หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 879 ความแคลงใจระหว่างจักรพรรดิและขุนนาง (1)
ตอนที่ 879 ความแคลงใจระหว่างจักรพรรดิและขุนนาง (1)
หนานกงชวี่เอ่ย “ระหว่างนี้ฮุยเอ๋อร์ก็อยู่ที่เฉินโจวไปก่อน รอเข้ายึดเอ้อโจวได้แล้วค่อยว่ากันอีกที” เขาจ้องมองน้องชายที่ไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยต่อไปว่า “หากไม่อยากให้ซังหรงเดือดร้อน ทางที่ดีเจ้าอย่าได้คิดหนีไปไหนเด็ดขาด หากผู้อื่นพบเห็นเจ้าอยู่ในเฉินโจว ซังหรงจะไม่ได้ตายเพราะถูกเว่ยจวินมั่วฆ่าแต่จะตายเพราะเจ้าแทน”
หนานกงฮุยอึ้งไปชั่วขณะ หนานกงชวี่หันไปเอ่ยกับหนานกงมั่วต่อ “หาหนังสือมาให้เขาอ่านเสียหน่อย ดูว่าสามารถ…” ทำให้เขาฉลาดขึ้นบ้างหรือไม่ น้องชายของเขาโง่เขลาถึงเพียงนี้ ถือเป็นการเย้ยหยันสายเลือดตระกูลเมิ่งซื่อโดยแท้
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่” หนานกงมั่วพยายามกลั้นขำเอาไว้
เมื่อเห็นสีหน้าของหนานกงมั่ว จิตใจของหนานกงชวี่ก็อ่อนลงไปมาก “เจ้า…เจ้าเองก็ต้องถนอมกายด้วย อย่าหักโหมจนเกินไป” เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นอกจากคำพูดเป็นห่วงแล้ว หนานกงชวี่ก็นึกเรื่องอื่นที่จะต้องกำชับไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนี้ หนานกงชวี่กลับรู้สึกว่าการที่หนานกงฮุยเป็นคนซื่อบื้อเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแต่อย่างใด เพราะหากน้องชายและน้องสาวต่างฉลาดปราดเปรื่องเฉกเช่นหนานกงมั่ว เช่นนั้นแล้วพี่ใหญ่จะมีประโยชน์อันใด
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์ขอรับ” ซังเจี้ยวเดินเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าอ่อนเยาว์เจือด้วยสีหน้าฉุนเฉียว ทว่าหลังจากเห็นหน้าของหนานกงมั่วแล้ว สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นมาทันใด จากนั้นก็หันไปคารวะหนานกงชวี่และหนานกงฮุยที่นั่งอยู่ด้านข้างหนานกงมั่วด้วยสีหน้าแปลกใจ หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “มากล่าวทักทายผู้ใหญ่เร็วเข้า ท่านนี้คือพี่ใหญ่ของข้า ส่วนท่านนี้คือพี่รองของข้า”
ซังเจี้ยวพยักหน้าเบาๆ พลางเดินเข้าไปหาทั้งสอง “ซังเจี้ยวคารวะอาจารย์ลุงใหญ่และอาจารย์ลุงรองขอรับ”
คุณชายหนานกงทั้งสองต่างพากันฉีกยิ้มด้วยอาการฝืน พวกเขาไม่เคยถูกเรียกขานว่าอาจารย์ลุงมาก่อน ยังดีที่คุณชายใหญ่หนานกงพอมีประสบการณ์มาบ้าง และก็นึกถึงใครบางคนที่ยังอยู่ในโยวโจว จึงพยักหน้าเบาๆ พลางตอบว่า “ไม่ต้องมากพิธี เรียก…ท่านลุงก็พอ” เรียกอาจารย์หนึ่งวัน เปรียบดั่งเป็นบิดามารดาชั่วชีวิต เรียกท่านลุงดีกว่า ถึงแม้ว่าหลานชายคนนี้จะโตแล้ว แต่หากเทียบกับการถูกเรียกว่าอาจารย์ลุง คุณชายใหญ่หนานกงรู้สึกว่าการถูกเรียกเช่นนี้เขารับได้มากกว่า
ซังเจี้ยวหันไปมองหนานกงมั่ว หนานกงมั่วจึงพยักหน้าเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
ซังเจี้ยวจึงเอ่ย “คารวะท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองขอรับ”
แน่นอนว่าหนานกงชวี่และหนานกงฮุยย่อมต้องให้ของขวัญแรกพบหน้าแก่เขาอยู่แล้ว ซังเจี้ยวจึงกล่าวขอบคุณทั้งสอง หนานกงมั่วเอ่ยว่า “เมื่อครู่นี้ข้าเห็นสีหน้าของเจ้าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก เจ้าออกไปเล่นมิใช่หรือ เกิดอันใดขึ้นหรืออย่างไร” ซังเจี้ยวพึ่งจะอายุสิบเอ็ดขวบ ทว่าเขาตัวเล็กกว่าเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาก ยิ่งไปกว่านั้นหนานกงมั่วเองก็ไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่อายุสิบกว่าปีจริงๆ นางย่อมต้องเห็นเขาเป็นเด็กน้อยอยู่แล้ว
