หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 833 การเคลื่อนไหวของเงินทอง ทางเลือกอันขมขื่นของหนิงอ๋อง (1)
- Home
- All Mangas
- หมอหญิงยอดมือสังหาร
- ตอนที่ 833 การเคลื่อนไหวของเงินทอง ทางเลือกอันขมขื่นของหนิงอ๋อง (1)
ตอนที่ 833 การเคลื่อนไหวของเงินทอง ทางเลือกอันขมขื่นของหนิงอ๋อง (1)
หนิงอ๋องนิ่งเงียบมองหนานกงมั่วอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้า เอ่ย “ได้”
ครึ่งชั่วยามต่อมา มือสังหารทั้งสามถูกพาออกมาจากคุกอันมืดมิดมายังห้องโถงใหญ่ ปี้เยียนมองทั้งสามคนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด หันกลับไปมองหนิงอ๋องอีกครั้ง “ท่านอ๋อง นี่คืออันใดหรือเพคะ”
หนิงอ๋องเอ่ย “ซิงเฉิงจวิ้นจู่ต้องการความช่วยเหลือจากวิชาสุรเสียงดูดวิญญาณของเจ้า
ปี้เยียนป้องปากยิ้ม “จวิ้นจู่ให้เกียรติปี้เยียน นับว่าเป็นวาสนาของปี้เยียนแล้ว จะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วพยักหน้า “รบกวนแม่นางปี้เยียนแล้ว”
หนิงอ๋องเลิกคิ้วมองหนานกงมั่ว “สิ่งที่เจ้าต้องการได้จัดเตรียมเอาไว้ให้หมดแล้ว แสดงให้ข้าได้เห็นถึงความสามารถของซิงเฉิงจวิ้นจู่เถิด”
หนานกงมั่วยิ้ม “ไม่ทำให้ท่านอ๋องผิดหวังอย่างแน่นอนเพคะ”
มือสังหารทั้งสามถูกทรมานมานาน ความจริงพวกเขาแทบจะสิ้นลมหายใจแล้ว ถูกคนจับให้ยืนอยู่กับพื้นก็ตัวอ่อนยวบ ราวกับจะตายได้ทุกเมื่อ ความจริงในสถานการณ์เช่นนี้หากตายไปแล้วก็เป็นการดีต่อพวกเขา บาดเจ็บเพียงนี้ ต่อให้หนิงอ๋องปล่อยไปก็ยากจะรักษาให้หายได้
เห็นเพียงหนานกงมั่วตวัดมือ เข็มเงินพุ่งออกมาปักเข้าไปยังจุดลมปราณต่างๆ ของทั้งสามคน ทั้งสามที่เดิมมีท่าทีอ่อนแรงราวกับจะสิ้นลมหายใจกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาประดุจกินยาวิเศษเข้าไป แม้กระทั่งใบหน้าที่ซีดขาวเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไปยังมีสีแดงระเรื่อขึ้นมา เพียงได้สติ ความเจ็บปวดบนร่างกายจึงทวีคูณชัดเจนยิ่งขึ้น
มือของหนานกงมั่วควงเข็มเงินเล่น เอ่ยด้วยรอยยิ้มจนตาหยี “ทั้งสามคนร่างกายไม่เลว ดังนั้นพวกเจ้าวางใจได้หากพวกเขาเฆี่ยนพวกเจ้าหนักแล้ว ขอเพียงไม่ถึงตายข้าก็ช่วยพวกเจ้ากลับมาได้ รับรองว่าพวกเจ้าจะกระโดดโลดเต้นได้” วิธีเช่นนี้แน่นอนว่ามีข้อเสีย ต่อให้พวกเขาหนีไปได้ก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ผ่านไปไม่นานพลังชีวิตของพวกเขาก็จะมอดดับ
