หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 851 ให้เป็นเยี่ยงอย่าง (1)
ตอนที่ 851 ให้เป็นเยี่ยงอย่าง (1)
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
“…ยังไม่ตัดสินใจว่าจะรับเจ้า กลับไปก่อนค่อยว่ากัน”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
“…”
เกิดเรื่องซังเจี้ยวขึ้นมา เรื่องการไปค่ายเชลยจึงถูกเลื่อนออกไปยามบ่าย โชคดีที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอันใด กลับมาถึงหยาเหมิน เดินเข้าประตูมาเนิ่นนานทว่าซังเจี้ยวก็ยังไม่ได้สติกลับมา เขาคาดไม่ถึงว่าพี่สาวผู้มีวรยุทธ์สูงส่งที่มาช่วยเขา ว่าที่อาจารย์ของเขาในอนาคตจะเป็นซิงเฉิงจวิ้นจู่ที่ผู้คนทั่วเมืองเย่ว์โจวกำลังสรรเสริญ
เขาเคยร่ำเรียนจากมารดามาไม่น้อย แน่นอนรู้ว่าจวิ้นจู่คืออันใด ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ทั่วทั้งเมืองเย่ว์โจวมีซิงเฉิงจวิ้นจู่เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงได้โชคดีเพียงนี้ที่ได้เจอกับซิงเฉิงจวิ้นจู่ ขณะเดียวกันก็รู้ว่าท่าทีการยืนยันจะกราบอาจารย์ให้ได้ก่อนหน้านี้เป็นการกระทำที่กำเริบเสิบสานไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เอ่ยวาจาไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
หนานกงมั่วเขกศีรษะเขาอย่างเบื่อหน่าย เอ่ย “คิดเหลวใหลอันใดอยู่ รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย”
เขาก้มลงมองเสื้อผ้าของตนเองที่ดูไม่ออกถึงสีเดิมของมัน ใบหน้าเล็กก็ขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่อาจควบคุม โชคดีที่ใบหน้าของเขาเองก็ดูไม่ออกถึงสีเดิม รีบเดินตามบ่าวรับใช้ไปโดยไว
ฉินจื่อซวี่กลับมาก็ได้ข่าวว่าหนานกงมั่วพาเด็กคนหนึ่งกลับมาด้วย เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ไยจวิ้นจู่จึงพาเด็กคนนั้นกลับมาด้วยหรือขอรับ หรือว่าเด็กคนนั้นมีอันใดพิเศษหรือ” ซิงเฉิงจวิ้นจู่ช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งนั้นไม่มีปัญหา แต่มีคนคอยดูแลให้ไม่น้อย ไม่จำเป็นต้องให้หนานกงมั่วพากลับมาด้วยตนเอง
หนานกงมั่วยิ้ม เอ่ย “ไม่มีอันใด รู้สึกว่าเด็กคนนั้นฉลาด อีกทั้งยังเหมาะกับการฝึกวรยุทธ์เลยพากลับมาด้วย”
ฉินจื่อซวี่เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเว่ยรู้อาจไม่พอใจ” ฉินจื่อซวี่รู้จักมานาน พอเข้าใจถึงตัวตนของหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วอยู่บ้าง คุณชายเว่ยคงไม่พอใจหากซิงเฉิงจวิ้นจู่ให้ความสำคัญเช่นนี้กับเด็กสักคน
หนานกงมั่วกลอกตาอย่างอดไม่ได้ “ยินดีเมื่อผู้อื่นโชคร้ายมิใช่สิ่งที่สุภาพชนพึงกระทำ เด็กคนนั้นเกรงว่าคงต้องรบกวนคุณชายใหญ่ฉินแล้ว”
ฉินจื่อซวี่รีบเอ่ย “อย่าเลยขอรับ ข้าน้อยยังหนุ่มไม่มีบุตรชายบุตรสาว ไม่เคยดูแลเด็ก”
“จวิ้นจู่ ซังเจี้ยวมาแล้วเจ้าค่ะ” ด้านนอก หลิ่วหันเดินเข้ามาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ให้เขาเข้ามา”
