หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 864 ถ้าโง่ก็อย่าเดินเพ่นพ่าน (3)
ตอนที่ 864 ถ้าโง่ก็อย่าเดินเพ่นพ่าน (3)
ชายชรามองทั้งสองแล้วจึงเอ่ย “โคมไฟดวงนี้แค่หนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะเท่านั้นขอรับ”
หญิงสาวผู้นั้นเอ่ย “ข้าให้ท่านสองร้อยอีแปะเลย”
“แต่ว่า…” ชายชรามองหนานกงมั่วด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย “แม่นางท่านนี้มาก่อน…”
สาวน้อยเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ข้าจ่ายเงินให้เยอะกว่า ย่อมต้องเป็นของข้าสิ” ชายชราเองก็รู้สึกหวั่นไหว ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าใครมาก่อนมาหลังกันแน่ เพียงแต่ยามนี้ทำมาหากินลำบาก หากสามารถหาเงินได้มากขึ้นอีกหนึ่งอีแปะก็เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขาแล้ว ชายชราหันไปมองหนานกงมั่วด้วยสายตาขออภัย “แม่นาง ท่านไม่ลองดูโคมไฟกระต่ายหยกนี้ดูหรือขอรับ”
หนานกงมั่วยื่นมือออกไปดึงตัวชวีเหลียนซิงที่คิดจะก้าวเข้าไปไว้ ยิ้มให้หญิงสาวในอาภรณ์สวยงาม “ข้าให้สองร้อยยี่สิบอีแปะ”
สาวน้อยผู้นั้นหยันออกมาทันทีพลางเหลือบมองนางด้วยสายตาดูถูกดูแคลน “ข้าให้สามร้อยอีแปะ”
“สามร้อยหนึ่งอีแปะ” หนานกงมั่วเองก็ไม่ได้ร้อนใจ เอ่ยต่ออย่างใจเย็น
“ห้าร้อยอีแปะ!”
“ห้าร้อยหนึ่งอีแปะ”
“เจ้าจงใจนี่!” หญิงสาวในอาภรณ์สวยงามขึงตาใส่หนานกงมั่วด้วยความโกรธเคือง “ข้าให้หนึ่งตำลึง”
หนานกงมั่วยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ่ยอย่างสบายๆ “ข้าให้หนึ่งตำลึงหนึ่งอีแปะ”
สีหน้าของสาวน้อยผู้นั้นบูดบึ้งขึ้นมาทันที เวลานี้นางย่อมเข้าใจแล้วว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้จงใจจะเถียงกับนาง มองไปยังรูปร่างหน้าตาของผู้หญิงทั้งสอง คนหนึ่งอยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินและอีกคนหนึ่งอยู่ในอาภรณ์สีแดง หญิงในอาภรณ์สีน้ำเงินนั้นงดงามโดดเด่นมาก มีเสน่ห์ตามธรรมชาติ หญิงในอาภรณ์สีแดงเย็นชาและมีเสน่ห์จนกดข่มคน อดไม่ได้ที่จะมองด้วยแววตาอิจฉาริษยา เย้ยหยันขึ้นว่า “ข้าก็อยากจะรู้นักว่าพวกเจ้ามีความสามารถแย่งชิงกับข้ามากน้อยเพียงใด ข้าให้ห้าตำลึง!”
ชายชราคนขายโคมตะเกียงตกใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ เงินห้าตำลึงนั้นเพียงพอจะซื้อโคมทั้งหมดของเขาได้แล้ว ซ้ำยังต้องทอนเงินด้วย
หนานกงมั่วเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ห้าตำลึงหนึ่งอีแปะ”
“เจ้า!”
“เวยเอ๋อร์ เจ้าทำอันใดอยู่หรือ” ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีแต่งกายอย่างบัณฑิตรีบเข้าไปห้ามหญิงสาวในอาภรณ์สวยงาม หญิงสาวกระทืบเท้าแล้วเอ่ยบ่นว่า “พี่หวง สองคนนี้ทำเกินไปแล้ว พวกนางจะแย่งโคมไฟกับข้าให้ได้ นี่คือของขวัญที่ข้าอยากจะมอบให้ท่านป้านี่”
ชายหนุ่มมองไปยังพวกหนานกงมั่ว แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจ ภายนอกเขายังคงมีความสุภาพอ่อนโยนแบบบัณฑิต จากนั้นก็ประสานมือให้หนานกงมั่ว “แม่นางทั้งสอง เวยเอ๋อร์ยังเด็กนัก ขอให้ท่านทั้งสองเห็นแก่ที่นางมีใจกตัญญู ตัดใจเสียได้หรือไม่”
ชวีซิงเหลียนยิ้มหยันออกมาเล็กน้อย “ตัดใจหรือ ได้สิ ขอแค่นางยอมจ่ายมากกว่าพวกเราเท่านั้น พวกเราย่อมตัดใจแน่” ทั้งที่ชายผู้นี้เห็นเหตุการณ์เมื่อชั่วครู่ก่อนแล้ว ทว่าก็ยังตั้งใจจะหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง แล้วรอจนถึงเวลานี้จึงค่อยออกมา เขาคิดว่านางไม่เห็นหรือ
“ใครกลัวเจ้ากันล่ะ” หญิงสาวในอาภรณ์สวยงามโกรธขึ้นมาทันทีพลางเอ่ยด้วยความเย่อหยิ่ง “ข้าจ่ายสิบตำลึง!”
