หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 826 สุรเสียงดูดวิญญาณ (2)
ตอนที่ 826 สุรเสียงดูดวิญญาณ (2)
เว่ยจวินมั่วเดินเข้าไป โน้มตัวลงไปดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด “อู๋สยากำลังรู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของพวกเขาหรือ”
หนานกงมั่วครุ่นคิดเล็กน้อย คล้ายกับว่าจะรู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของพวกเขาอยู่บ้าง
“เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะคุยกับพวกเราดีๆ หากเดินไปตามที่เขาวางเอาไว้ก็คงถูกเขาหยอกเล่น” เหมือนกับเว่ยหงเฟย
หนานกงมั่วพยักหน้ามองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาจะทำอันใดกันแน่ หรือจะอาศัยโอกาสที่จวนเยี่ยนอ๋องและราชสำนักพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่ายเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือ” ไม่ใช่ว่านางมองคนในแง่ร้ายเกินไป แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์ มองในแง่ร้ายคงจะปลอดภัยกว่ามองอย่างไร้เดียงสา หนิงอ๋องสามารถควบคุมสีโจวไว้ในมือได้โดยที่อายุยังน้อย จะเป็นคนบ้าที่เอาแต่รักความสำราญไปวันๆ ได้เยี่ยงไร
เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะ “ไม่รู้ เพียงแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แม้กองกำลังไท่หนิงแห่งสีโจวเองจะถูกเรียกได้ว่าเคียงคู่มากับกองกำลังรักษาการณ์โยวโจว แต่ความจริงแล้วไม่ได้ดีไปกว่าโยวโจว หากต่อสู้กับราชสำนักอย่างโดดเดี่ยวย่อมไม่อาจเอาชนะได้” โยวโจวพื้นที่กว้างขวางทว่าผู้คนน้อย สีโจวเองก็เป็นเช่นนั้น อีกทั้งสีโจวยังไม่อาจเรียกได้ว่าพื้นที่กว้างขวาง พื้นที่ของสีโจวนั้นซับซ้อน พื้นที่ที่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยได้มีไม่มาก เอ่ยถึงปัจจัยลักษณะของพื้นที่แล้วก็ไม่อาจเทียบเท่าโยวโจวที่เป็นพื้นที่ราบได้ นี่มิใช่เหตุผลว่าอดีตฮ่องเต้ลำเอียง แต่เพราะว่าหนิงอ๋องอายุน้อย รอจนถึงเวลาที่เขาสามารถแยกตัวออกไปปกครองเมืองได้พื้นที่ดีๆ ก็ถูกบรรดาพี่ชายแย่งไปหมดแล้ว แม้แต่สีโจวเอง เดิมทีก็รับต่อมาจากคนอื่น
“ท่านไม่กังวลว่าหนิงอ๋องจะร่วมมือกับเซียวเชียนเยี่ยจริงๆ หรือ”
“ไม่หรอก อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ก็เป็นไปไม่ได้” เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อย่างไรหรือ”
“สีโจวแทบไม่อาจพึ่งพาตนเองได้ในการผลิตอาหาร เสบียงของกองทัพเดิมทีก็ซื้อมาจากภายนอกทางตอนใต้ของสีโจวคือจิ่นโจว แต่ว่าสีโจวเฉินโจวประสบภัยแล้งติดต่อกันมาสองปี อย่าว่าแต่ไม่มีเสบียงอาหาร เสบียงอาหารไม่อาจเดินทางผ่านเส้นทางเหล่านี้ด้วยซ้ำ เส้นทางเดียวที่ขนเสบียงได้ก็คงเป็นเซี่ยอานที่อยู่ติดกับโยวโจวแล้ว หากปกติคงไม่เป็นไร แต่เมื่อใดที่เข้าร่วมกับราชสำนัก อานเซี่ยจะเป็นที่แรกที่โยวโจวจะบุกยึด เจ้าคิดว่าเหตุใดแม่ทัพเฉินอวี้เอาชนะอี๋ชุนโหวได้ถึงสามครั้ง ทว่ายังไม่คิดเคลื่อนทัพลงใต้ แต่แม่ทัพเซวียเจินกลับเคลื่อนทัพจากตะวันออกลงใต้” น้อยครั้งที่เว่ยจวินมั่วจะเอ่ยวาจายาวเหยียดเพียงนี้