หนานกงมั่วหยิบยาขวดหนึ่งขึ้นมาใช้เข็มจุ่มลงไป จากนั้นฝังลงไปในจุดลมปราณของหนึ่งในนั้น เดิมทีไม่มีอันใด หน่วยกล้าตายที่ผ่านการฝึกไม่มีทางหวาดกลัวเพียงเข็มเล่มเดียว แต่ค่อยๆ พบว่าคนผู้นั้นเริ่มตัวสั่น กระทั่งทั่วร่างกายก็เริ่มกระตุกขึ้นมา ในตอนที่หนานกงมั่วฝังลงไปเข็มที่สาม ในที่สุดก็ทนไม่ไหวส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดออกมา
ไม่เพียงคนที่ถูกฝังเข็ม ผู้คนโดยรอบมองมายังสตรีชุดสีฟ้าใบหน้าซีดขาวขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้
หนิงอ๋องลูบแขนของตนเอง มองไปยังเว่ยจวินมั่ว “ภรรยาของเจ้าทำอันใดกันแน่” เข็มเพียงเล่มเดียวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้ฝังเพื่อเอาชีวิตด้วยซ้ำ หนิงอ๋องที่เดิมชี้นิ้วลงโทษสั่งเฆี่ยนตีโดยไม่ลดละยามนี้ต้องสั่นสะท้านเพราะเสียงร้องโหยหวนและร่างกายอันสั่นเทาของมือสังหาร เรื่องบางเรื่อง ยิ่งสวยสดงดงามก็ยิ่งทำให้คนหวาดกลัว ต่อให้เฆี่ยนตีจนเลือดซิบก็ไม่ได้น่าระทึกขวัญเพียงนั้น
เว่ยจวินมั่วปรายตามองเขาเล็กน้อย “อีกหน่อยพระองค์จะลองดูก็ได้”
ความจริงหนานกงมั่วไม่ได้ทำเรื่องแปลกประหลาดอันใด เพียงแต่เส้นลมปราณและจุดฝังเข็มบางจุดหากได้รับการฝังเข็มลงไปอย่างพอดีอาจเปิดประสาทการรับรู้ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ไวต่อสิ่งเร้าด้านนอกได้ดีและชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เอ่ยง่ายๆ คือความเจ็บปวดที่ได้รับรู้จะมีเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า ความสามารถในการรับมือจะถูกลดลง อย่างเช่นการถูกมดกัด คนทั่วไปรู้สึกเจ็บเล็กน้อยก็พอแล้ว แต่คนที่ถูกกระตุ้นอาจจะเจ็บไปถึงหัวใจ ต่อให้เป็นคนที่ผ่านการฝึกมามากเพียงใด เพียงยังเป็นคนที่มีชีวิตมีการรับรู้ได้อย่างปกติ ต้องมีระดับของความอดทนเสมอ เพียงดูว่าเจ้าจะได้สัมผัสกับจุดนั้นหรือไม่ก็เท่านั้น
หนานกงมั่วเก็บเข็มเงินคืน ส่งยิ้มตาหยีให้กับองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ย “ตอนนี้เฆี่ยนต่อไปแล้ว”
ทั้งสองมองสบตากัน มองคนที่ยังตัวกระตุกไม่หยุด รู้สึกไม่กล้าลงมืออยู่ชั่วครู่ ความจริงพวกเขารู้สึกแปลกใจ หากลงมือต่อคนเหล่านี้คงได้สิ้นในใจเวลาต่อมา หากให้นักโทษตายอยู่ในมือของพวกเขา จะทำให้มองว่าพวกเขาเฆี่ยนอย่างไม่มืออาชีพหรือไม่
“วางใจเถิด ข้ารับรองว่าเขาจะไม่เป็นอันใด” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ
“ลงมือเถิด” หนิงอ๋องนั่งลงยังเก้าอี้ที่บ่าวรับใช้ยกมาให้ เท้าคางมองนักโทษอย่างเกียจคร้าน พลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“พ่ะย่ะค่ะ” ในเมื่อท่านอ๋องเอ่ยเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีข้อโต้แย้งแล้ว
‘เพียะ!’