ไม่นาน ซังเจี้ยวที่อยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินก็เดินเข้ามา ชุดใหญ่ไปสักหน่อย เห็นได้ว่าคงหาชุดได้ไม่ทัน แต่ดูแล้วก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เมื่ออาบน้ำทำความสะอาดแล้วก็มองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน เพราะการเลี้ยงดูที่ไม่ดีนักทำให้สีหน้ายังเหลืองและซูบผอม แต่ยังเห็นได้ว่ารูปหน้าและใบหน้านั้นมีความหล่อเหลา หากเลี้ยงให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ คิดว่าคงเป็นเด็กที่น่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
ฉินจื่อซวี่เอ่ยชื่นชม “จวิ้นจู่ช่างสายตาแหลมคม”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ซังเจี้ยว มานี่”
ซังเจี้ยวกำเสื้อผ้าแน่น เดินไปหยุดอยู่ด้านข้างหนานกงมั่วด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้ข้ายุ่งมาก ในเมื่อเจ้าเคยเรียนหนังสือดังนั้นก็อ่านหนังสืออยู่ที่จวน ไม่เข้าใจอันใดก็มาถามผู้นี้ คุณชายใหญ่ฉิน”
ซังเจี้ยวพยักหน้า หันไปเอ่ยกับฉินจื่อซวี่ด้วยท่าทีนอบน้อม “คารวะท่านฉิน”
ฉินจื่อซวี่กระแอมไอ ลูบปลายจมูก เอ่ย “ไม่ต้องมากพิธี”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอย่ามองว่าคุณชายฉินอายุยังน้อย หากไปสอบเคอจวี้ก็คงได้เป็นขุนนางไปแล้ว อีกทั้งสิ่งที่เขาสอนเจ้าได้ไม่เพียงเป็นสิ่งที่อยู่ในหนังสือเท่านั้น”
ฉินจื่อซวี่เอ่ยอย่างจนปัญญา “จวิ้นจู่ชมเกินไปแล้ว”
ซังเจี้ยวมองหนานกงมั่ว ราวกับมีสิ่งใดจะเอ่ยทว่าไม่กล้าเอ่ยออกมา หนานกงมั่วเองรู้อยู่แก่ใจดีว่าเขาคิดอันใดอยู่ เอ่ย “ต่อไปนี้ทุกวันจะมีคนมาสอนวรยุทธ์ให้เจ้า เจ้าเพิ่งแปดเก้าขวบ ฝึกวรยุทธ์ไม่นับว่าเร็วหรือช้าเกินไป ฝึกพื้นฐานให้ดีก่อนค่อยว่ากันอีกที”
ซังเจี้ยวขมวดคิ้ว มองหนานกงมั่ว เอ่ยขึ้นเบาๆ “ข้า…สิบเอ็ดปีแล้วขอรับ”
“…” เด็กชายอายุสิบเอ็ดแล้วยังเตี้ยเพียงนี้ ตระกูลหวงไม่ดูแลเจ้าเพียงใดกัน หนานกงมั่วมองเขาด้วยความสงสาร เอ่ยปลอบโยน “ไม่เป็นไร เด็กผู้ชายต่อให้ยี่สิบแล้วก็ยังกระโดดได้ เจ้ายังจะโตได้อีก” ซังเจี้ยวเม้มริมฝีปากไม่เอ่ยสิ่งใด เขาอายุเพียงนี้แล้วทว่าไม่ได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันนัก จึงไม่เข้าใจถึงความน่าเศร้าที่ส่วนสูงไม่เพียงพอ
หนานกงมั่วลูบศีรษะเล็กของเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาตามนี้แล้ว เจ้าดูแลตนเองบำรุงร่างกายอยู่ในจวน อย่าให้คนอื่นกล่าวหาได้ว่าลูกศิษย์ของข้าตัวเหลืองซูบผอมมีแต่กระดูก”
ดวงตาของซังเจี้ยวเป็นประกาย มองหนานกงมั่วด้วยความลังเล เอ่ย “อา…อาจารย์…”
เมื่อได้รู้ฐานะของหนานกงมั่วแล้ว เขาก็ไม่คิดว่าจะได้กราบนางเป็นอาจารย์อีก ด้วยฐานะของนาง สามารถหาคนมาช่วยสอนวรยุทธ์ให้เขาได้ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว
“เด็กดี ต่อไปต้องเชื่อฟัง” หนานกงมั่วหยิบกริชสั้นงดงามยื่นให้เขา “ถือว่าเป็นของขวัญแรกพบหน้า”
