หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 807 ผู้ที่ดีดพิณไพเราะ ไม่ใช่คนดี (3)
ตอนที่ 807 ผู้ที่ดีดพิณไพเราะ ไม่ใช่คนดี (3)
เยี่ยนอ๋องสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงเอ่ย “เหว่ยเอ๋อร์กับจย่งเอ๋อร์อายุยังน้อย”
เว่ยจวินมั่วหันไปมองเซียวเชียนเหว่ยและเซียวเชียนจย่งพลางเอ่ยขึ้นว่า “อายุสิบหก สิบเจ็ดปี ถือว่าไม่น้อยแล้ว” เยี่ยนอ๋องได้ยินแล้วโมโหเป็นอย่างมาก ขบฟันแน่นพลางเอ่ย “อย่าเลอะเลือนแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจเจตนาของข้า ข้าต้องการให้เจ้านำกองทัพทหารออกรบ เจ้ากล้าขัดคำสั่งรึ!”
สีหน้าของเว่ยจวินมั่วยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติงแม้แต่นิดเดียว “กระหม่อมคิดว่าเสด็จลุงมีกิจธุระอย่างอื่นให้กระหม่อมไปจัดการเสียอีก”
เยี่ยนอ๋องสบถเสียงในลำคอเบาๆ “ข้ายังมีธุระใดให้เจ้าจัดการอีก เจ้าจงไปยึดชิงโจวตามคำสั่งข้าแต่โดยดี ข้าพึ่งจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าเป็นรองหัวหน้าแม่ทัพ ดังนั้นเจ้าควรต้องขยันให้มากขึ้นหน่อย เอาแต่หลบอยู่ในจวนใช้ชีวิตไปวันๆ เช่นนี้ใช้ได้เสียที่ไหนกัน” หลานชายของเขาคนนี้อย่างอื่นถือว่าดีหมด ยกเว้นเรื่องเดียว คือไม่มีความทะเยอทะยานก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย บางครั้งการที่ฉลาดมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสียทีเดียว ไม่ว่าเรื่องใดก็สามารถอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จะคว้าสิ่งไหนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงทำให้คนเหล่านี้ไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น เยี่ยนอ๋องก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งจึงทนเห็นหลานชายเอื่อยเฉื่อยเช่นนี้ไม่ได้
เนี่ยนหย่วนที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยว่า “คุณชายเว่ยหมายถึง…หนิงอ๋องหรือ”
เว่ยจวินมั่วไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงจ้องมองเยี่ยนอ๋องอย่างเงียบๆ เท่านั้น เยี่ยนอ๋องหลุบตาลงต่ำ นิ่งเงียบเนิ่นนานจึงค่อยกัดฟันเอ่ย “ทางฝั่งหนิงอ๋อง ข้ามีแผนในใจอยู่แล้ว”
“เสด็จลุงจะไปด้วยตนเองหรือ เพราะนอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีใครในโยวโจวสามารถโน้มน้าวหนิงอ๋องได้อีกแล้ว” เวลาเช่นนี้แน่นอนว่าเยี่ยนอ๋องไม่สามารถออกห่างจากโยวโจวได้ เยี่ยนอ๋องฉุนเฉียวเป็นอย่างมาก “แล้วเจ้าสามารถโน้มน้าวเจ้าสิบเจ็ดได้หรืออย่างไรกัน” เว่ยจวินมั่วนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา แต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความคิดอย่างชัดเจน
เยี่ยนอ๋องรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก เขาหวังดีอยากให้เว่ยจวินมั่วมีความดีความชอบด้านการรบ แต่เว่ยจวินมั่วกลับเอาแต่หนีอยู่ร่ำไป และถึงแม้เขาจะเกลี้ยกล่อมหนิงอ๋องจนสำเร็จได้ ทว่าความดีความชอบจะเทียบเท่ากับการยึดชิงโจวได้อย่างไร ในกองทัพทหารความดีความชอบในการรบถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว
ราวกับว่าเซียวเชียนจย่งไม่สังเกตเห็นความกลัดกลุ้มใจของเสด็จพ่ออย่างไรอย่างนั้น เขายิ้มกว้างพลางเอ่ย “เสด็จพ่อ ในเมื่อท่านพี่ไม่ยอมไป เช่นนั้นลูกก็ไปได้แล้วใช่หรือไม่ เสด็จพ่อวางใจเถิด ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อขายหน้าอย่างแน่นอน”
“ออกไปเสีย!” เยี่ยนอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “ออกไปให้หมดนี่แหละ เรื่องนี้ข้าจะต้องไตร่ตรองใหม่”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เซียวเชียนจย่งยักไหล่เบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย อย่างไรเสียวันข้างหน้าโอกาสที่จะได้สู้รบนั้นยังมีอีกมากมาย เขาไม่รีบร้อน เพียงแต่ว่าทั้งๆ ที่ท่านพี่ไม่อยากไปรบ เหตุใดเสด็จพ่อยังดันทุรังจะให้ท่านพี่ไปให้ได้ รู้ทั้งรู้ว่าท่านพี่ของเขาหัวแข็งและดื้อรั้น แต่เสด็จพ่อยังพยายามจะโน้มน้าวเขาไม่ยอมเลิก ดูเหมือนว่าเสด็จพ่อของเขาก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกขอทูลลา”