ผู้ชมที่ผ่านไปผ่านมาอดไม่ได้ที่จะร้องอุทาน แม้ว่าโคมไฟจะทำขึ้นอย่างประณีต แต่วัสดุที่ใช้ก็ดูธรรมดามาก ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่ได้ถึงขั้นเป็นชิ้นงานยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมไม่คุ้มกับราคาสิบตำลึงอยู่แล้ว พวกเขาทั้งหมดหันไปมองหนานกงมั่วที่อยู่ด้านข้าง หนานกงมั่วแย้มยิ้ม “สิบตำลึงหนึ่งอีแปะ”
สีหน้าปวดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม ยื่นมือออกไปจับหญิงสาวในอาภรณ์สวยงามที่ยังคิดจะเสนอราคาออกไปอีกครั้ง เอ่ยกับหนานกงมั่ว “แม่นาง ท่านจงใจหรือ”
ชวีเหลียนซิงยิ้มแย้ม “พวกเราจงใจแล้วอย่างไรเล่า ทั้งที่พวกเรามาก่อนชัดๆ หากแม้นางท่านนี้เอ่ยขอดีๆ ก็แล้วไป นี่อันใดกันพอมาถึงก็จะเอาเงิดฟาดหัวคน นางคิดว่าบนโลกนี้นางมีเงินอยู่คนเดียวหรือ” ชายหนุ่มเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โคมไฟนี้ก็ยกให้แม่นางทั้งสองก็แล้วกัน” สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งขรึมลงเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
ชวีเหลียนซิงกลอกตา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ ก็แค่เงินสิบตำลึงไม่ใช่หรือ” นางเอ่ยแล้วแสร้งทำเป็นจะล้วงเงินออกมาจ่าย พึมพำเสียงเบา “คิดว่าเป็นพวกวิเศษวิโสมาจากไหนเสียอีก ถึงได้หยิ่งยโสเพียงนี้…”
“เจ้า!” หญิงสาวในอาภรณ์สวยงามถลึงตามองชวีเหลียนซิงแล้วสะบัดมือออกจากชายหนุ่มผู้นั้นทันที เอ่ยด้วยเสียงสูง “ข้าจ่ายยี่สิบตำลึง!”
ชวีซิงเหลียนยังต้องการจะเอ่ยอันใดอีก แต่หนานกงมั่วกลับดึงนางไว้เป็นสัญญาณให้นางพอแค่นี้ ชวีเหลียนซิงแย้มยิ้มอย่างน่ารักอ่อนโยนพลางมองหญิงสาวที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์โกรธ “เช่นนั้นก็ยินดีกับแม่นางด้วย โคมไฟนี้…เป็นของเจ้าแล้ว”
“เจ้าแกล้งข้า!”
ชวีเหลียนซิงเผยรอยยิ้ม “แม่นางพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าเป็นคนบอกราคามาเองไม่ใช่หรือ คงจะไม่ใช่ว่า…พูดโม้ใหญ่โตแต่ไม่มีเงินจ่ายหรอกหรือไม่”
หญิงสาวผู้นั้นเย่อหยิ่งเสียเพียงนั้น มีหรือจะทนฟังคำถามเช่นนี้ได้ ทันใดนั้นนางก็หยิบแท่งเงินยี่สิบตำลึงออกมายัดใส่มือของชายชราอย่างกระฟัดกระเฟียด จากนั้นก็คว้าโคมไฟไปทันที โคมไฟที่นางมองว่าสมบูรณ์แบบในตอนแรกกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว สองร้อยอีแปะและยี่สิบตำลึงย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แม้แต่เด็กสาวที่บ้านมีฐานะร่ำรวยก็ยังเข้าใจความแตกต่างนี้ นางจ่ายเงินยี่สิบตำลึงเพื่อซื้อโคมไฟเช่นนี้ ซ้ำยังถูกผู้หญิงสองคนนี้ทำให้นางเป็นตัวตลก หญิงสาวแทบอยากจะฉีกทำลายตะเกียงและทุบมันเป็นชิ้นๆ
“พี่ใหญ่หวง พวกนางรังแกข้า!”
สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นดูย่ำแย่มาก เขาไม่เหมือนกับหญิงสาวในอาภรณ์สวยงามผู้นี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกิดมายากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยเช่นกัน เงินยี่สิบตำลึงสามารถซื้อที่ดินเปล่าสามหมู่ได้เลย และเพียงพอสำหรับคนทั้งครอบครัวที่จะอยู่อย่างสบายๆ ไปอย่างน้อยๆ ครึ่งปี
“แม่นางทั้งสองทำเช่นนี้ไม่คิดว่าเกินไปหน่อยหรือ” ชายผู้นั้นกดเสียงทุ้มต่ำ
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ไม่รู้สึกว่าตนเองทำสิ่งใดเกินเลยไปแม้แต่น้อย
“เหลียนซิง พวกเราทำเกินไปหน่อยหรือไม่”
ชวีเหลียนซิงคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม กวาดตามองหญิงชายที่อยู่ตรงหน้า “คุณหนู น่าจะเป็นท่านต่างหากที่สุภาพกับพวกเขาเกินไปแล้ว” พวกเขาแย่งของที่จวิ้นจู่ถูกใจได้อย่างไม่เกรงใจเพียงนั้น พอถูกยั่วยุก็แทบจะเอาเงินฟาดใส่หน้าคนอื่นแล้วยังรู้สึกว่าตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมอีกหรือ ถ้าโง่แล้วก็อย่าได้ออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกบ่อยๆ เลย
“แม่นางทั้งสอง…” ชายหนุ่มชำเลืองมองชายชราที่กำลังยืนงุนงงอยู่ข้างๆ นัยน์ตาของเขาวาบประกาย “พวกท่านจงใจวางอุบายกับเจ้าของร้านนี้เพื่อให้เวยเอ๋อร์หลงกลเข้าไปสินะ?”
“พี่ใหญ่หวง ท่านว่าพวกนางเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวงหรือ” หญิงสาวในอาภรณ์สวยงามร้องออกมาเสียงดัง
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าพวกนางไม่ได้โต้แย้ง จึงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองพูดฟังดูมีเหตุผลมากขึ้นก่อนจะเอ่ยอย่างเฉียบขาด “แม่นางทั้งสองก็หน้าตาดีไยถึงต้องทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ด้วย ขอให้ท่านคืนเงินแก่เวยเอ๋อร์ด้วย แล้วเรื่องในคืนนี้พวกเราจะไม่ถือสาหาความอีกต่อไป”
หญิงสาวในอาภรณ์สวยงามกลับไม่ลดละ “ใครบอกว่าจะไม่ถือสาหาความกัน กล้ามาหลอกข้า ข้าจะต้องให้เจ้าทั้งสองได้เห็นดีแน่”
ชวีเหลียนซิงแอบกลอกตาเล็กน้อย “พูดเองเออเองเช่นนี้อย่าเพิ่งดีใจไปเลยจะดีกว่าหรือไม่”
“แม่นางยังไม่ยอมรับหรือ” ชายหนุ่มมองไปยังชวีเหลียนซิงอย่างเสียดาย “เสียดายหน้าตาแม่นาง…”
ชวีเหลียนซิงตัดบทเขาอย่างไม่เกรงใจใดๆ “หน้าตาของข้าเกี่ยวอันใดกับนิสัยของข้าด้วย หรือเจ้าคิดว่าคนหน้าตาดีจะต้องเป็นคนดีไปด้วยหรือ ถ้าเช่นนั้นในใจเจ้าก็คงคิดว่าข้าดีกว่านังหนูที่อยู่ข้างกายเจ้ามากน่ะสิ”
“เถียงข้างๆ คูๆ” สีหน้าของชายหนุ่มแข็งกระด้างขึ้น เอ่ยเสียงแข็ง “ตอนนี้มีคนจำนวนมากเฝ้าดูอยู่ หากท่านทั้งสองไม่ยอมรับผิดก็อย่าโทษข้าที่ต้องฟ้องที่ว่าการก็แล้วกัน ความผิดฐานข่มขู่ให้เสียทรัพย์จะต้องถูกลงโทษโบยแน่”