ฉินจื่อซวี่ที่อยู่ด้านข้างมุมปากกระตุก ให้กริชเป็นของขวัญแรกพบหน้ากับเด็กเหมาะสมจริงหรือ ก็ได้ อายุสิบเอ็ดความจริงแล้วไม่นับว่าเด็กแล้ว สุดท้ายคุณชายฉินจึงหยิบชิ้นหยกออกมามอบให้ซังเจี้ยวเป็นของขวัญแรกพบหน้า ตอนนี้ลูกศิษย์ของจวิ้นจู่มีเพียงคนเดียว ควรจะมอบของขวัญแรกพบไม่ใช่หรือ
มือข้างหนึ่งถือกริชสั้น มืออีกข้างถือชิ้นหยกที่ฉินจื่อซวี่มอบให้ ใบหน้าเล็กของซังเจี้ยวสดใสขึ้นมาทันใด ชอบกริชสั้นในมือจนแทบไม่อยากวาง อย่างไรเขาก็เกิดมาในครอบครัวนักปราชญ์ ก่อนหน้านี้แน่นอนว่าชอบหมึกกระดาษ อ่านเขียนหนังสือ แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงมีความคิดละทิ้งหนังสือเพื่อร่ำเรียนวรยุทธ์ บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่ากำลังที่สามารถใช้ปกป้องตนเองได้ ต่อให้เรียนหนังสือตำรามากเพียงใดก็คงเป็นเหมือนบิดาของเขาที่ไร้ความสามารถกระมัง
ซังเจี้ยวกำกริชในมือแน่น เงยหน้ามองหนานกงมั่ว เอ่ยด้วยท่าทางนอบน้อม “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์” นับแต่นี้ต่อไปมิใช่บุตรชายตระกูลหวง เขาคือซังเจี้ยว เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์
ยามบ่าย หลังจากโยนลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาทิ้งไว้ที่หยาเหมิน ในที่สุดหนานกงมั่วก็ได้พาหลิ่วหันมาถึงค่ายเชลยนอกเมืองแล้ว ยังไม่เดินเข้าประตูก็มองเห็นเฉินซิวและอวี๋เอ้าหยางเดินมาต้อนรับ แม้เฉินซิวจะอายุยังน้อย ความสามารถกลับเป็นที่หนึ่งเมื่อเทียบกับเหล่าขุนพลรุ่นที่สองของโยวโจว อวี๋เอ้าหยางอยู่ตำแหน่งปลายแถวในกองทัพมาตลอดทว่าเขามีความกล้าและยุติธรรม นอกจากนี้ยังเป็นที่สรรเสริญในหมู่ทหารระดับล่าง มีสองคนนี้ร่วมมือกัน เพียงไม่กี่วันก็จัดการได้ไม่น้อย แม้จะมีคนที่ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังอยู่บ้างก็เพียงสังหารทิ้งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด
“จวิ้นจู่” เฉินซิวยกมือขึ้นประสานพลางเอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อม
หนานกงมั่วพยักหน้ายิ้ม เอ่ย “หลายวันมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
เฉินซิวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นจู่กล่าวหนักเกินไปแล้ว เป็นหน้าที่ของข้าน้อย พลทหารในกองทัพถูกคัดเลือกและลงชื่อใหม่ เรียบเรียงอันดับใหม่แล้ว มีส่วนหนึ่งที่ใช้การได้ จวิ้นจู่มีสิ่งใด รีบสั่งการมาได้เลยขอรับ” สองมือของเฉินซิวยื่นสมุดเล่มหนามาให้ หนานกงมั่วรับมาและพลิกเปิดดู บนนั้นมีชื่อและพื้นเพของนายทหารจัดแจงไว้อย่างเป็นระเบียบ หนานกงมั่วพยักหน้า รู้สึกชื่นชมเฉินซิวอยู่ในใจ สมแล้วที่เป็นบุตรชายของแม่ทัพที่ฉลาดเป็นอันดับหนึ่งของโยวโจว หากเปลี่ยนเป็นเซวียปินหรือจูเหมิง คงจะเละเทะ สามารถบันทึกชื่อมาให้นางได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว