หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 889 เชลยศึก (2)
ตอนที่ 889 เชลยศึก (2)
ซวีจิ่วส่งเสียงหึขึ้นมา ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เห็นชัดว่าไม่ใส่ใจต่อความโกรธของเว่ยจวินปั๋ว เว่ยจวินปั๋วกัดฟัน เอ่ย “เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะหยุดกองกำลังได้หรือ เจ้าทำให้น้องรองต้องสลบ แน่นอนว่าต้องมีขุนพลคนอื่นมา หรือว่าเจ้าจะไล่ทุกคนเลยอย่างนั้นหรือ”
ซวีจิ่วเองไม่ร้อนใจ “แน่นอนว่าข้าไม่อาจไล่ทุกคนได้ แต่ว่าคุณชายท่านทำได้นี่ หากข้าจำไม่ผิด อำนาจทางการทหารจวนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องอยู่ในมือของท่านมิใช่หรือ หากมีทหารออกจากค่ายแม้เพียงคนเดียว ข้ารับรองได้ว่าท่านจะต้องเสียใจ” เอ่ยจบ จึงยัดยาหนึ่งเม็ดเข้าในปากเว่ยจวินปั๋วอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว บังคับให้เขากลืนลงไป
“เจ้าให้ข้ากินอันใด” เว่ยจวินปั๋วจับที่ลำคอของตนเอง
ซวีจิ่วเอ่ย “คุณชายใหญ่ควรจะรู้ ซิงเฉิงจวิ้นจู่เป็นศิษย์น้องของหมอเทวดาอย่างคุณชายเสียนเกอ ยาเม็ดนี้เป็นยาที่ซิงเฉิงจวิ้นจู่มอบให้ ส่วนจะเป็นอะไร…ข้าเองก็ไม่รู้”
ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่รู้ยิ่งทำให้คนหวาดกลัว เวลาเพียงไม่นานในหัวของเว่ยจวินปั๋วไม่รู้ว่ามีสิ่งน่ากลัวมากมายปรากฏขึ้นมามากเพียงใดแล้ว ใบหน้าที่พยายามนิ่งสงบซีดขาวขึ้นเรื่อยๆ
เนิ่นนาน ภายใต้สายตาเรียบนิ่งของซวีจิ่ว เว่ยจวินปั๋วก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง “ข้ารู้แล้ว”
ยามนี้พื้นที่ที่ห่างออกไปจากเอ้อโจวนับร้อยลี้เองก็ไม่สงบนัก ซังหรงนำทหารม้าหลายสิบนายควบม้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว หลายวันมานี้ถูกหนานกงชวี่พัวพันวุ่นวายไม่อาจสลัดให้หลุดได้ เพียงแต่ซังหรงเองก็ไม่ได้เสียเปล่า เมื่อได้อยู่ด้วยกันมาหลายวันในที่สุดซังหรงก็ล่วงรู้ถึงแผนการของเว่ยจวินมั่วแล้ว ลองคำนวณเวลาเหลือเวลาไม่มาก ในที่สุดซังหรงก็สลัดหนานกงชวี่ได้ รีบเดินทางออกมาจากอำเภอชิงหยาง ทว่ายามนี้ที่ที่ซังหรงจะไปไม่ใช่เอ้อโจว แต่เป็นเมืองข้างๆ เอ้อโจวอย่างซิ่นหลิง ตอนนี้ต่อให้เขารีบกลับไปก็คงป้องกันหุบผาอี๋เซี่ยนเอาไว้ไม่ได้แล้ว แต่ว่าหุบผาอี๋เซี่ยนเป็นด่านแรกคงต้องเจอศึกหนักเป็นแน่ ขอเพียงเขาเคลื่อนกองกำลังรักษาการณ์ซิ่นหลิงไปสนันสนุน สมทบเข้ากับกองกำลังรักษาการณ์เอ้อโจวล้อมทหารกบฏเอาไว้ในหุบผาอี๋เซี่ยนคงไม่ใช่เรื่องยาก
เพียงแต่…
ซังหรงดึงบังเหียนเอาไว้ มองดูคนที่ปรากฏตัวขึ้นกลางเส้นทางพร้อมขมวดคิ้วมุ่น