“อาตมาขอตัวแล้ว”
“พวกเจ้าสองคนอยู่ต่อ” เยี่ยนอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
ทั้งสองหยุดฝีเท้าลงพลางหันมาสบตากันด้วยความแปลกใจ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับเข้ามาใหม่
เมื่อห้องหนังสือเหลือพวกเขาเพียงสามคน เยี่ยนอ๋องก็จ้องมองไปที่เว่ยจวินมั่วตาเขม็ง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยถอนลมหายใจออกมา เอ่ยขึ้นว่า “เอ่ยมา ว่าเจ้าคิดจะทำอันใด”
เว่ยจวินมั่วนิ่งเงียบไม่ตอบอันใด หนานกงมั่วจึงยิ้มพลางถาม “เสด็จลุงหมายถึงอันใดหรือเพคะ”
เยี่ยนอ๋องจ้องนางตาเขม็งพลางเอ่ย “เจ้าไม่ต้องช่วยพูดแทนเขา เหตุใดถึงไม่ยอมไปชิงโจว”
“เพราะสีโจวสำคัญกว่า” เว่ยจวินมั่วเอ่ยขึ้น “หากหนิงอ๋องออกทัพตามคำสั่งฮ่องเต้ โยวโจวก็จะถูกโจมตีขนาบจากสองฝั่งทันที” อีกอย่างกำลังการรบของกองกำลังไท่หนิงในสีโจวก็ไม่ได้แพ้โยวโจวเลย และหากว่าหนิงอ๋องทำการกบฏ สำหรับโยวโจวแล้วถือเป็นเรื่องเลวร้ายเป็นอย่างมาก เยี่ยนอ๋องหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ พลางเอ่ย “เจ้าคิดว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เจ้าสิบเจ็ดจะร่วมมือกับเซียวเชียนเยี่ย ยามนี้มีจวนเยี่ยนอ๋องขวางอยู่ข้างหน้า ไม่มีทางที่เซียวเชียนเยี่ยจะแตะต้องหนิงอ๋องอยู่แล้ว แต่หากว่าจวนเยี่ยนอ๋องพ่ายแพ้ จวนหนิงอ๋องก็จะกลายเป็นรายต่อไปทันที”
“ถึงแม้แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังถือว่าอันตรายอยู่ดี” เว่ยจวินมั่วเอ่ยทั้งที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองเสียด้วยซ้ำ “ตราบใดที่มีผลประโยชน์มากพอ หนิงอ๋องจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไรกัน”
“ยกตัวอย่างเช่น” เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
หนานกงมั่วยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “ยกตัวอย่างเช่น หากไม่โค่นล้มราชสำนัก ราชบัลลังก์ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง”
เยี่ยนอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เห็นเจ้าสิบเจ็ดโง่เขลาหรืออย่างไรกัน ถึงได้คิดว่าเขาจะเชื่อวาจาของฮ่องเต้” คำสัญญาของฮ่องเต้เชื่อถือได้หรือ หากวาจาของฮ่องเต้สามารถเชื่อได้ว่าจะมีผลตลอดไป ในประวัติศาสตร์ก็คงจะไม่มีตระกูลสูงศักดิ์มากมายถูกลงโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรหรอก จริงอยู่ที่ว่าวาจาของฮ่องเต้นั้นหนักแน่นมิแปรผัน แต่หากมีความจำเป็น ฮ่องเต้ก็พลิกหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหนังสือเสียด้วยซ้ำ
หนานกงมั่วจึงเอ่ย “แต่ทว่าใต้หล้านี้ก็มีคนมากมายที่เชื่อวาจานั้นมิใช่หรือเพคะ”
เยี่ยนอ๋องจ้องมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ เอ่ย “ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าทั้งสองต่างก็อยากไปที่สีโจวใช่หรือไม่”
หนานกงมั่วยิ้มกว้างพลางเอ่ยตอบกลับ “เสด็จลุงทรงพระปรีชายิ่งนัก”
“ปรีชาบ้าบออันใดกัน” เยี่ยนอ๋องสบถด่าพลางส่งเสียงหึเบาๆ จากนั้นจึงชี้ไปยังทั้งสองพลางเอ่ย “เจ้า ข้าให้ทหารและม้ากับเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ดูแลดีๆ ส่วนเจ้า ลูกสองคนเพิ่งจะครบเดือน แต่เจ้ากลับวิ่งเต้นไปทั่ว เป็นอันใดกัน ทหารของข้าร้อนจนลวกมือพวกเจ้าหรืออย่างไรกัน” หนานกงมั่วตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เสด็จลุงเอ่ยเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะเพคะ จวินมั่วทำไปก็เพราะต้องการจะแบ่งเบาความวิตกกังวลของเสด็จลุง ทางฝั่งชิงโจวใครจะไปรบแทนก็ย่อมได้ แต่สำหรับสีโจว นอกจากจวินมั่วแล้ว เสด็จลุงสามารถหาคนที่เหมาะสมกว่าเขาได้จริงๆ หรือ”
เยี่ยนอ๋องเอ่ยอันใดไม่ออกไปชั่วขณะ จ้องมองทั้งสองเนิ่นนาน จึงค่อยถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นก็โบกมือด้วยความรำคาญใจ เอ่ย “ออกไปได้แล้ว หากพวกเจ้าเกลี้ยกล่อมเจ้าสิบเจ็ดไม่สำเร็จก็ไม่ต้องกลับมาทั้งคู่”
หนานกงมั่วเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางหัวเราะออกมาเบาๆ “ขอบคุณเสด็จลุงเพคะ”
ขณะที่จ้องมองแผ่นหลังทั้งสองที่ค่อยๆ หายลับไปจากประตู สีหน้าฉุนเฉียวของเยี่ยนอ๋องก็ค่อยๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าสง่างามค่อยๆ ปรากฏสีหน้าที่เย็นยะเยือก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยถอนลมหายใจออกมาพลางเอ่ย “แบ่งเบาความวิตกกังวลอันใดกัน ก็แค่…ก็แค่ไม่เชื่อใจข้าเท่านั้น ข้าดูเหมือน…”
การที่เว่ยจวินมั่วออกตัวขอไปที่สีโจวด้วยตนเองเท่ากับว่าเขาไม่ต้องนำกองทัพทหารไปสู้รบ ทว่าอำนาจทหารก็ไม่ได้ส่งมอบออกไปได้อย่างง่ายดายเหมือนเช่นที่คิดไว้ ในเมื่อเยี่ยนอ๋องตัดสินใจลงเรือลำเดียวกับเว่ยจวินมั่วแล้ว แม้เว่ยจวินมั่วจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่สีโจวก็ตาม แต่ตำแหน่งหน้าที่รองหัวหน้าแม่ทัพในกองทัพก็ยังต้องดำรงต่อไป ในระหว่างที่เว่ยจวินมั่วไม่อยู่แล้วกองทัพจะทำเช่นไรนั้น ยามนี้หนานกงชวี่ที่กำลังรักษาการณ์อยู่ที่กำแพงเมืองไม่ค่อยราบรื่นมิใช่หรือ และเขาเองก็เป็นพี่ชายของซิงเฉิงจวิ้นจู่อีกด้วย ระหว่างนี้ก็ให้เขามาทำหน้าที่แทนไปก่อนก็แล้วกัน
ภายใต้สายตาเย้ยหยันของคุณชายฉังเฟิง คุณชายเว่ยที่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายและเย็นชาก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางไกลกับหนานกงมั่ว
สีโจวมิใช่สถานที่ที่น่าไปแต่อย่างใด ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนอ๋องและหนิงอ๋องจะดีมาโดยตลอดก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ได้มั่นคงและแน่นแฟ้นเฉกเช่นฉีอ๋องที่เป็นพี่น้องร่วมมารดา ยามนี้เยี่ยนอ๋องได้ประกาศความประสงค์ออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาได้หันหลังให้กับราชสำนักแล้ว หนิงอ๋องกลับไม่ได้แสดงจุดยืนแต่อย่างใด การไม่แสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจนหมายความว่าเขาเป็นกลางไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในขณะเดียวกัน…ก็หมายความว่าจุดยืนของเขานั้นสามารถผันแปรได้ตลอดเวลา
ในบรรดาโอรสของฮ่องเต้พระองค์ก่อน หนิงอ๋องถือว่าอายุน้อยที่สุด หากเทียบกับเว่ยจวินมั่ว อายุเขายังน้อยกว่าเว่ยจวินมั่วหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็เหมือนเช่นเยี่ยนอ๋อง แต่งงานตั้งแต่อายุสิบหก และขึ้นรับตำแหน่งผู้บัญชาการสามกองกำลังรักษาการณ์ไท่หนิง ท่ามกลางเหล่าบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ เขาเองก็ถือว่าเป็นบุคคลเก่งกาจไม่น้อย นั่นหมายความว่าคนธรรมดาไม่สามารถจะสยบเขาได้อย่างแน่นอน อย่าว่าแต่จะควบคุมเขาเลย แม้แต่คิดที่จะโน้มน้าวก็ต้องดูว่าเขาให้โอกาสโน้มน้าวหรือไม่ ดังนั้นเยี่ยนอ๋องจึงได้มีความคิดจะเดินทางไปยังสีโจวด้วยตัวเอง
เมื่อได้ยินว่าเว่ยจวินมั่วจะออกเดินทางไกล นอกจากองค์หญิงฉังผิงที่รู้สึกเป็นห่วงกังวลแล้ว คนอื่นๆ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์ของเว่ยจวินมั่วหรือหนานกงมั่วต่างก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าทั้งสองจะโน้มน้าวหนิงอ๋องสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยๆ หากพวกเขาต้องการจะกลับก็ย่อมไม่มีใครขวางทางพวกเขาได้อย่างแน่นอน