า แต่หากเทียบกับทหารหลายแสนนายที่กำลังล้อมรอบอิ่งชวนอยู่ ก็ไม่ถือว่ามีมากนัก
ออกมาจากเขาชิงอวิ๋น กองทัพเดินทางอย่างไม่หยุดพัก และมาถึงสถานที่ที่อยู่ห่างจากเมืองเหยี่ยนไม่ถึงสิบลี้ในค่ำคืนของวันที่สาม เว่ยจวินมั่วสั่งให้ทั้งกองทัพหยุดพักผ่อน เหล่าทหารก็ลงจากหลังม้าเงียบๆ ต่างทําความสะอาดและพักผ่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเดือนสาม อากาศยังหนาวเย็นอยู่แต่เหล่าทหารไม่สนใจ ต่างคนต่างเริ่มกินเสบียงอาหาร หลับตาพักผ่อน การฝึกฝนในช่วงสองปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามันมีประสิทธิภาพไม่น้อย อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต่างจากทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
หนานกงมั่ว เว่ยจวินมั่ว และคนอื่นๆ ยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ มองออกไปเมืองเหยี่ยนที่อยู่ไกลๆ ออกไป
เมืองเหยี่ยนเป็นเพียงอําเภอ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสงคราม แต่ปกติทหารประจําการของพวกเขาก็มีเพียงสองสามพันนายเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าถังเจิงให้ความสําคัญกับเสบียงอาหาร จึงเพิ่มทหารประจำการในเมืองเหยี่ยนเป็นสองหมื่นนาย แต่สำหรับกองทัพทหารกว่าแสนนายแล้ว ทหารสองหมื่นกับห้าหมื่นนายก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ในยามค่ำคืนอันมืดมิด แทบจะไม่เห็นเมืองในระยะไกลเช่นนี้ สายลับที่ออกไปสํารวจกลับมารายงานว่า “รายงานคุณชาย จวิ้นจู่ ตอนนี้เมืองเหยี่ยนมีทหารประจำการสองหมื่นนาย แต่ว่าไม่ได้คุ้มกันแน่นหนามากนัก” เห็นได้ชัดว่าคนที่ประจําการอยู่ในเมืองเหยี่ยนคิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาโจมตีเมืองเหยี่ยนในยามนี้
คุณชายฉังเฟิงเล่นพัดในมือพลางยิ้ม “ไม่แปลกที่เจ้าไม่ไปอิ่งชวนแต่กลับมาโจมตีเมืองเหยี่ยน บุกโจมตีศัตรูจากข้างหลัง ช่างเป็นกลยุทธ์ที่ดี” หากเมืองเหยี่ยนถูกพวกเขายึดได้สำเร็จ ถนนที่เชื่อมต่อกับจินหลิงจะถูกตัดขาด เสบียงอาหารย่อมถูกยึด แล้วยังมีทหารหลายแสนนายที่อยู่ข้างหลังอีก หากถังเจิงยังนั่งติดก็ช่างน่าเลื่อมใส
คุณชายเว่ยเอ่ยอย่างเฉยเมย“บุกโจมตีศัตรูจากข้างหลัง คงเป็นเช่นนั้น”
ลิ่นฉังเฟิงตกใจ “เจ้าแอบมาโจมตีเมืองเหยี่ยนเพื่อช่วยเซวียเจินไม่ใช่หรือ”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เสบียงอาหารของพวกเราไม่เพียงพอ ช่วยเซวียเจินไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
ได้ยินเช่นนี้ คุณชายฉังเฟิงก็ถอนหายใจ แม่ทัพเซวียเจอแต่คนไม่ดีจริงๆ เขาหวังว่าเจ้าจะไปช่วยเขา แต่คุณชายเว่ยกลับกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ หนานกงมั่วก็อดยิ้มไม่ได้ “คุณชายฉังเฟิง แค่บรรลุเป้าหมายก็พอแล้ว ไยจึงต้องสนใจกระบวนการและความตั้งใจเดิมด้วย”
ข้าไม่สน แต่ไม่รู้ว่าหากเซวียเจินรู้แล้วเขาจะสนใจหรือไม่
คุณชายฉังเฟิงลูบจมูกตัวเอง เอ่ยถาม “ตีเมืองยามรุ่งสาง สองชั่วโมงเราจะยึดเมืองเหยี่ยนได้หรือไม่”
หนานกงมั่วยิ้ม “ต้องยึดเมืองเหยี่ยนได้ก่อนกำลังสนุบสนุนของถังเจิงมาถึงแน่นอน แต่เกรงว่าคงต้องกังวลเมื่อกำลังสนับสนุนของถังเจิงมาถึง…” เมืองเหยี่ยนโจมตีง่ายแต่คุ้มกันยาก หากถังเจิงส่งกองกำลังสนับสนุนมา พวกเขาอาจจะคุ้มกันไว้ไม่ได้
พวกเขาหันหน้าไปมองเว่ยจวินมั่วพร้อมกัน คุณชายเว่ยเอ่ยตอบ “เราจะไม่โจมตีเมืองเหยี่ยน”
“หืม?”
