หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 914 เคลื่อนทัพ (1)
ตอนที่ 914 เคลื่อนทัพ (1)
“เข้ามาเถิด” หนานกงมั่วเอ่ยตอบ
เซวียปินรีบเดินเข้ามาจากข้างนอก คุกเข่าลงบนพื้น “คุณชาย จวิ้นจู่ ขอร้องพวกท่านเคลื่อนทัพช่วยท่านพ่อของข้าด้วย”
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ หนานกงมั่วก็อดยิ้มไม่ได้ นางจึงเลิกคิ้วแล้วเอ่ยว่า “ข่าวของเจ้าช่างรวดเร็ว”
เซวียปินไม่สนใจอันใดทั้งนั้น เอ่ยอย่างเป็นกังวล “คุณชาย ท่าน…ท่านพ่อของข้า…” หลังจากได้ยินข่าวว่าอิ่งชวนถูกโอบล้อม เซวียปินก็ตกใจ ไม่ทันได้คิดอันใดให้ดีก็พุ่งมาหาคุณชายและจวิ้นจู่แล้ว หนานกงมั่วหยอกเขาเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ย “ลุกขึ้นเถิด พวกเรารู้เรื่องนี้แล้ว”
“เช่นนั้น…”
“ไปเตรียมตัว อีกสามวันออกเดินทาง”
เซวียปินชะงักไป จากนั้นพลันดีใจ กระโดดขึ้นพลางเอ่ยเสียงดัง “ขอบคุณคุณชาย ขอบคุณจวิ้นจู่ขอรับ”
มองดูเซวียปินวิ่งออกไปด้วยท่าทีดีใจ หนานกงมั่วหันหลังกลับมาเอ่ยกับเว่ยจวินมั่วอย่างหนักแน่น “ข้ารู้ว่าครั้งนี้มันอันตราย แต่…ข้าต้องไป ตกลงเอาตามนี้หรือไม่”
“…”
กองทัพใหญ่กำลังจะออกเดินทาง ฉับพลันบรรยากาศในเฉินโจวเริ่มตึงเครียดขึ้นมา แม้แต่ในจวนว่าการที่เงียบสงบมาตลอดก็ยังดูเคร่งขรึม รู้ว่าบุตรชายกับสะใภ้กำลังจะไปออกรบ องค์หญิงฉังผิงจึงถอนหายใจ แล้วสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมสัมภาระให้พวกเขา
ถึงแม้องค์หญิงฉังผิงอยากให้บุตรชายของนางมีชีวิตที่สงบสุขและมั่นคงในเฉินโจวไปตลอดชีวิต แต่นางก็รู้สถานการณ์ภายนอกในตอนนี้ดี เสด็จพี่สามของนางกําลังทำศึกกับกองทัพของราชวงศ์ เสด็จพี่ห้าเหลือเขตปกครองเพียงอี้โจว หากไร้อํานาจก็เป็นได้เพียงหุ่นเชิดรอความตายเท่านั้น ตอนนี้หลานชายอย่างเว่ยจวินมั่วไม่ช่วยเหลือแล้วใครจะช่วย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยว่าหากเยี่ยนอ๋องพ่ายแพ้ เกรงว่าพวกเขาก็คงไม่ได้มีชีวิตสงบสุขในเฉินโจวอยู่ดี
“เสด็จแม่ พวกเราจะต้องไป ดังนั้นอานอานและเยาเยา…” หนานกงมั่วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด องค์หญิงฉังผิงส่ายหน้า เอ่ย “อานอานและเยาเยาเป็นหลานของแม่ พวกเจ้าไม่ต้องห่วง แต่ว่าอู๋สยา…จวินเอ๋อร์นำทัพออกไปรบข้าไม่ว่าอันใด เพียงแต่ไยเจ้าถึงต้องไปด้วย หากเกิดอันใดขึ้น…”
หนานกงมั่วจับมือองค์หญิงฉังผิงแล้วเอ่ยตอบแผ่วเบา “เสด็จแม่ เสด็จลุงเยี่ยนอ๋องกับกองทัพของเซียวเชียนเยี่ยต่อสู้กันมาถึงสองปี พวกเขาทั้งสองฝ่ายกำลังคับแค้นใจ เกรงว่าครั้งนี้…จวินมั่วไปคนเดียวไม่อาจวางใจได้ เสด็จแม่อย่าได้กังวล ถึงแม้หม่อมฉันจะทําสงครามไม่เป็น แต่ก็มีวรยุทธ์ ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเป็นอันใดแน่นอนเพคะ”