หนานกงมั่วเข้าใจทันใด “เพราะต้องป้องกันหนิงอ๋องหรือ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า “จากโยวโจวถึงอานเซี่ยมาจนผิงชวน หากจำเป็นเฉินอวี้สามารถใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็มาถึงเมืองอานเซี่ย นอกจากนั้น…การปะทะกันหลายครั้งก่อนหน้านี้กองกำลังของราชสำนักสูญเสียไปไม่น้อย หนิงอ๋องไม่มีทางเลือกพวกเขาในเวลานี้ ไม่ว่าพวกเราจะเอ่ยสิ่งใดหรือทำสิ่งใด หนิงอ๋องไม่มีทางตัดสินใจในเวลาอันรวดเร็วได้” เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจยิ่งใหญ่เพียงนี้ หากกดข่มถูกฝั่งแน่นอนว่าดี หากข่มผิดฝั่ง ปัญหาไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นการตัดสินใจยิ่งช้ายิ่งเป็นผลดีต่อหนิงอ๋อง
“หากหนิงอ๋องผลัดไปเรื่อยๆ เช่นนี้จะทำเช่นไร” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว หรือว่าหนิงอ๋องไม่ยอมตกลงพวกเขาก็ต้องผลัดวันกลับโยวโจวรอไปเรื่อยๆ เช่นนี้หรือ
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เขาไม่เห็นด้วยก็พอแล้ว เวลานานไป เขาจะเปลี่ยนความคิดเอง”
ขอเพียงหนิงอ๋องไม่ยื่นมือเข้ามาร่วมในสงคราม จวนเยี่ยนอ๋องปะทะกับกองทัพราชสำนักไม่ได้มีความกดดันอันใดนัก ขอเพียงจวนเยี่ยนอ๋องยึดพื้นที่ทางเหนือได้สำเร็จ หนิงอ๋องไม่เห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วยแล้ว “เพียงแต่ พวกเราควรทำอันใดสักอย่าง”
“อย่างไรหรือ”
เว่ยจวินมั่วลูบผมนาง เอ่ย “ช่วยหนิงอ๋องให้ตัดสินใจเร็วขึ้น”
ในห้องหนังสืออีกฝั่ง บรรยากาศของเว่ยหงเฟยสามพ่อลูกไม่ดีนัก ไปจวนหนิงอ๋อง สุดท้ายยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใดก็ถูกหนิงอ๋องไล่ออกมา เว่ยจวินเจ๋อเอ่ยอย่างไม่พอใจ “หนิงอ๋องอันใดกัน เห็นชัดว่าเป็นคนบ้าที่เอาแต่ใช้กำลังเท่านั้น”
เว่ยหงเฟยมองบุตรชายคนโต เอ่ย “เจ้าเองก็คิดเช่นนี้หรือ”
เว่ยจวินปั๋วส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่พ่ะย่ะค่ะ คนบ้าที่เอาแต่ใช้กำลังไม่มีทางกุมอำนาจเมืองสีโจวไว้ในมือได้ตั้งแต่อายุน้อยเพียงนี้แน่” ในสีโจว แม้ว่าจะมีผู้ว่าการและแม่ทัพจากราชสำนัก แต่ก็ไม่ได้ต่างอันใดกับไม่มี เมื่ออยู่ต่อหน้าหนิงอ๋องที่อารมณ์รุนแรงทั้งสองคนไม่อาจเอ่ยคำใดได้
แต่แม้ว่าหนิงอ๋องจะยโสโอหังเพียงนี้ อดีตฮ่องเต้เมื่อครั้งยังมีชีวิตก็ไม่ได้ป้องกันอันใดเขามาก แม้แต่องค์รัชทายาทเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขานัก นอกจากอำนาจในมือของเขา เห็นชัดว่าอดีตฮ่องเต้และองค์รัชทายาทเองไม่คิดว่าคนนิสัยเช่นนี้จะกลายเป็นอาวุธชั้นเยี่ยมได้ ไม่เอ่ยไม่ได้ว่านี่เรียกได้ว่าเป็นการแสร้งเป็นหมู เพื่อหลอกกินเสือกระมัง
เว่ยหงเฟยพยักหน้าอย่างชื่นชม เอ่ย “หนิงอ๋องสามารถมีตำแหน่งที่มีอำนาจเพียงนี้ จะต้องไม่ใช่เพียงคนบ้าที่เอาแต่ใช้กำลังเป็นแน่”
“แต่ว่าเสด็จพ่อ ตอนนี้พวกเราจะทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยจวินปั๋วขมวดคิ้ว หนิงอ๋องคุยยากกว่าที่คิด หน้าที่ของพวกเขาตอนนี้เกรงว่าคงลำบากแล้ว