หนานกงชวี่อยู่ในชุดผ้าธรรมดา ดูทั้งอ่อนแอและซีดเซียวในแบบของผู้ร่ำเรียนตำราปรากฏตัวท่ามกลางความมืด ทว่าหว่างคิ้วคมนั้นมีความเย่อหยิ่งและอวดดี หนานกงชวี่นั่งอยู่บนหลังม้า ดึงบังเหียนแล้วก้าวเดินตรงไปด้านหน้าสองก้าว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่ทัพซัง ทิ้งแขกอยู่บ้านคนเดียวตนเองออกไปเที่ยวเล่น เกรงว่าคงไม่ใช่วิธีรับแขกกระมัง”
ซังหรงส่งเสียงหยัน “มาเองโดยมิได้เชิญ คุณชายหนานกงนี่เป็นวิธีการของแขกหรือ”
หนานกงชวี่เองก็ไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเราต่างเสียมารยาท มิสู้พวกเราไปหาที่นั่งดื่มกันสักหน่อย ข้าจะได้ขอโทษแม่ทัพซังด้วยเป็นอย่างไร”
ซังหรงเอ่ยเสียงเข้ม “หนานกงชวี่ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดจะทำการใด แต่ว่าจุดยืนและหลักการเจ้ากับข้านั้นแตกต่าง ตอนนี้ข้าเพียงถามเจ้า จะหลีกทางหรือไม่”
หนานกงชวี่ส่ายศีรษะ “ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ จะปล่อยให้ท่านแม่ทัพผ่านไปได้ง่ายๆ ได้เยี่ยงไร”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน” ซังหรงเอ่ยเสียงดัง
หนานกงชวี่ยกมือขึ้นมา กลุ่มชายชุดดำพุ่งออกมาจากถนนบนเขาทั้งสองด้าน ชั่วพริบตาพลันปิดกั้นเส้นทางเอาไว้แม้น้ำยังไม่อาจผ่านได้ หนานกงชวี่เอ่ย “บางทีหากเมื่อครู่ท่านแม่ทัพควบม้าผ่านเลยไปไม่หยุดอาจมีโอกาสสำเร็จได้บ้าง แต่ว่าตอนนี้ท่านแม่ทัพคิดว่าท่านจะทะลุออกไปได้หรือไม่”
ใบหน้าของซังหรงทะมึน ปิดปากไม่เอ่ยวาจา
หนานกงชวี่มองซังหรง สายตามีแววเห็นใจ “แม่ทัพซัง ความจริง…ต่อให้ข้าปล่อยท่านไปซิ่นหลิง ท่านก็ไม่อาจเคลื่อนกองกำลังได้ เซียวเชียนเยี่ยด้อยค่าคำรายงานของท่าน อีกทั้งความสัมพันธ์ของท่านกับฮุยเอ๋อร์และมั่วเอ๋อร์ถูกเว่ยหงเฟยป่าวประกาศไปทั่ว ตอนนี้ไม่มีขุนพลผู้ใดกล้าให้ท่านยืมทหารแล้ว”
สีหน้าของซังหรงทะมึนขึ้น เมื่อมองให้ดีจะเห็นความโศกเศร้าและผิดหวังอยู่ในนั้น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องเสียมารยาทแล้ว พุ่งผ่านไป”
หนานกงชวี่ถอนหายใจ ถอยออกไปอยู่ด้านข้าง ออกคำสั่ง “อย่าทำให้แม่ทัพซังบาดเจ็บ”
บนหุบผาอี๋เซี่ยน สงครามตั้งแต่กลางดึกจนจวนรุ่งเช้า ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้เว่ยหงเฟยก็ไม่เห็นกองกำลังสนับสนุนที่เขาเฝ้ารอ แผนการปิดล้อมกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า แม้จะอาศัยชัยภูมิจากธรรมชาติ แต่ในสถานการณ์ที่ทหารไม่ได้เปรียบและถูกศัตรูโจมตีก่อน เว่ยหงเฟยก็ไม่ได้เปรียบอันใดมากนัก เมื่อครั้งที่แสงสว่างปรากฏขึ้นสู่เส้นขอบฟ้า กองกำลังไท่หนิงชุดแรกก็สามารถปีนขึ้นมายังจุดสำคัญที่สุดของหุบผาอี๋เซี่ยนได้สำเร็จ และเป็นที่ตั้งของค่ายประจำการ หลังจากนั้นทหารประจำการที่เฝ้ารอกองกำลังสนับสนุนก็สิ้นหวังแล้วในที่สุด พวกเขาไม่อาจเอาชนะกองกำลังไท่หนิงได้เมื่อพวกเขาอยู่ในชัยภูมิที่มีอันตรายทางธรรมชาติ ยิ่งไม่อาจเอาชนะได้ในสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าตัวต่อตัวในยามที่กำลังเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ชั่วพริบตากองทัพพ่ายแพ้ลงราวกับภูเขาพังทลาย
เว่ยหงเฟยถูกกองกำลังไท่หนิงปิดล้อมเอาไว้หนาแน่น เขายกกระบี่ขึ้นมาจ่อลำคออย่างสิ้นหวัง ทว่าไม่อาจทำใจเฉือนลงได้ สุดท้ายจึงโยนกระบี่ในมือทิ้งไป
เว่ยจวินมั่วและลิ่นฉังเฟิงเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าและเห็นภาพนั้นพอดี คุณชายฉังเฟิงเลิกคิ้วด้วยความสนอกสนใจ ดูเหมือนจิ้งเจียงจวิ้นอ๋องจะไม่ใช่ขุนนางที่อุทิศตนแก่ประเทศได้แล้ว กลัวตายก็ไม่ต้องทำตัวเป็นผู้กล้าเสียสิ ทำให้ผู้คนหัวเราะเสียเปล่า หันกลับไปมองเว่ยจวินมั่วที่ยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าของคุณชายเว่ยเรียบนิ่งดูไม่เหมือนกำลังมองเรื่องตลก ทว่าราวกับกำลังมองตัวตลกที่ไร้ความสำคัญอย่างไรอย่างนั้น
แน่นอนว่าเว่ยหงเฟยเองก็มองเห็นเว่ยจวินมั่วและลิ่นฉังเฟิง ชั่วพริบตาใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวคล้ำขึ้นมา การพบกันในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับเว่ยหงเฟยแล้วช่างกระอักกระอ่วน
คุณชายฉังเฟิงเคาะปลายจมูกเบาๆ ส่งสัญญาณมือ ออกคำสั่ง “เอาตัวไปก่อนเถิด”
“ขอรับ” นายทหารทั้งสองก้าวเดินมาด้านหน้า เตะกระบี่ของเว่ยหงเฟยออกไป ควบคุมตัวเขาซ้ายขวาเดินออกไป
“ปล่อยข้า เว่ยจวินมั่ว เจ้าลูกไม่รักดี ยังไม่ปล่อยข้าอีก”
คุณชายเว่ยราวกับไม่ได้ยินคำเอ่ยของเขา หมุนตัวเดินเข้าไปยังกระโจมใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ลิ่นฉังเฟิงมองตามแผ่นหลังของเว่ยจวินมั่ว เดินเข้าไปหาเว่ยหงเฟยด้วยรอยยิ้มตาหยี เว่ยหงเฟยเบิกตาจ้องชายหนุ่มตรงหน้าอย่างระแวดระวัง แน่นอนว่าเขารู้จักลิ่นฉังเฟิง คุณชายใหญ่เชื้อสายหลักตระกูลลิ่นที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูล ตั้งแต่เด็กชอบอยู่เคียงข้างเว่ยจวินมั่ว กระทั่งเว่ยจวินมั่วจากจินหลิงไปอยู่โยวโจว เขาเองก็เข้าร่วมก่อกบฏกับเยี่ยนอ๋องด้วย “ลิ่นฉังเฟิง เจ้าคิดจะทำอันใด”
ลิ่นฉังเฟิงยกยิ้ม เอ่ย “ท่านอ๋อง ท่านนึกว่า…สงครามเป็นการละเล่นหรือที่ต้องเชิญแขกมากินข้าว ตอนนี้ท่านเป็นเชลย รู้หรือไม่ว่าเชลยคือันใด”
“ไร้สาระ ข้าไม่ใช่…”
“ไม่ใช่อันใดหรือ ไม่ใช่เชลยหรือ” คุณชายฉังเฟิงมองเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ “เช่นนั้นท่านคือ…”
“เพราะพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าเล่นสกปรก…” วาจาเช่นนี้ เว่ยหงเฟยเองยังไม่มีหน้าจะเอ่ยต่อไป
“หึๆ “ คุณชายฉังเฟิงมองชายตรงหน้าราวกับกำลังมองคนโง่ พลันรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา เริ่มเข้าใจเว่ยจวินมั่วว่าไยเขาจึงมองข้ามเว่ยหงเฟย เพราะคนผู้นี้ไม่มีความจำเป็นต้องสนใจ