องค์หญิงฉังผิงจนใจกับความดื้อรั้นของหนานกงมั่ว ทั้งยังชื่นชมความรักของอีกฝ่ายที่มีต่อบุตรชาย นางจึงถอนหายใจแล้วพยักหน้า “ก็ได้ แม่ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ แม่จะดูแลเยาเยาและอานอานเอง พวกเจ้าไม่ต้องห่วง”
หนานกงมั่วยิ้มแล้วพยักหน้า “เรื่องใหญ่และเรื่องเล็กในเฉินโจวพวกหม่อมฉันจัดการหมดแล้ว คงไม่มีเรื่องใหญ่อันใด ในจวนมีอาจารย์และอาจารย์อาอยู่ หม่อมฉันคงไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเสด็จแม่และลูกๆ แต่ว่าเยาเยาซน เสด็จแม่คงต้องเหนื่อยหน่อยนะเพคะ”
องค์หญิงฉังผิงกลับไม่รู้สึกเหนื่อย ถึงแม้เยาเยาจะซนแต่นางก็เป็นเด็กรู้ความ แต่ว่าอานอานสุขุมเกินไป จนบางครั้งองค์หญิงฉังผิงก็อยากให้เขาร่าเริงเหมือนเยาเยา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อก่อนองค์หญิงฉังผิงก็คิดไม่ถึงว่าลูกชายที่สุขุมเย็นชา ไม่ชอบไปมาหาสู่กับคนอื่น จะมีความรักที่ลึกซึ้งเช่นนี้ได้ องค์หญิงฉังผิงเกลียดเว่ยหงเฟยที่ทำให้นางผิดหวัง ดังนั้นเมื่อได้เป็นแม่สามี นางจึงไม่อยากเพิ่มปัญหาให้บุตรชายและสะใภ้ หากบุตรชายของนางเป็นคนเจ้าชู้ นางก็จะปกป้องสะใภ้มากกว่า แต่ในเมื่อบุตรชายเป็นคนรักเดียวใจเดียว นางก็อยากให้ครอบครัวสามัคคีปรองดองกัน สําหรับความเกลียดชังที่มีต่ออนุภรรยาของสามีตัวเองในยามนั้น อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านมาอีกก็ยังพยายามหาอนุภรรยาให้บุตรชายของตัวเอง องค์หญิงฉังผิงย่อมไม่เข้าใจ
“เอาล่ะ มีอาเจี้ยวอยู่ แม่ไม่เหนื่อยหรอก” องค์หญิงฉังผิงยิ้ม “ในเมื่อจะออกเดินทาง ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องในจวนแล้ว อยู่ในสนามรบจะคิดฟุ้งซ่านไม่ได้”
คุณชายเว่ยที่นั่งฟังทั้งสองพูดจากันอยู่ด้านข้างพยักหน้าลงเบาๆ เอ่ย “ขอบคุณเสด็จแม่ เสด็จแม่ไม่ต้องห่วง ลูกกับอู๋สยาจะรีบกลับมา”
องค์หญิงฉังผิงพยักหน้า แม้จะรู้ว่าลูกชายปลอบใจตัวเอง แต่ได้ยินคําสัญญาที่ออกมาจากปากของเขา ก็ย่อมสบายใจขึ้นมาก
“รายงานคุณชาย จวิ้นจู่ นำตัวมาแล้วขอรับ” นอกประตู องครักษ์เอ่ยอย่างเคร่งขรึม
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว มองไปที่องค์หญิงฉังผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าลําบากใจ องค์หญิงฉังผิงขมวดคิ้ว “เว่ยหงเฟย?” องค์หญิงฉังผิงรู้ตั้งนานแล้วว่าเว่ยหงเฟยถูกขังอยู่ในคุกของจวนว่าการ แต่สองปีที่ผ่านมานางไม่เคยเอ่ยว่าอยากไปเจอเขา ราวกับลืมไปแล้วว่ามีคนผู้นี้อยู่ ความสัมพันธ์ในสมัยแรกรุ่นระหว่างนางและเว่ยหงเฟยได้ถูกทําลายไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว เมื่อหย่ากันแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอีก
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เอ่ย “พาเขาไปด้วยอาจมีประโยชน์”
องค์หญิงฉังผิงพยักหน้าแล้วเอ่ย “เจ้าจัดการเถิด แม่ขอตัวกลับก่อน” ความหมายก็คือนางไม่อยากเจอเว่ยหงเฟย เว่ยจวินมั่วก็ไม่ฝืนใจเสด็จแม่ เขาลุกขึ้นตามหนานกงมั่วแล้วเอ่ย “ถวายพระพรเสด็จแม่”
ออกมาจากประตูห้องโถงก็เห็นเว่ยหงเฟยถูกคนคุ้มกันยืนคุมตัวอยู่ใต้ชายคา นับดูแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พบกับเว่ยหงเฟยคือเมื่อห้าปีก่อน องค์หญิงฉังผิงยังคงดูอ่อนเยาว์และสวยงาม เพราะสองสามปีที่ผ่านม นางมีชีวิตที่ราบรื่น มีบุตรชายและสะใภ้ที่กตัญญู มีหลานชายและหลานสาว ความเย็นชาและเฉยเมยบนใบหน้าของนางจางหายไปไม่น้อย มีเพียงความสง่างามขององค์หญิงแห่งราชวงศ์ แต่เว่ยหงเฟยกลับดูน่าอนาถ เขาเป็นถึงจวิ้นอ๋อง แม้เว่ยจวินมั่วดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่อยู่ในคุกไม่เห็นแม้แต่ดวงอาทิตย์จะดีเพียงใดกัน เว่ยหงเฟยอายุมากกว่าองค์หญิงฉังผิงเพียงสองสามปีเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาดูห่างกันเป็นสิบกว่าปี ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยได้รับการบํารุงเป็นอย่างดี ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยริ้วรอย ผ่ายผอมซีดเซียวเพราะไม่ได้เจอแสงแดดมาเนิ่นนาน เส้นผมของเขาเต็มไปด้วยผมหงอกทั้งที่เพิ่งอายุเพียงสี่สิบ แต่กลับดูแก่ตัวไม่น้อย
เห็นองค์หญิงฉังผิงเดินออกมา สีหน้าของเว่ยหงเฟยก็ทะมึนขึ้น ความรู้สึกดีๆ ของทั้งสองฝ่ายเมื่อตอนแรกรุ่น ความแค้นตลอดยี่สิบกว่าปี ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกัน อีกฝ่ายยังคงมีชีวิตสุขสบาย แต่ตนเองกลับกลายเป็นนักโทษ เว่ยหงเฟยอยากจะเอาหน้ามุดดินหนี
องค์หญิงฉังผิงไม่ได้สนใจเว่ยหงเฟย เพียงชายตามองแล้วชะงักไปเล็กน้อย ราวกับคิดไม่ถึงว่าจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องที่หยิ่งผยองในตอนนั้นจะกลายเป็นชายเฒ่าที่อยู่ตรงหน้าตัวเองยามนี้ นางหันหน้าหนีไปช้าๆ แล้วเดินจากไป
“หยุดก่อน” เว่ยหงเฟยอดไม่ได้ที่จะเรียกนาง
ปึก องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างต่อยเข้าที่ท้องของเขา ทำให้เว่ยหงเฟยเจ็บจนล้มลงทันที
ถูกขังมาตั้งสองปีกว่าแล้วยังไม่ยอมอยู่นิ่งๆ คงอยากถูกต่อยจริงๆ
เว่ยหงเฟยกัดฟัน เอ่ยเสียงขรึม “เว่ยจวินมั่ว…เป็นลูกของใครกันแน่”