หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 809 บาดใจผู้จัดการโรงเตี๊ยม (2)
ตอนที่ 809 บาดใจผู้จัดการโรงเตี๊ยม (2)
หลิ่วหันโยนป้ายชื่อในมือให้กับผู้จัดการโรงเตี๊ยม เอ่ย “ไปเตรียมอาหารมาสักชุด เลือกเอาอาหารที่ดีที่สุดในร้านมา” เมื่อผู้จัดการโรงเตี๊ยมเห็นป้ายชื่อพลันยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “ที่แท้แล้วก็เป็นคุณชายเว่ยและฮูหยินนี่เอง ห้องพักของทั้งสี่ท่านข้าน้อยได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญท่านทั้งสี่ขึ้นชั้นบนได้เลยขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปสั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารมาทันที” หอเย่ว์ปินถือเป็นโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในอานเซี่ย ห้องพักในโรงเตี๊ยมมีหลายระดับแตกต่างกันไป วันก่อนก็พึ่งมีคุณชายมาพักชั้นสามห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยม และยังเหมาเรือนส่วนหลังทั้งหมดอีกด้วย เพียงรายรับก้อนนี้ก็เพียงพอที่จะทำกำไรครึ่งเดือนแล้ว มองดูเครื่องแต่งกายงดงามของคนตรงหน้า เห็นได้ชัดว่ามิใช่คนธรรมดาทั่วไป เกรงว่าคงจะเป็นผู้ดีจากตระกูลใดสักแห่ง
ผู้จัดการโรงเตี๊ยมเอ่ยจบก็มีเสี่ยวเอ้อร์รีบเดินเข้ามาเชื้อเชิญทั้งสี่ขึ้นชั้นบน พร้อมทั้งรินน้ำชาให้ทันที หลังจากรินน้ำชาเรียบร้อยแล้วจึงออกไป
หนานกงมั่วนั่งอยู่บนชั้นสองพลางอิงไหล่ของเว่ยจวินมั่วอย่างสบายใจ นานแล้วที่ไม่ได้ขยับเนื้อขยับตัว หลังจากขี่ม้ามาครึ่งค่อนวัน เนื้อตัวจึงเมื่อยขบไปหมด
เว่ยจวินมั่วส่งถ้วยชาอุ่นๆ ให้กับหนานกงมั่ว เมื่อสัมผัสถึงความอุ่นของถ้วยชา หนานกงมั่วก็ยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “อานเซี่ยถือเป็นสถานที่ที่ไม่เลวทีเดียว งดงามกว่าโยวโจวเป็นไหนๆ” โยวโจวอยู่ใกล้กับนอกด่านชายแดน ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนก็ค่อนข้างโหดร้ายเป็นอย่างมาก แต่อานเซี่ยเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ตลอดเส้นทางที่มา สะพานเล็กมีแม่น้ำไหลผ่าน ตึกบ้านเรือนใหญ่โตโอ่อ่า บรรยากาศงดงามคล้ายคลึงกับหมู่บ้านริมน้ำของเจียงหนานเป็นอย่างมาก
เว่ยจวินมั่วเอ่ยขึ้นเบาๆ “หากเจ้าชอบก็อยู่ต่ออีกสักสองสามวัน แถบอานเซี่ยนี้ถือเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในสีโจว เช่นเดียวกับที่ใครๆ รู้จักกันดีว่าเจียงหนานเป็นที่ที่ดีที่สุดของทางตอนใต้”
หลิ่วหันเงยหน้าขึ้นมามองทั้งสอง จากนั้นก็ก้มหน้ารินน้ำชาต่อ ดูท่า เกรงว่าทั้งสองจะลืมไปแล้วว่ามาทำอันใดที่สีโจว
ดวงตาของหนานกงมั่วลุกวาวขึ้นมาทันที ยิ้มพร้อมเอ่ยตอบว่า “ดีเลย”
ไม่นาน ผู้จัดการโรงเตี๊ยมก็ได้นำอาหารมาวางเรียงรายบนโต๊ะ ได้ยินหนานกงมั่วและหลิ่วหันกำลังสนทนากันว่าจะไปเที่ยวที่ใด เขาจึงยิ้มพลางเอ่ย “ทั้งสี่ท่านมาได้ถูกเวลา ตอนนี้เป็นช่วงเทศกาลเทพบุปผาของเมืองอานเซี่ย หากท่านทั้งสี่ไม่รีบเดินทาง ก็อยู่ชมเทศกาลเทพบุปผาต่ออีกสักวันสองวันได้ขอรับ”
“เทศกาลเทพบุปผาหรือ” หนานกงมั่วเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ “ปกติแล้วเทศกาลเทพบุปผาจัดช่วงเดือนสองมิใช่หรือ” เทศกาลเทพบุปผาของทางเจียงหนานส่วนใหญ่แล้วจัดขึ้นในวันที่สิบสองของเดือนสอง แต่ละที่อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย ทว่าก็จะจัดอยู่ในช่วงกลางเดือนสองอยู่ดี ทว่าตอนนี้ปาเข้าไปเดือนหกแล้วยังมีเทศกาลเทพบุปผาที่ไหนอีก ผู้จัดการโรงเตี๊ยมยิ้มขึ้นพร้อมตอบว่า “ท่านทั้งสองคงจะไม่รู้ อานเซี่ยของเราไม่เหมือนกับที่อื่น เทพที่พวกเราชาวอานเซี่ยกราบไหว้บูชาคือเทพธิดาบงกชขอรับ”
“ไยจึงเป็นเช่นนั้นหรือ” ทางตอนเหนือสู้หมู่บ้านริมน้ำของทางตอนใต้ไม่ได้สักหน่อย หากเทียบกันแล้ว นับว่าพบเห็นดอกบัวได้ยากพอสมควร
ผู้จัดการโรงเตี๊ยมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เอ่ยว่า “ตั้งแต่สมัยโบราณมา เมืองอานเซี่ยของเราถือเป็นสถานที่ที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก มีความแตกต่างกับทางตอนเหนืออย่างสิ้นเชิง เมืองอานเซี่ยมีแม่น้ำเล็กใหญ่ทั้งหมดเก้าสาย และยังมีทะเลสาบงดงามอีกหลายแห่ง แม้แต่ฤดูร้อนก็ไม่เคยแห้งแล้ง ห่างจากนอกเมืองราวสองถึงสามลี้มีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง ตรงกลางทะเลสาบมีดอกบัวมากมาย หากเทียบกับหมู่บ้านริมน้ำของเจียงหนานแล้ว ไม่ได้ด้อยเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่สมัยโบราณจนมาถึงตอนนี้ น้ำในทะเลสาบไม่เคยแห้งเหือดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ชาวบ้านได้รับประโยชน์ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ผู้คนในเมืองอานเซี่ยจึงชอบดอกบัวเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่าการที่เมืองอานเซี่ยสงบสุขเช่นนี้เป็นเพราะได้รับการปกปักรักษาจากเทพบุปผา”
หนานกงมั่วพยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ย “เช่นนี้ก็แสดงว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดีใช่หรือไม่”
“แน่นอนขอรับ” ผู้จัดการโรงเตี๊ยมเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ตั้งแต่เด็กจนโตข้าน้อยไม่เคยออกนอกเมืองอานเซี่ยเลย และไม่เคยคิดอยากจะออกไปแม้แต่ครั้งเดียว ที่อื่นจะดีเทียบเท่ากับอานเซี่ยของเราได้เช่นไรกัน”
หนานกงมั่วหันไปถามเว่ยจวินมั่วด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เราอยู่เที่ยวต่ออีกสักสองสามวันดีหรือไม่”
แน่นอนว่าเว่ยจวินมั่วย่อมไม่คัดค้าน “ตามใจเจ้า”
ผู้จัดการโรงเตี๊ยมยิ้มพลางเอ่ย “หากคุณชายเว่ยและฮูหยินมีอารมณ์สุนทรีย์ เที่ยงตรงของวันพรุ่งนี้จะมีพิธีกราบไหว้เทพบุปผาที่หน้าทะเลสาบมรกต ทุกๆ ปีของช่วงเวลานี้ ที่ริมทะเลสาบครึกครื้นเป็นอย่างมาก พ่อค้าจำนวนมากจากหลายๆ เมืองจะนำสินค้าหายากมาขายที่นั่นด้วยขอรับ” หนานกงมั่วได้ยินแล้วจึงยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า “ที่โรงเตี๊ยมของท่านเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ เป็นเพราะงานเทศกาลเทพบุปผาหรือไม่”
ผู้จัดการโรงเตี๊ยมพยักหน้าตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ราคาห้องพักของหอเย่ว์ปินสูงกว่าโรงเตี๊ยมอื่นราวสองถึงสามเท่า ฤดูกาลนี้ยังคงมีแขกมาเข้าพักไม่ขาดสาย ยามนี้ที่นั่งชั้นสองมีแขกนั่งเต็มหมดแล้ว เป็นเพราะเทศกาลเทพบุปผาประจำปีโดยแท้ ผู้จัดการโรงเตี๊ยมผู้นี้รู้จักคิดอ่านเป็นอย่างมาก พูดจาเพียงไม่กี่คำก็รีบแจ้งว่าคืนนี้ในเมืองมีงานเทศกาลโคมไฟ ให้ลองไปเดินชมดู จากนั้นก็รีบขอตัวออกไปทันที
หนานกงมั่วมองดูผู้จัดการโรงเตี๊ยมที่เดินลงบันไดอย่างช้าๆ จากนั้นเอ่ยว่า “ผู้จัดการโรงเตี๊ยมผู้นี้ถือว่าเก่งกาจไม่เบาทีเดียว มิน่าเล่าหอเย่ว์ปินแห่งนี้ถึงได้เป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองอานเซี่ย”
หลิ่วหันพยักหน้าเล็กน้อย ผู้จัดการโรงเตี๊ยมผู้นี้ถือเป็นคนที่พูดเก่งไม่น้อย อีกอย่างการวาจาของเขาก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าพูดมากจนน่ารำคาญ ดูเป็นคนที่รู้จักประมาณตนไม่เอ่ยพร่ำเพรื่อและสังเกตสีหน้าของผู้อื่นเป็น
“เอาแต่เก็บตัวอยู่ในที่เล็กๆ เช่นนี้ น่าเสียดายแย่” หนานกงมั่วเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจเบาๆ
“แล้วงานโคมไฟที่ผู้จัดการโรงเตี๊ยมเอ่ยถึง พวกเราจะไปหรือไม่เจ้าคะ”
หนานกงมั่วยิ้มเล็กน้อย เอ่ย “ย่อมต้องไปอยู่แล้ว”
แน่นอนว่างานชมแสงไฟย่อมต้องจัดขึ้นในช่วงกลางคืน เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง ถนนถัดจากโรงเตี๊ยมก็มีดวงไฟค่อยๆ สว่างขึ้นอย่างช้าๆ ถนนทั้งสายยาวไปจนถึงกำแพงเมืองประดับประดาด้วยโคมไฟสวยงาม แม้แต่ศาลาประตูเมืองก็เต็มไปด้วยโคมไฟหลากหลายรูปแบบสีสัน หญิงสาวในเมืองอานเซี่ยไม่ได้เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเหมือนเช่นที่ผ่านมา ทุกคนต่างพากันแต่งหน้าทำผมชวนกันออกไปเดินเล่นชมงานกับพี่น้องในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ที่ถนนเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่สลับกันไป
หนานกงมั่วสวมอาภรณ์สีฟ้าทั้งชุด เส้นผมดำขลับถูกรวบม้วนเป็นมวยเล็กๆ บนศีรษะประดับด้วยปิ่นปักผมเงินรูปดอกบัว พู่ระย้าที่อ่อนช้อยทิ้งตัวข้างหูไปมาตามแรงเคลื่อนไหว ยิ่งเพิ่มความงดงามเข้าไปอีก พลอยทำให้ผู้คนที่พบเห็นดูไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่านางนั้นเป็นแม่ลูกสองแล้ว มือข้างหนึ่งของหนานกงมั่วจูงมือเว่ยจวินมั่วไว้ ส่วนมืออีกข้างถือโคมไฟดอกบัว ทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าไปในกลุ่มฝูงชนที่กำลังสัญจรไปมาอย่างคึกคัก
“พวกเจ้าเอาแต่ตามข้าทำไม” เมื่อเดินอยู่ครู่หนึ่ง หนานกงมั่วก็สังเกตเห็นว่ามีเงาสองคนแอบตามหลังมาติดๆ จึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจนใจ
ซิงเวยยืนกอดกระบี่เงียบๆ แต่หลิ่วหันอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจว่า “แล้วจะให้พวกเราไปทำอันใดหรือเจ้าคะ” เดิมทีที่พวกเขามาที่นี่ก็เพราะต้องติดตามจวิ้นจู่และคุณชายเว่ย หากไม่ให้ติดตามเจ้านาย แล้วพวกเขายังมีสิ่งใดให้ทำอีก
หนานกงมั่วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นพลันชี้ไปยังกลุ่มผู้คนเบื้องหน้าพลางเอ่ย “คนเหล่านั้นทำอันใด เจ้าสองคนก็ไปทำตาม พวกเรามาที่อานเซี่ยก็เพื่อที่จะเที่ยวเล่นมิใช่หรือ พวกเจ้าทั้งสองตามมาเช่นนี้แล้วพวกข้าจะเที่ยวอย่างไร รีบไปๆ ไม่ต้องตามแล้ว”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีคำว่าแต่ ไม่ว่าใครก็ห้ามตามมา” หนานกงมั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง จากนั้นจึงหันไปคว้ามือเว่ยจวินมั่วเดินเข้าไปในฝูงชนทันที
หลิ่วหันรีบตามไปด้วยความเคยชิน ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาก็เจอเข้ากับเว่ยจวินมั่วที่หันกลับมาจ้องมองด้วยสายตาเย็นยะเยือกเสียก่อน ขาของหลิ่วหันจึงก้าวไม่ออกไปชั่วครู่ สุดท้ายทำได้เพียงปล่อยให้ทั้งสองหายเข้าไปในฝูงชนอย่างจำใจ หลิ่วหันและซิงเวยที่ถูกทิ้งจึงหันมาสบตากันอยู่ครู่ใหญ่ ผ่านไปเนิ่นนานหลิ่วหันเอ่ยว่า “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี”
ซิงเวยจ้องมองหลิ่วหันอยู่ครู่หนึ่ง เพียงชั่วอึดใจก็หายตัวเข้าไปในกลุ่มผู้คนทันที