หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 915 เคลื่อนทัพ (2)
ตอนที่ 915 เคลื่อนทัพ (2)
องค์หญิงฉังผิงหยุดเดิน แต่ไม่หันหน้ากลับมามอง
เว่ยหงเฟยเหลือบมองเว่ยจวินมั่วที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วจึงเอ่ย “เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าบิดาแท้ๆ ของเจ้าคือใคร ผ่านมาตั้งหลายปี เสด็จแม่ของเจ้าไม่เคยบอกเลยหรือ”
เว่ยจวินมั่วสายตาเย็นชา “มันเกี่ยวอันใดกับเจ้า”
เว่ยหงเฟยกัดฟัน สีหน้าของเขาชั่วร้าย “เกี่ยวอันใดกับข้าหรือ ข้าอยากรู้…ว่าผู้ชายคนไหนทำให้นางทรยศข้า ฮ่าๆ…แม้แต่บุตรชายแท้ๆ ของตัวเองยังไม่กล้าบอก ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเขาเป็นผู้ชายที่น่าขยะแขยงแค่ไหน…”
ปึก!
องครักษ์สองคนมองดูเว่ยหงเฟยด้วยสีหน้าที่เย็นชา พวกเขาอยากจะบีบคอบุรุษผู้นี้ให้ตาย โชคดีที่คุณชายและจวิ้นจู่ไม่ใช่คนที่ชอบเอาความโมโหไปลงที่คนอื่น ไม่เช่นนั้นหากได้ยินเรื่องไร้สาระเช่นนี้ พวกเขาคงตายไปร้อยครั้งแล้ว
“โอ๊ย…” เว่ยหงเฟยเจ็บจนตัวสั่น แต่กลับมององค์หญิงฉังผิงด้วยสายตาอาฆาตแค้นอย่างไม่ยอมแพ้ ผ่านไปชั่วครู่ องค์หญิงฉังผิงถอนหายใจเบาๆ ออกมา จากนั้นจึงหันกลับมาเอ่ยถาม “เว่ยจวินปั๋วอายุน้อยกว่าจวินเอ๋อร์เพียงห้าเดือน เว่ยหงเฟย ตั้งแต่ตอนที่ท่านแม่ของเจ้าพาลูกพี่ลูกน้องของเจ้ามาบอกกับข้าว่านางตั้งครรภ์ ตั้งแต่เห็นสายตาของเจ้าที่มองจวินเอ๋อร์เพียงแวบเดียวและอยากป่าวประกาศความจริงให้ใต้หล้ารู้ เจ้าก็ไม่มีทางได้รู้ความจริงไปตลอดชีวิต”
เว่ยหงเฟยสีหน้าแปรเปลี่ยน กัดฟันพลางเอ่ย “ถึงแม้…ถึงแม้จะมีปั๋วเอ๋อร์ แต่เจ้าทรยศข้าก่อน ไม่เช่นนั้น…เว่ยจวินมั่วจะมาจากไหน”
องค์หญิงฉังผิงยิ้มอย่างแผ่วเบา “ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แล้วเจ้าจะทำไมหรือ”
เว่ยหงเฟยกําหมัดแน่น มององค์หญิงฉังผิงอยู่เนิ่นนาน จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะแปลกๆ “ใช่ ข้าคงไม่ได้รู้ แต่เจ้าแน่ใจหรือ…ว่าลูกของเจ้าไม่อยากรู้ว่าบิดาแท้ๆ ของตัวเองคือใคร”
องค์หญิงฉังผิงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “สักวันหนึ่งเขาจะรู้เอง แต่ว่า…เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก เจ้าดูแลตัวเองเถิด” เอ่ยจบ องค์หญิงฉังผิงก็จับมือสาวใช้ที่คอยประคองอยู่ด้านข้างแล้วเดินออกไปทันใด ไม่ว่าเว่ยหงเฟยจะตะโกนเรียกอยู่ข้างหลังอย่างไรนางก็ไม่หยุดเดิน
“อุดปากแล้วยัดเข้าไปในรถ” คุณชายเว่ยเอ่ยอย่างเย็นชา เดิมไม่ได้คิดจะทํากับเขาเช่นนี้ ในเมื่อเขาหาเรื่องเอง พวกเขาก็จะไม่เกรงใจ
