หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 853 ให้เป็นเยี่ยงอย่าง (3)
ตอนที่ 853 ให้เป็นเยี่ยงอย่าง (3)
คิดมาถึงตรงนี้ อวี๋เอ้าหยางก็แทบอยากเข้าไปกระทืบอีกสักสองที เขาทำเช่นนี้เพราะอยากทำร้ายพวกเขาหรือ เพราะอยากหาทางรอดให้พวกเขาได้มีชีวิต ซิงเฉิงจวิ้นจู่ผู้นี้คนอื่นไม่รู้ เขาเคยเจอมาก่อน คนผู้นี้ไม่ใช่สตรีจิตใจดีมีเมตตาทั่วไปหรอกนะ
หนานกงมั่วห้ามอวี๋เอ้าหยางไว้พลางหัวเราะ มองมือธนูบนพื้นด้วยรอยยิ้มร่า เอ่ยถาม “คิดว่า…ฝีมือการยิงธนูของเจ้าร้ายกาจใช่หรือไม่”
แววตาของมือบิงธนูคนนั้นฉายแววอวดดีขึ้นมา ยอมรับคำพูดของหนานกงมั่วอยู่เงียบๆ
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าชื่นชมคนมีความสามารถคนถือตัว เพียงแต่…ไม่ชอบคนที่ไม่ดูตัวเองให้ดีนัก เด็กๆ”
“จวิ้นจู่” หลังจากวางมือยิงธนูลงแล้ว องครักษ์ทั้งสองก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้า หนานกงมั่วชี้ไปยังคนที่อยู่บนพื้น เอ่ย “ให้เทพยิงธนูผู้นี้ได้เห็นฝีมือการยิงธนูของพวกเจ้า”
“ขอรับ จวิ้นจู่”
องครักษ์ทั้งสองไม่เลือกคันธนู คนหนึ่งใช้เท้าเตะธนูคันนั้นที่มือยิงธนูผู้นั้นใช้ หยิบลูกธนูออกมาจากกระบอกลูกธนูนายทหารคนหนึ่ง ส่วนองครักษ์อีกคนก็ยื่นมือไปรับคันธนูที่นายทหารอีกคนยื่นมาให้ ทั้งสองง้างธนูและยิงขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกัน นกหนึ่งตัวที่บินอยู่บนฟ้าส่งเสียงร้องและร่วงลงมา ไม่นานก็มีคนเก็บนกตัวนั้นกลับมา หนานกงมั่วมองคนที่อยู่บนพื้น นายทหารวางนกที่ตายไปแล้วลงตรงหน้าของมือยิงธนูผู้นั้น
นั่นคือนกกระจอกธรรมดาตัวหนึ่ง สิ่งเดียวที่ไม่ปกติก็คือลูกธนูบนร่างนกกระจอกตัวนั้น อีกทั้งลูกธนูทั้งสองดอกปักในตำแหน่งเดียวกัน ระยะห่างไม่ถึงครึ่งชุ่น ลูกธนูปักเข้าในตำแหน่งที่อันตรายถึงชีวิตที่สุด องครักษ์ทั้งสองยื่นคันธนูคืนให้นายทหารด้านข้าง เดินกลับไปยืนในจุดเดิมราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หนานกงมั่วมองคนที่อยู่บนพื้น เอ่ย “สิ่งที่พวกเขาสองคนเชี่ยวชาญมิใช่การยิงธนู เจ้าคิดว่าฝีมือการยิงธนูของพวกเขาเป็นเยี่ยงไร”
มือยิงธนูคนนั้นเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะกัดฟันเอ่ย “ข้าผิดไปแล้ว แล้วแต่จวิ้นจู่จะลงโทษ” ฝีมือการยิงธนูของเขาอาจจะไม่ได้แย่ไปกว่าองครักษ์ทั้งสอง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ดีอย่างที่ตัวเขาเข้าใจ หากแม้แต่องครักษ์ติดตามซิงเฉิงจวิ้นจู่ยังมีฝีมือเพียงนี้ อีกทั้งยังบอกว่าไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการยิงธนู เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ยโสโอหังได้แล้ว
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อยอมจำนนแล้วยังกล้ายิงข้าต่อหน้าทุกคน หากข้าไม่ลงโทษเจ้าจะได้รับการนับถือได้เยี่ยงไร ผู้บังคับการกองพันอวี๋ โบยห้าสิบไม้ เพื่อเป็นเป็นตัวอย่าง”