เว่ยหงเฟยเอ่ยเสียงเข้ม “รอ นิสัยของเว่ยจวินมั่วและหนิงอ๋องคงอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน รอพวกเขาแตกหักกันแล้วแน่นอนว่าจะทำงานได้ง่ายขึ้น”
“แต่ว่า ยังมีซิงเฉิงจวิ้นจู่นะพ่ะย่ะค่ะ” แม้ว่าหนิงอ๋องดูเหมือนจะไม่ต้อนรับเว่ยจวินมั่ว แต่ว่าปฏิบัติต่อซิงเฉิงจวิ้นจู่ไม่เลวนัก ด้วยความเจ้าเล่ห์ของซิงเฉิงจวิ้นจู่ ไม่แน่ว่าอาจสามารถช่วยเว่ยจวินมั่วเกลี้ยกล่อมหนิงอ๋องได้ เว่ยหงเฟยเอ่ยเสียงเย็น “สตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น เรื่องใหญ่เพียงนี้หากหนิงอ๋องยังถูกสตรีเพียงคนเดียวบงการได้ เช่นนั้นแสดงว่าการคาดการณ์ของเราก่อนหน้านี้ล้วนผิดทั้งสิ้น เขาคงเป็นคนบ้าที่เอาแต่ใช้กำลังจริงๆ สองวันนี้อย่าเพิ่งทำสิ่งใดบุ่มบ่าม ส่งคนไปจับตาดูเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วเอาไว้”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
สองวันมานี้หนิงอ๋องวิตกกังวลมาก สองวันก่อนเว่ยจวินมั่วพาหนานกงมั่วกลับไปแล้วก็ไม่เคยกลับมาจวนหนิงอ๋องอีกเลย แม้แต่ป้ายขอเข้าพบก็ไม่เคยส่งมาแม้เพียงแผ่นเดียว เมื่อเทียบกับเว่ยหงเฟยฝั่งนี้ที่ส่งป้ายมาทุกวัน หนิงอ๋องเริ่มรู้สึกว่าตนเองนั้นถูกละเลย
ยังดีที่หนานกงมั่วยังให้คนนำเครื่องหอมที่ปรุงเรียบร้อยแล้วมาให้พร้อมกับใบสั่งยา ทดลองดูแล้ว รู้สึกสบายกว่าที่ผ่านมา กลางคืนสามารถนอนหลับสนิท กลางวันอารมณ์ของหนิงอ๋องก็ดีขึ้นมาไม่น้อย
“ไป เรียกเว่ยจวินมั่วเจ้าเด็กนั่นมาให้ข้า” หนิงอ๋องออกคำสั่งด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“…” ใครบอกว่าท่านอ๋องอารมณ์ดีแล้วเล่า ดีที่ใดกัน เห็นชัดว่าหนักยิ่งกว่าปกติเสียอีก
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง ไม่รู้ว่า…ท่านอ๋องเรียกคุณชายเว่ยมาพบด้วยเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เชิญคน แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลสักข้อใช่หรือไม่ แม้ว่าท่านอ๋องจะเป็นเสด็จลุงของคุณชายเว่ย แต่ดูแล้วนิสัยของคุณชายท่านนั้นมิใช่คนที่จะเรียกเข้าพบได้ง่ายๆ
หนิงอ๋องย่นคิ้ว “ทำไมหรือ ข้าอยากเจอหลานชายสักหน่อยต้องมีเหตุผลด้วยหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
“เหอะ” หนิงอ๋องเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ใบหน้าเบิกบานมองการแสดงของหญิงสาวตรงหน้า ดูไม่ออกถึงความหงุดหงิดก่อนหน้านี้
เว่ยจวินมั่วเดินตามเข้ามาในสวนดอกไม้ด้านหลัง พลันมองเห็นหนิงอ๋องที่นอนทอดกายอย่างสบายใจอยู่ใต้ต้นไม้ท่านกลางเหล่าหญิงสาวที่คอยปรนนิบัติ หนิงอ๋องแหงนหน้าขึ้นดื่มเหล้าหนึ่งจอกที่สตรีคนหนึ่งป้อนให้ มองเห็นเว่ยจวินมั่วเดินเข้ามา คิ้วคมจึงเลิกขึ้น “มาแล้วหรือ”
เว่ยจวินมั่วไม่เอ่ยอันใด เพียงยืนอยู่ตรงหน้ามองเขานิ่งๆ หนิงอ๋องส่งเสียงหยัน ชี้ไปยังเหล่าสตรีตรงหน้า “มองอันใดกัน ถูกความหล่อเหลาของเว่ยจวินมั่วดึงดูดแล้วหรือ ยังไม่รินเหล้าให้แขกอีก”