คุณเว่ยชายถือกิ่งไม้ที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหนอยู่ในมือ เขาวาดภาพบนพื้นใต้แสงจันทร์ พวกเขาทั้งสามล้วนแต่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อน สายตาย่อมดีกว่าคนปกติอยู่แล้ว
“คุ้มกันได้ก็คุ้มกัน หากคุ้มกันไม่ได้เราก็จะทิ้งแล้วออกเดินทางไปทางตะวันออกต่อของซังสุ่ย จากนั้นผ่านซังสุ่ยขึ้นไปทางตอนเหนือผ่านเยียนหลินไปยังอิ่งชวน”
ลิ่นฉังเฟิงมองดูภาพวาดบนพื้น เขานึกถึงแผนที่ภูมิประเทศในหัว จากนั้นก็มองเว่ยจวินมั่วแล้วเอ่ยว่า “ไยข้าถึงรู้สึกว่า…เจ้าวางแผนที่จะพากําลังสนับสนุนของถังเจิงเดินเล่นวนไปทั่วเล่า” อ้อมไปอ้อมมา แต่สุดท้ายจุดหมายปลายทางก็คืออิ่งชวน
เว่ยจวินมั่วส่ายหน้า “ไม่เหมือนกัน เดินทางไปทางตะวันออกจะเป็นเขตปกครองของราชสำนัก กองทัพของเซียวเชียนเยี่ยมาถึงบริเวณใกล้เมืองเผิงและอิ่งชวนแล้ว ยิ่งเดินทางไปตะวันออก กองทัพทหารจะยิ่งมีน้อย ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลาเปลี่ยนเส้นทางใหม่ เดินทางไปทางตะวันออกจึงดีที่สุด ไม่เช่นนั้น…เจ้าจะอยู่รับมือกับถังเจิงเช่นนั้นหรือ”
คุณชายฉังเฟิงส่ายหน้า “ไม่มีทาง ข้าฟังคําสั่งของคุณชายเว่ยอยู่แล้ว”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยต่อ “นอกจากนี้ หากจัดการเส้นทางนี้ได้อย่างเหมาะสม ก่อนถึงอิ่งชวน ยังสามารถจัดการกองกำลังทหารที่ตามได้มากกว่าครึ่ง”
ลิ่นฉังเฟิงเลิกคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าไม่กลัวว่าเซวียเจินจะถูกจัดการก่อนเจ้าไปถึงอิ่งชวนเช่นนั้นหรือ”
เว่ยจวินมั่วมองเขาด้วยท่าทีนิ่งสงบ “ทหารกว่าแสนนายของหนานกงชวี่ไม่ได้มีไว้ประดับตกแต่ง”
“…” ก็ได้ เจ้าเอ่ยถูกต้อง คุณชายฉังเฟิงพูดอันใดไม่ออกอีก
เว่ยจวินมั่วมองหนานกงมั่ว “อู๋สยา ก่อนฟ้าสาง เจ้าพาคนเข้าไปในเมืองก่อน”
หนานกงมั่วยิ้มด้วยดวงตาสดใส พยักหน้า “ไม่มีปัญหา”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เขาเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเบาๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจะลงมือยามรุ่งสาง ยึดเมืองเหยี่ยนให้ได้ภายในสองชั่วยาม!”
ยามรุ่งสางเป็นยามที่มืดที่สุด สายลมยามรุ่งสางของต้นฤดูใบไม้ผลิยังมีความหนาวเย็นเข้ากระดูก แต่ตอนนี้ทหารที่อยู่นอกเมืองเหยี่ยนกลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย พวกเขามองดูเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในความมืดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย
เว่ยจวินมั่วยืนอยู่ด้านหน้ากองทัพ ติดตามมาด้วยลิ่นฉังเฟิง เฉินซิว และเซวียปิน สมแล้วที่เกิดมาในตระกูลแม่ทัพ สองสามปีที่ผ่านมาเฉินซิวและคนอื่นๆ ต่างก็ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ลิ่นฉังเฟิงดึงบังเหียน เอ่ยอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย “จวินมั่ว แม่นางมั่วจะทําได้หรือไม่ เรื่องเช่นนี้ไยเจ้าไม่ส่งข้าไปทำเล่า” ได้ยินว่าหนานกงมั่วพาคนเข้าเมืองไปก่อน คุณชายฉังเฟิงก็พลันโมโหขึ้นมา เรื่องเช่นนี้ให้สตรีไปทำได้อย่างไรกัน