อวี๋เอ้าหยางดีใจ “ขอบคุณจวิ้นจู่” เดิมคิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะต้องตายแน่ๆ จวิ้นจู่ยังไว้ชีวิตเขา อวี๋เอ้าหยางดีใจจนออกนอกหน้า มือยิงธนูผู้นั้นก็ไม่คิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ ไม่สามารถดึงสติขึ้นมาได้ อวี๋เอ้าหยางลอบเตะสะกิดเขา เอ่ยเสียงเบา “ยังไม่ขอบคุณอีก”
“ขอบคุณจวิ้นจู่ที่เมตตาขอรับ” มือยิงธนูคนนั้นรีบเอ่ย
หนานกงมั่วพยักหน้า ไม่เอ่ยสิ่งใดอีกแล้วหมุนตัวเดินนำคนออกไป ส่วนที่เหลือยกให้เป็นหน้าที่ของอวี๋เอ้าหยางจัดการเป็นพอ เฉินซิวเดินอยู่ด้านข้างหนานกงมั่ว เอ่ยอย่างละอายใจ “ข้าน้อยประมาท ขอจวิ้นจู่ลงโทษด้วย” หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “ในกองทัพยากจะเลี่ยงคนเกิดความยโสโอหัง ไม่เป็นไร เพียงแต่…ลมนี้ไม่อาจปล่อยให้ขายพื้นที่กว้าง”
“จวิ้นจู่วางใจ ข้าน้อยเข้าใจขอรับ”
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ยเสียงเรียบ “ให้คนไปสืบ เป็นผู้ใดที่ยุยงเขา” กล้ายิงนางต่อหน้าผู้คนมากมาย นอกจากจิตใจที่ยโสโอหัง จะต้องมีคนยุยงอย่างแน่นอน แม้คนผู้นั้นจะยโสโอหังสักหน่อย แต่ดูแล้วไม่ใช่คนไม่รู้จักชั่วดีหรือมีใจเคียดแค้นต่อนางเพราะเป็นเชลย
เฉินซิวตอบรับ “จวิ้นจู่วางใจเถิด”
“รายงานจวิ้นจู่ ข่าวดีขอรับ” นอกกระโจมใหญ่ นายทหารคนหนึ่งวิ่งมาพร้อมรายงานเสียงดัง
หนานกงมั่วนึกยินดีอยู่ในใจ “ยึดเฉินโจวเอาไว้ได้แล้วหรือ”
ทหารองครักษ์เอ่ย “ตอบจวิ้นจู่ เมื่อวานกองทัพใหญ่ได้บุกยึดเฉินโจวเป็นที่เรียบร้อยแล้วขอรับ คุณชายนำทัพมุ่งหน้าไปยังจิ่นโจว เหลือเพียงคุณชายเจี่ยนและพันเอกเซวียเฝ้าประจำการอยู่ที่เฉินโจวขอรับ”
“เป็นข่าวดีจริงๆ” หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทหารบริเวณนั้นแน่นอนว่าได้ยินข่าวนี้แล้ว รู้สึกตกใจอย่างอดไม่ได้ แต่เมื่อคิดว่าเมื่อพวกเขามาโจมตีเย่ว์โจวก็ไม่ได้ใช้เวลามาก การบุกยึดเฉินโจวที่ไม่ได้ต่างจากเย่ว์โจวมากไม่นับว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
“จวิ้นจู่ยินดีด้วยขอรับ” เฉินซิวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หนานกงมั่วถอนหายใจ “เรื่องที่นี่คงต้องส่งต่อให้พวกเจ้าแล้ว ข้าต้องกลับไปก่อน”
เฉินซิวเองก็รู้ ยิ่งทัพหน้าเอาชนะได้มาก ซิงเฉิงจวิ้นจู่ก็ยิ่งยุ่งมากขึ้น แน่นอนว่าไม่กล้ายื้อเวลาของนางไว้ รีบเอ่ย “จวิ้นจู่กลับดีๆ ขอรับ ธุระที่นี่ข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อย อีกเดี๋ยวจะส่งคนไปทำข้อตกลงกับนายทหารชั้นสูงของกองกำลังไท่หนิงขอรับ” ยิ่งคูณชายเว่ยตีเมืองได้เยอะ ทหารที่พวกเขาต้องการก็ยิ่งมากขึ้น เพียงแต่…หวังว่าจวิ้นจู่คงไม่ยกเชลยเมืองเฉินโจวให้เขาดูแลด้วยจะดีที่สุด เขาไม่ได้อยากเป็นนายทหารที่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการกับเชลยแต่อย่างใด