ซังเจี้ยวเม้มปากเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “เมื่อครู่นี้ ตอนที่อยู่ข้างนอก…ข้าเจอ…หวง…” ซังเจี้ยวไม่อยากจะเรียกหวงซิ่วไฉว่าบิดา ครั้นจะเอ่ยออกมาก็กลัวอาจารย์ของเขาจะรู้สึกว่าเขานั้นอกตัญญูจึงหยุดชะงักไป
หนานกงมั่วขมวดคิ้วแน่น “ไปเจอได้เช่นไร”
“ข้าเดินออกมาจากร้านขายหนังสือ เขาก็รออยู่ที่ประตูแล้ว ดูเหมือนว่า…ก่อนหน้านี้เขาพึ่งจะทะเลาะกับแม่นางตระกูลหลี่ สีหน้าท่าทางของเขาค่อนข้างผิดหวังพอสมควร เขายังบอกอีกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเขาเองที่ทำไม่ถูก และยังบอกกับข้าว่าต่อไปภายภาคหน้าจะดูแลข้าเป็นอย่างดี…” น้ำเสียงของซังเจี้ยวเบาลงกว่าเดิม “ให้ข้าช่วยเขาถามตำแหน่งงานขุนนางกับท่านอาจารย์ มิฉะนั้นข้าก็จะเป็นคนที่อกตัญญู ท่านอาจารย์ ภายภาคหน้าข้าจะกตัญญูต่อท่านอาจารย์และอาจารย์ชายอย่างแน่นอน แต่ข้าไม่อยากกตัญญูต่อเขา” เอ่ยจบก็หันไปมองหนานกงมั่วด้วยสีหน้ากังวลใจ มือน้อยๆ กำชายเสื้อของเขาไว้แน่น
เขาอยากจะเป็นศิษย์ที่เชื่อฟังที่สุดในสายตาของอาจารย์ แต่ไม่อยากจะให้อภัยคนผู้นั้นจริงๆ และถึงแม้คนผู้นั้นจะไม่ได้ใช้ให้เขามาขอตำแหน่งขุนนาง เขาก็ไม่อยากจะให้อภัยคนผู้นั้นอยู่ดี เพราะว่ามารดาและน้องสาวของเขาได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ
เมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีวันหวนกลับมาอีก ไม่ว่าคนผู้นั้นจะทำอันใดให้เขามากมายแค่ไหน แต่มารดาและน้องสาวของเขาก็ได้หายไปจากโลกนี้แล้ว
หนานกงมั่วเห็นว่าเขากำลังวิตกกังวลแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดที่ควรค่าให้เจ้าวิตกกังวลเลย หากเจ้าไม่ชอบ สั่งคนไล่เขาไปให้พ้นก็สิ้นเรื่อง”
ซังเจี้ยวได้ยินเช่นนี้ก็รีบเงยหน้าขึ้นมองหนานกงมั่วทันควัน ผู้คนใต้หล้าล้วนให้ความสำคัญกับความกตัญญูเป็นหลัก นักปราชญ์มากมายต่างก็เอ่ยอยู่เสมอว่า ‘ใต้หล้านี้ บุพการีถูกต้องเสมอ’ แต่ทว่า…บิดาของเขากระทำสิ่งเหล่านี้ เขาที่เป็นบุตรชายควรจะต้องเชื่อฟังโดยปราศจากซึ่งความคับแค้นใจเช่นนั้นหรือ หากเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะเอาอันใดไปกตัญญูต่อมารดาของเขาเล่า
เมื่อเห็นใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยสีหน้าตกใจ หนานกงมั่วก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พลางเอ่ย “พอแล้ว ขอเพียงเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง เจ้าไปทำก็สิ้นเรื่อง ข้ามีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็คือห้ามรังแกและทำร้ายผู้บริสุทธิ์ วันข้างหน้าหากจวินมั่วเห็นเจ้าลังเลกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เขาจะต้องจัดการเจ้าอย่างแน่นอน”
ซังเจี้ยวได้ยินแล้วก็หดคอเป็นเต่าทันที เมื่อนึกถึงเว่ยจวินมั่วที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าแต่ดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างมาก เขาเคยฟังบรรดาองครักษ์และน้าชวีเล่าว่าอาจารย์ชายนั้นโหดเหี้ยมและน่ากลัวเพียงใด ให้เขากตัญญูต่ออาจารย์ชาย…ฟังดูเหมือนเป็นการทดสอบความศรัทธาของเขาอย่างจริงจัง เขาควรกลับไปพิจารณาให้รอบคอบก่อนดีกว่ากระมัง
ทว่าใบหน้าที่กลัดกลุ้มใจเมื่อครู่นี้ก็ได้หายไปอย่างปลิดทิ้ง ซังเจี้ยวรีบพยักหน้า เอ่ยเสียงดังฟังชัด “ขอรับ ท่านอาจารย์”
หนานกงมั่วเห็นแล้วพลันยิ้มออก พยักหน้าเบาๆ แต่จู่ๆ นางก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา หากเยาเยาและอานอานของนางโตขึ้น จะน่ารักน่าชังเหมือนเช่นซังเจี้ยวหรือไม่