“ท่านแม่! ท่านแม่…” เสียงนุ่มนวลที่กำลังร้องไห้ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก เห็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยสวมชุดสีชมพูวิ่งเข้ามา ด้านข้างยังมีซังเจี้ยวที่สีหน้าจนใจ อีกทั้งด้านหลังยังมีเด็กน้อยคนหนึ่งและองครักษ์อีกสองคนเดินตามมาช้าๆ ด้วย
“ท่านแม่” เยาเยากระโดดเข้าไปหาหนานกงมั่ว กอดขาหนานกงมั่วแต่ไม่ยอมเอ่ยอันใด หนานกงมั่วยิ้มแล้วย่อตัวลงไปอุ้มนางขึ้นมา เด็กอายุสามขวบมีน้ำหนักพอสมควรแล้ว เว่ยจวินมั่วยื่นมือออกไปรับเยาเยามาไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง เยาเยามองดูท่านแม่ของนาง จากนั้นก็มองดูท่านพ่อ นางนั่งอยู่ในอ้อมแขนของท่านพ่ออย่างรู้ความ แต่กลับจ้องมองหนานกงมั่วด้วยสีหน้าน่าสงสาร
หนานกงมั่วบิดจมูกบุตรสาวเบาๆ “เกิดอันใดขึ้น ใครรังแกเยาเยาเช่นนั้นหรือ”
เยาเยาเบะปาก “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องการเยาเยากับพี่ใหญ่แล้วหรือเจ้าคะ”
“ไยถึงเอ่ยเช่นนี้ แม่ไม่ต้องการพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ป้าชวีบอกว่าท่านพ่อและท่านแม่จะไปแล้ว ท่านแม่จะทิ้งเยาเยาไป ท่านแม่ไม่ต้องการเยาเยากับพี่ใหญ่แล้ว” เอ่ยจบ นางก็ร้องห่มร้องไห้ เว่ยจวินมั่วลูบหัวบุตรสาว เอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ท่านพ่อและท่านแม่จะรีบกลับมา”
ถึงแม้เยาเยาจะฉลาด แต่นางมีอายุเพียงสามขวบเท่านั้น นางจะเข้าใจได้เช่นไร รู้เพียงว่าท่านพ่อและท่านแม่จะออกไปข้างนอกแต่กลับไม่พานางและพี่ใหญ่ไปด้วย เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านพ่อและท่านแม่ไม่ต้องการพวกตนแล้ว เยาเยากับพี่ใหญ่ก็จะกลายเป็นเด็กน่าสงสารที่ไม่มีพ่อแม่
“แง…”
คุณชายเว่ยไม่เคยเกลี้ยกล่อมเด็กได้ ทันทีที่เยาเยาร้องไห้เขาก็ทำอันใดไม่ถูก จึงมองไปยังหนานกงมั่ว
หนานกงมั่วถอนหายใจ ลูบหัวบุตรสาวเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เด็กดี เยาเยาน่ารักเพียงนี้ แม่จะไม่ต้องการเจ้าได้เช่นไร แต่ว่าพวกเราต้องไปช่วยเสด็จปู่เยี่ยนอ๋องของเจ้า…” และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
“เสด็จปู่เยี่ยนอ๋อง?” ดวงตาที่ยังมีรอยน้ำตาของเยาเยาเป็นประกาย ถึงแม้นางจะไม่เคยเห็นเสด็จปู่เยี่ยนอ๋อง แต่เสด็จปู่เยี่ยนอ๋องมักจะให้คนนำของเล่นและของอร่อยๆ มาให้พวกเขาตลอด เสด็จย่าฉังผิงบอกว่าเสด็จปู่เยี่ยนอ๋องคือวีรบุรุษที่เก่งมาก
หนานกงมั่วยิ้ม “ใช่แล้ว ท่านแม่และท่านพ่อช่วยเสด็จปู่เยี่ยนอ๋องได้แล้วก็จะพาเสด็จปู่มาหาเยาเยาด้วย เยาเยาอยากเจอเสด็จปู่เยี่ยนอ๋องไม่ใช่หรือ หากพวกเราไม่ไป ต่อไปเยาเยาอาจจะไม่มีของขวัญอีกแล้วก็ได้”
เยาเยาลำบากใจ มองพี่ชายตัวเองด้วยสีหน้าน่าสงสาร
แต่อานอานที่อายุสามขวบเหมือนกันกลับราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก เขาพยักหน้าให้น้องสาวแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่เอ่ยถูกต้องแล้ว ท่านพ่อและท่านแม่จะรีบกลับมา ไม่ใช่ไม่ต้องการพวกเราหรอก หากเยาเยาหลงทางอยู่ในจวนคนเดียว เยาเยาคงอยากให้ศิษย์พี่ซังซังมาช่วยเจ้าใช่หรือไม่” ดังนั้นเยาเยาได้ข้อสรุปมาจากไหนว่าท่านแม่ไม่ต้องการพวกเขาแล้วเล่า อานอานไม่เข้าใจความคิดของน้องสาวตัวเองนัก
เยาเยานึกถึงครั้งก่อนที่ตัวเองหนีจากเหล่าสาวใช้แล้วหลงทางอยู่ในจวนคนเดียว นางร้องไห้ด้วยความตกใจ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น บรรดาองครักษ์เพียงได้รับคำสั่งจากหนานกงมั่วให้จงใจทำเป็นไม่สนใจเยาเยาเท่านั้น
หรือว่าเสด็จปู่เยี่ยนอ๋องก็จะหลงทางเหมือนกัน
“เช่นนั้น…ก็ได้เจ้าคะ” เยาเยาครุ่นคิด จากนั้นเอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ “เช่นนั้น…”
“ยังมีอันใดอีกหรือ” หนานกงมั่วยิ้ม
เยาเยาเอ่ย “คืนนี้ท่านแม่ต้องมานอนกับเยาเยานะเจ้าคะ”
หนานกงมั่วยิ้ม “ไม่มีปัญหา”
“แล้วยังมีพี่ใหญ่และท่านพ่อด้วยเจ้าค่ะ” เยาเยาไม่ใช่เด็กใจแคบ มีเรื่องดีๆ นางก็จะแบ่งปันพี่ชาย แต่น่าเสียดายที่เสด็จย่าฉังผิงและป้าชวีบอกว่านางไม่ควรนอนกับพี่เจี้ยว
“ได้เลย เอาตามที่เยาเยาต้องการ”
ในลานฝั่งนี้ครอบครัวกำลังมีความสุขกันอยู่ แต่ที่หน้าประตูใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนักทางด้านหลัง เว่ยหงเฟยถูกองครักษ์สองคนนำตัวออกไปข้างนอก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น เดินมาถึงหน้าประตู อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง ก็เห็นหนานกงมั่วกําลังยิ้มอย่างอ่อนโยนเอ่ยกับเด็กผู้หญิงที่เว่ยจวินมั่วอุ้มอยู่ในอ้อมแขน บนใบหน้าเย็นชาและโหดเหี้ยมของเว่ยจวินมั่วปรากฏความอบอุ่นจางๆ ด้านข้างพวกเขายังมีเด็กผู้ชายสองคนยืนอยู่ ช่างเป็นครอบครัวที่มีความสุขเสียจริง
“มองอันใด ยังไม่เดินไปอีก” องครักษ์มองเว่ยหงเฟย เย้ยหยันสีหน้าอันขมขื่นของเว่ยฟงเฟย
ถึงแม้จะเกลี้ยกล่อมเยาเยาได้แล้ว แต่เมื่อพวกเขาจะออกเดินทางจริงๆ เยาเยาก็ร้องไห้โฮ ไม่เพียงแต่เยาเยา แม้แต่อานอานที่รู้ความก็ยังดวงตาแดงก่ำ มองดูบุตรสาวที่กอดขาตัวเองร้องไห้โฮ หนานกงมั่วทั้งจนใจและปวดใจ
ผู้คนที่ยืนมองอยู่ด้านข้างเห็นภาพนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของคุณชายเว่ย พวกเขาจึงรีบก้มหน้าลงแล้วกลั้นหัวเราะไว้
“เยาเยา ร้องไห้น่าสงสารเช่นนี้ช่างทำให้ผู้คนปวดใจจริงๆ” มักจะมีคนที่ไม่กลัวสายตาเย็นชาของคุณชายเว่ยอยู่ คุณชายฉังเฟิงเดินเข้ามาแล้วยิ้มพลางปรบมือให้เยาเยา “มา มาให้ข้าอุ้ม ข้าจะพาเจ้าไปด้วย”