“อ๊าก” เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วห้องโถง องครักษ์ผู้รับหน้าที่เฆี่ยนตกใจจนเกือบทิ้งแส้ลงกับพื้น พวกเขาเพียงเฆี่ยนตามความเคยชิน ไม่ได้ลงน้ำหนักมากาย แต่เสียงร้องโหยหวนนั่น…ดังเสียยิ่งกว่าพวกเขาเฆี่ยนมาตลอดทั้งคืนเสียอีก ขณะเดียวกัน สายตาที่มองไปยังหนานกงมั่วจึงมีความหวาดกลัวมากขึ้น
แส้ถูกเฆี่ยนลงไปอีกหนึ่งครั้ง
เสียงร้องโหยหวนอย่างสิ้นหวังราวกับสัตว์ร้ายดังก้องไปทั่วห้อง ชายที่ล้มลงไปบนพื้นยามนี้ไม่เพียงตัวสั่นเทา ปากยังเริ่มมีฟองสีขาวฟูมออกมา ดวงตากลอกขึ้น มือสังหารอีกสองคนที่ถูกควบคุมตัวมองอยู่ด้านข้างเองก็หน้าซีดเผือด พวกเขาไม่รู้ว่าหนานกงมั่วทำอันใดกับสหายของพวกเขา แต่ความสามารถในการรับรู้ของตนเองพวกเขารู้ดี เพียงถูกแส้เฆี่ยน…สำหรับพวกเขาแล้วต่อให้ถูกเฆี่ยนจนตายก็ไม่มีทางยอมจำนน บางทีนี่คงจะเป็นการตายทั้งเป็นกระมัง
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่ นี่มันวิธีอันใดของเจ้า เห็นอยู่ว่าคนจะถูกเฆี่ยนจนตายอยู่แล้ว” เว่ยหงเฟยเอ่ยด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “จวิ้นอ๋องวางใจเถิด แม้วิชาการแพทย์ของข้าไม่เก่งกาจนัก แต่การเหลือไว้ซึ่งลมหายใจให้เขานั่นไม่มีปัญหา” เอ่ยจบ ยกมือขึ้นห้ามองครักษ์ที่กำลังใช้แส้เฆี่ยนต่อไป เดินเข้าไปย่อตัวลง สกัดจุดมือสังหารที่ตัวกระตุกอยู่บนพื้นหลายจุดอย่างรวดเร็ว คนที่อยู่บนพื้นค่อยๆ สงบลง ไม่นานจึงได้ยินเสียงครางโอดโอยเบาๆ แต่ดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว
หนานกงมั่วลุกขึ้น เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อดีขึ้นแล้ว เช่นนั้นพวกเรามาต่อกันดีหรือไม่”
ยังจะต่ออีกหรือ
หนิงอ๋องหันไปมองเว่ยจวินมั่ว ทว่าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในสายตาของอีกฝ่าย สำหรับบุรุษแล้ว ทั่วไปหากพบว่าสตรีข้างกายของตนเหี้ยมโหดเพียงนี้ ไม่ว่าจะงดงามโดดเด่นเพียงใดก็คงจะตีตัวออกห่างเสียจะดีกว่ามิใช่หรือ ถึงเป็นตัวเขาเอง ต่อให้งดงามเพียงใด ความชื่นชอบต่อหนานกงมั่วได้สูญสิ้นไปนานแล้ว หรือว่าเว่ยจวินมั่วมีรสนิยมชมชอบเช่นนี้หรือ
เว่ยจวินมั่วหันมา มองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง ในตอนที่เขายังไม่ทันได้สติหันกลับไปตั้งใจมองหนานกงมั่วอีกครั้ง หนิงอ๋องพบว่าตนเองสังเกตเห็นใบหน้าเฉยชานั่นมีความอ่อนโยนปรากฏขึ้นหลายส่วน
ให้ตายสิ รสนิยมจำต้องหนักหน่วงเพียงนี้เลยหรือ เห็นสตรีเหี้ยมโหดเพียงนี้ยังมีท่าทีอ่อนโยนอยู่ได้
หนานกงมั่วหยิบยาขวดเล็กๆ ออกมา จากนั้นเปิดปากมือสังหารออกและกรอกลงไป คนที่เพิ่งตัวอ่อนปวกเปียกอยู่บนพื้นได้ยินเพียงเสียงเบาๆ พลันทุรนทุรายขึ้นมา เสียงร้องไห้โอดโอยดังขึ้นมาอย่างไม่ชัดเจนนัก
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่ เจ้าคงไม่คิดฆ่าคนปิดปากหรอกกระมัง” เว่ยจวินเจ๋อเอ่ยเสียงดัง
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “คุณชายรองเว่ยไม่ต้องกังวล นี่มิใช่ยาพิษ”
“มิใช่ยาพิษแล้วเขาจะเป็นเช่นนั้นหรือ”
“เขาตายแล้วหรือไม่ คิดจะปิดปากเขาข้ากรอกยาให้เขาเลยไม่ดีกว่าหรือไร ไยต้องทำเรื่องสิ้นเปลืองเวลาเพียงนี้เล่า” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ เว่ยจวินเจ๋อไม่อาจโต้แย้ง ทำได้เพียงบ่นพึมพำ “ใครจะรู้เล่าว่าเจ้ามีแผนเช่นไร”