เมืองเสียนหนิง
เว่ยจวินมั่วนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ กำลังจ้องมองผู้คนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าและแววตาเย็นชา ในห้องโถงใหญ่ นอกจากฉินจื่อซวี่ที่ถูกลิ่นฉังเฟิงดึงตัวมาแล้ว สีหน้าของคนอื่นๆ ต่างก็เคร่งเครียดกันหมด การสู้รบครั้งที่ผ่านมาของกองกำลังไท่หนิงถือเป็นชัยชนะที่กวาดเรียบราวกับผ่าลำไผ่ก็ไม่ปาน ความรู้สึกภาคภูมิใจจึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ทว่ายามนี้กลับถูกเส้นทางเล็กๆ เช่นหุบผาอี๋เซี่ยนขวางทางเอาไว้ ช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาพวกเขาได้ทำการบุกโจมตีอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่เคยสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับเหล่าบรรดาโอรสคนโปรดของสวรรค์แล้วครั้งนี้ถือเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่เว่ยจวินมั่วที่อยู่ในฐานะแม่ทัพใหญ่กลับไม่สนใจไยดีเลยแม้แต่น้อย ราวกับกำลังเอ่ยกับพวกเขาว่า ‘ข้ากำลังรอดูพวกท่านหาวิธีโจมตีหุบผาอี๋เซี่ยนอยู่’ พลอยทำให้เหล่าบรรดาแม่ทัพต่างพากันร้อนใจเข้าไปใหญ่
เว่ยจวินมั่วจ้องมองเหล่าบรรดาผู้บังคับบัญชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนี้…หมายความว่าพวกท่านไม่มีวิธีอื่นแล้วอย่างนั้นหรือ”
หัวหน้าแม่ทัพกองกำลังไท่หนิงตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมาแม้แต่คำเดียว ราวกับว่ารับรู้ได้ถึงการดูหมิ่นของเว่ยจวินมั่วอย่างไรอย่างนั้น หัวหน้าแม่ทัพอีกคนก็อดเอ่ยตอบไม่ได้ว่า “พวกข้าน้อยไม่มีวิธี แล้วคุณชายเว่ยมีวิธีหรือไม่” สำหรับทหารธรรมดาทั่วไป เว่ยจวินมั่วถือเป็นคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบด้านความเก่งกาจในสนามรบเป็นอย่างมาก แต่สำหรับแม่ทัพแนวหน้าอย่างพวกเขา การที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของแม่ทัพที่อายุยังน้อยเช่นเว่ยจวินมั่วนั้นทำให้พวกเขาไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่หดหู่ที่สุดก็คือการที่คนผู้นี้มีอำนาจสั่งโยกย้ายพวกเขาได้อย่างง่ายดายนั้นไม่ใช่เพราะผลงานความดีความชอบในการรบของพวกเขาหรือเพราะตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของเขาสูงส่งแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ…เขามีเงินทองมากมายก่ายกอง
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาจงรักภักดีต่อหนิงอ๋องจึงพอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดหนิงอ๋องถึงได้ทำเช่นนี้ เกรงว่าแม่ทัพผู้นี้คงจะอดใจรอวันที่จะได้ด่าหนิงอ๋องอย่างสมใจแทบจะไม่ไหวแล้วกระมัง
เดิมทีความขัดแย้งก็มีมาตั้งแต่แรกเริ่ม เพียงแต่ว่าตอนนั้นทุกคนยังพอมีความยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลานานวันเข้า บวกกับการศึกสงครามที่ไม่ราบรื่น ความขัดแย้งนี้จึงปะทุขึ้นมาในที่สุด
เว่ยจวินมั่วเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจังและแววตาเฉยชา “หากข้ามีวิธีเล่า”
แม่ทัพผู้นั้นไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว พวกเขามีจำนวนคนมากมายที่ช่วยกันคิดทุกวันคืนก็ยังไม่สามารถหาวิธีโจมตีหุบผาอี๋เซี่ยนในระยะเวลาอันสั้นได้ เว่ยจวินมั่วจะมีมันสมองมากกว่าพวกเขาได้เยี่ยงไรกัน เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ย “หากแม่ทัพเว่ยสามารถโจมตีหุบผาอี๋เซี่ยนได้ พวกข้าน้อยก็จะ…”