หนานกงมั่วพยักหน้า หมุนตัวเดินออกไป กลับเข้ามาในเมือง ฉินจื่อซวี่และชวีเหลียนซิงก็รออยู่ก่อนแล้ว มองเห็นพวกเขาหนานกงมั่วก็ยกยิ้มขึ้น “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าเองก็ได้ข่าวแล้ว”
ฉินจื่อซวี่ยกมือขึ้นประสาน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถูกแล้วขอรับ เกรงว่าพวกเราคงรู้ข่าวเร็วกว่าจวิ้นจู่เล็กน้อย” รายงานการรบถูกส่งมาที่หยาเหมินก่อนเป็นอันดับแรก เพียงแต่หนานกงมั่วไม่อยู่จึงได้ส่งต่อไปที่ค่ายเชลย หนานกงมั่วนั่งลง ก่อนจะเอ่ยถาม “สิ่งจำเป็นในกองทัพยังจัดหาได้อยู่หรือไม่”
ชวีเหลียนซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่วางใจเจ้าค่ะ คุณชายนำทัพเอาชนะไปตลอดทาง สิ่งแรกคือยึดคลังเสบียงของทางการ เราไม่จำเป็นต้องส่งเสบียงไปยังกองทัพ เพียงแต่…เฉินโจว อีกทั้งจิ่นโจวเองก็คงต้องการพวกเราไปรับช่วงต่อในเร็ววัน ถึงตอนนั้นค่าใช้จ่ายจึงนับเป็นเรื่องใหญ่เจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วคลายมือออกจากกัน เอ่ยอย่างจนปัญญา “ข้าเองก็จนปัญญา ในเมื่อพวกเราอยากได้ก็คงไม่อาจละเลยประชาชนได้ ไม่มีชาวเมืองมีเพียงพื้นดินจะมีประโยชน์อันใด”
ฉินจื่อซวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่กล่าวได้ไม่เลว อีกทั้ง…หากพวกเราสามารถช่วยเหลือชาวเมืองให้ผ่านความยากลำบากไปได้ ในอนาคตประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงที่สุดของคุณชายและจวิ้นจู่” ชวีเหลียนซิงถอนหายใจ “ข้าเพียงอยากรู้ พวกเราจะรับมือไหวหรือไม่ ยามนี้เย่ว์โจวต้องการเงินหลายหมื่นตำลึงในแต่ละวัน บวกกับเฉินโจวและจิ่นโจว จวิ้นจู่…ถุงเงินของท่านและคุณชายจะรับไหวหรือเจ้าคะ”
หนานกงมั่วเองก็ปวดศีรษะ “ตอนนี้คงยังไม่มีปัญหากระมัง อย่างไร…ก่อนหน้านี้เราก็ยึดทรัพย์สินและอาหารไปไม่น้อย”
“เช่นนั้นเฉินโจวและจิ่นโจวก็ยึดทรัพย์ต่อไปหรือเจ้าคะ” ชวีเหลียนซิงเอ่ย
ฉินจื่อซวี่เอ่ย “จวิ้นจู่ เรื่องนี่ท่านอย่าได้ส่งข้าไปได้หรือไม่ ข้าไม่อยากโดนปัญญาชนเหล่านั้นรุมต่อว่าด่าทอเข้ากระดูก”
รอยยิ้มของหนานกงมั่วอ่อนหวานขึ้น “ใครกล้าด่าท่านก็ให้พวกเขาได้ลิ้มรสความหิวก็ได้แล้ว นอกจากนี้ ข้าเชื่อว่าคุณชายใหญ่ฉินมีวิธีรับมือกับคนเหล่านั้น”
คุณชายใหญ่ฉินลูบปลายจมูก รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าตนเองยินดีโดดเข้าไปติดร่างแหนั่น โชคดีก่อนหน้านี้เคยจัดการในเย่ว์โจวไปหนึ่งรอบแล้วจึงค่อนข้างคล่องมือ เฉินโจวและจิ่นโจว…คงจะไม่ยาก กระมัง
ชวีเหลียนซิงยกมือป้องปากยิ้ม เอ่ย “หากคนในจินหลิงเหล่านั้นรู้ว่าคุณชายใหญ่ฉินพาคนยึดทรัพย์ไปทั่ว ไม่รู้จะมีสีหน้าอย่างไร” ไม่ว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของคุณชายใหญ่ฉินเป็นอย่างไร อย่างน้อยในเมืองจินหลิงคุณชายใหญ่ฉินก็เป็นคุณชายตระกูลขุนนางผู้สูงส่ง สุขุมอ่อนโยน การยึดทรัพย์เรื่องเช่นนี้ ไม่เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของคุณชายฉินเลยจริงๆ