หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 791 ตั้งครรภ์หนึ่งครั้งโง่สามปี (1)
ตอนที่ 791 ตั้งครรภ์หนึ่งครั้งโง่สามปี (1)
“จวิ้นจู่วางใจเป็นพอเจ้าค่ะ ตอนนี้คนที่โชคร้ายคือคนที่มาโจมตีเมืองพวกนั้น” ชวีเหลียนซิงเอ่ยขึ้นกลั้วเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข หลายวันมานี้ทั้งตกใจและหวาดกลัว ในที่สุดก็วางใจได้แล้ว “กองทัพมาถึงไล่หลังคุณชายเว่ยไม่นานเจ้าค่ะ เพียงแต่คุณชายเว่ยเข้ามาในเมืองก่อนเท่านั้น คุณชายเว่ยสั่งให้คนเปิดประตูเมือง ทหารพวกนั้นกลับไม่กล้าเข้ามา ส่งคนมาสอดส่องอยู่กว่าครึ่งชั่วยาม กว่าจะวางใจ เพียงแต่พวกเขาเข้ามาได้เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามกองกำลังหนุนก็มาถึงแล้ว สถานการณ์ตอนนี้กองทัพด้านหลังถูกล้อมอยู่นอกเมือง กองทัพหน้าก็ถูกกักเอาไว้ที่ประตูเมืองด้านใน เข้ามาก็ไปไม่ได้จะออกไปก็ไม่ได้เจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “กองทัพของศัตรูน่าจะเหลืออยู่ราวๆ ห้าหกหมื่นไม่นับว่าน้อย ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่”
ชวีเหลียนซิงยักไหล่ ไม่ได้กังวลอันใดนัก “คุณชายเว่ยบอกว่าไม่มีปัญหา ก็คงจะไม่มีปัญหากระมังเจ้าคะ จวิ้นจู่อย่าได้กังวลเรื่องนี้เลย ตั้งใจรักษาแผลจึงจะถูกเจ้าค่ะ โชคดีที่คุณชายกำลังยุ่งเรื่องการศึก มิเช่นนั้น…” เพราะบาดแผลของจวิ้นจู่ เกรงว่าคงได้โกรธเกรี้ยวขึ้นมาแน่ โดยเฉพาะองครักษ์วังจื่อเซียวเหล่านั้น เดิมทีก็เพื่อปกป้องคุ้มกันจวิ้นจู่ องค์หญิงและเจ้านายน้อยทั้งสอง สุดท้ายจวิ้นจู่กลับได้รับบาดเจ็บ ไม่ตายก็คงได้ถลกหนัง
หนานกงมั่วทำเพียงพยักหน้า “เอาเถิด เว่ยจวินมั่วกลับมาแล้วพวกเจ้าก็เข้าข้างเขาจนหมด”
ชวีเหลียนซิงยกมือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะ “ไม่ใช่สักหน่อยเจ้าค่ะ เพราะจวิ้นจู่บาดเจ็บต่างหากเล่า”
“คุณชาย”
ด้านนอก น้ำเสียงเกร็งๆ ของสาวใช้ดังขึ้น ชวีเหลียนซิงเองก็รีบลุกขึ้นจากขอบเตียง คารวะอย่างนอบน้อม “คุณชาย”
เว่ยจวินมั่วเดินเข้าประตูมา กวาดตามองชวีเหลียนซิงเล็กน้อย ชวีเหลียนซิงตัวเกร็ง รีบเอ่ย “ข้าน้อยขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ชวีเหลียนซิงที่ก่อนหน้านี้หัวเราะสนุกสนานยามนี้กลับแทบฝังตัวเองเข้ากับผนัง ค่อยๆ เบียดตัวกับผนังก้าวถอยออกไป ลับหายออกไปจากประตู
หนานกงมั่วพิงตัวกับหัวเตียงมองเขาด้วยรอยยิ้ม หลายวันมานี้นางลำบากมีหรือเว่ยจวินมั่วจะไม่ลำบาก นำทัพทหารที่ไม่คุ้นเคย ใช้เวลาเพียงสามวันต้องฝ่าฟันอุปสรรคหนักหน่วงมาตลอดทางกว่าหลายร้อยลี้ มองเว่ยจวินมั่วที่ยังคงอยู่ในอาภรณ์สีครามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ดวงตาสีม่วงวาววับทว่าหว่างคิ้วแสดงออกถึงความเหนื่อยล้า หนานกงมั่วหัวใจอ่อนยวบ ยื่นมือไปหาเขาด้วยรอยยิ้ม “จวินมั่ว ท่านกลับมาแล้ว”
เว่ยจวินมั่วนั่งลงที่ขอบเตียงเงียบๆ ไม่สนใจว่าตนเองยังไม่ทันอาบน้ำเปลี่ยนชุดพลันดึงนางเข้าสู่อ้อมอก
ราวกับพวกเขาไม่ได้อยู่ท่ามกลางการรบ ราวกับพวกเขาไม่ได้ผ่านประสบการณ์ประตูเมืองกำลังจะแตกเมื่อครู่ ราวกับพวกเขาไม่ได้ต่อสู้มาตลอดสามวันสามคืน
เอ่ยถามราวกับสามีภรรยาทั่วไปที่สามีออกจากบ้านไปแล้วกลับมายามดึก “ท่านกลับมาแล้ว”
ประตูเมืองชั้นในไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนประตูเมืองชั้นนอก แต่พื้นที่ในเมืองนั้นไม่ได้กว้างขวางเหมือนเมืองชั้นนอก พื้นที่ที่ต้องป้องกันไม่ได้มีมากเหมือนนอกเมือง ที่สำคัญก็คือ ยังมีกองทัพของกองกำลังรักษาการณ์โยวโจวนับแสนอยู่ด้านหลัง ความจริงนับตั้งแต่ตอนที่เว่ยจวินมั่วปรากฏตัวอยู่ในเมืองโยวโจว การรบครั้งนี้ก็ไม่มีความกังวลใดอีกแล้ว แพ้ชนะเป็นเรื่องของเวลาเพียงเท่านั้น เป็นเช่นนั้น สองวันหลังจากนั้นกองทัพโจมตีโยวโจวที่เคยโจมตีแทบไม่ได้หยุดพักหายใจก็ต้องยอมพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง แต่ทุกคนรู้ดีว่าสงครามระยะสั้นนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเพียงเท่านั้น
ออกมาจากห้องของพระชายาเยี่ยนอ๋อง สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยก็ไม่ดีนัก มองเซียวเชียนชื่อที่อยู่ด้านข้าง เอ่ยเสียงเย็น “พี่ใหญ่ เรื่องของเสด็จแม่ในครั้งนี้ ท่านมีสิ่งใดอยากเอ่ยหรือไม่”
เซียวเชียนชื่อตัวแข็งทื่อ หลุบตาลง เอ่ย “หลังจากที่เสด็จพ่อกลับมา ข้าจะรับโทษจากเสด็จพ่อเอง”
“รับโทษหรือ” เซียวเชียนเหว่ยยิ้มเย็น “หากเสด็จแม่ไม่ฟื้นขึ้นมา…” แม้นิสัยของเซียวเชียนเหว่ยจะไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเซียวเชียนชื่อ และไม่ได้มุทะลุอย่างเซียวเชียนจย่ง แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ลงรอยกับเซียวเชียนชื่อที่อยู่ตรงหน้า อย่างไรก็ไม่เคยแสดงความโกรธออกมาต่อหน้าเขา เรื่องในครั้งนี้เห็นชัดว่าโกรธมากจริงๆ
เซียวเชียนจย่งมองพี่ชายทั้งสอง ก้าวเข้าไปดึงเซียวเชียนเหว่ยเอาไว้ เอ่ย “พี่รอง คุณชายเสียนเกอบอกแล้ว ไม่นานเสด็จแม่ก็ฟื้น”
เซียวเชียนเหว่ยจ้องน้องชายเขม็ง “ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้กับเสด็จแม่ได้ เจ้ายังกล้าเอ่ยเช่นนี้อีกหรือ”
เซียวเชียนจย่งรู้สึกผิดอยู่ในใจ ทำได้เพียงย่นคอ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากเว่ยจวินมั่ว หนานกงมั่วนั่งอยู่ด้านข้างเว่ยจวินมั่ว เพราะใครบางคนและเพราะบาดแผลที่ไหล่จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาดื่มชาที่คุณชายเว่ยกำลังถือ แม้มุมปากจะมีรอยยิ้มจางๆ ทว่าหากมองให้ดีอาจเห็นว่ามุมปากกำลังกระตุกอย่างอดไม่ได้ นางบาดเจ็บที่ไหล่เพียงข้างเดียวเองนะ
เว่ยจวินมั่วมองทั้งสามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เอ่ย “มีเรื่องอันใด รอเสด็จพ่อของพวกเจ้ากลับมาค่อยว่ากัน”
“พี่ชาย…” เซียวเชียนเหว่ยย่นคิ้ว เว่ยจวินมั่วเงยหน้าไปมองเขา “มิเช่นนั้น เจ้าคิดจะให้ข้าจัดการเยี่ยงไร”
เซียวเชียนเหว่ยไม่อาจตอบโต้ได้ จัดการเยี่ยงไรหรือ แม้ว่าเยี่ยนอ๋องจะมอบอำนาจการตัดสินใจเรื่องทุกอย่างให้กับเว่ยจวินมั่ว ภายใต้สถานการณ์ความปลอดภัยของเมืองโยวโจว เว่ยจวินมั่วไม่อาจจัดการกับเซียวเชียนชื่อผู้สืบทอดจวนเยี่ยนอ๋องผู้นี้ได้ตามใจชอบ ส่วนเซียวเชียนเหว่ย ในฐานะที่เป็นน้องชายยิ่งไม่อาจ ‘คาดหวัง’ ให้คนอื่นจัดการพี่ชายตนเองได้ เงียบไปชั่วครู่ เซียวเชียนเหว่ยจึงหลุบตาลง “เป็นข้าที่ใจร้อนเกินไป ขอพี่ชายได้โปรดอภัยด้วยขอรับ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า เอ่ย “อีกไม่กี่วันเสด็จลุงก็กลับมา พวกเจ้าไม่ต้องกังวล”
เซียวเชียนจย่งดวงตาวาวขึ้น “เสด็จพ่อจะกลับมาแล้วหรือขอรับ ไม่ใช่บอกว่าอี๋ชุนโหวกำลังยกทัพขึ้นเหนือมาหรือ”
“การสู้รบแน่นอนว่ามีแม่ทัพเซวียและแม่ทัพเฉินอยู่” การเป็นเยี่ยนอ๋องแม้ออกรบด้วยตนเองจะเป็นการดี เพียงแต่การนั่งปกครองเมืองที่โยวโจวเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวเมืองเองก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังห่างไกลจากสถานการณ์ที่ต้องให้เยี่ยนอ๋องนำทัพด้วยตัวเอง
ออกมาจากเรือนพระชายาเยี่ยนอ๋องแล้ว ทั้งสองจึงไปอุ้มเด็กๆ จากเรือนองค์หญิงฉังผิงกลับมายังเรือนของตน มองเด็กน้อยทั้งสองที่นอนหลับอยู่ในเปลโดยไร้ความกังวล หัวคิ้วคุณชายเว่ยที่ผูกกันแน่นจึงคลายลงไปมาก หนานกงมั่วนั่งมองเขาอยู่ด้านข้าง เอ่ยถาม “มีเรื่องในใจอันใดหรือไม่”
เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะเบาๆ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “กงอวี้เฉิน”
“ท่านเป็นห่วงเด็กทั้งสองหรือ” หนานกงมั่วเอนศีรษะซบเข้าไปกับแผ่นอกกว้าง เอ่ยถามเสียงเบา
เว่ยจวินมั่วยกมือขึ้นมาลูบเส้นผมสวยของนางเบาๆ เอ่ยถามเสียงเบา “เรือนเตี๋ยมีความเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “ตั้งแต่เสด็จลุงไป เรือนเตี๋ยก็เงียบสงบไปมาก ท่านคิดว่านางจะรู้อันใดอย่างนั้นหรือ ข้ากลับคิดว่านางอาจเป็นลูกนอกคอกที่ถูกทิ้งทำให้สับสนเท่านั้น”
“ถูกทิ้งอย่างไรก็เป็นลูก” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
หนานกงมั่วยิ้มร่า เอ่ย “ก็ได้ ในเมื่อท่านเอ่ยเช่นนี้ ข้าจะสั่งให้คนเฝ้าระวังนางเอาไว้ จริงสิ รอเยาเยาและอานอานโตขึ้นมาอีกสักหน่อย ข้าจะขอให้อาจารย์และอาจารย์อาช่วยดูแลพวกเขา” เว่ยจวินมั่วชะงัก ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงหนานกงมั่วเอ่ยต่อ “สถานการณ์หลังจากนี้คงไม่สงบเป็นแน่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาดูแลเด็กๆ ทั้งสองมากเพียงใด บนโลกใบนี้ คนและสถานที่ที่ข้าวางใจก็คงจะมีเพียงอาจารย์และอาจารย์อาแล้ว” เดิมทีหนานกงมั่วยังไม่มีความคิดนี้ แม้ว่าอาจารย์จะโวยวายอยากเลี้ยงดูเด็กทั้งสองด้วยตนเอง แต่ตัวเขาเองยังทำให้คนอื่นรู้สึกไม่อาจพึ่งพิงได้ใครจะกล้าให้เขาเลี้ยงจริงๆ อาจารย์อาแม้จะดี แต่ว่าอาจารย์อาชอบความสงบ เกรงว่าคงไม่มีความอดทนเลี้ยงเด็กทั้งสองได้ กระทั่งสองวันมานี้ อาจารย์อารักเด็กทั้งสองและมีท่าทีว่าอยากเลี้ยง หนานกงมั่วจึงได้ตัดสินใจ แต่นางลืมไปแล้ว แม้อาจารย์อาจะดูเป็นชายวัยกลางคน แต่ว่าอายุกลับไม่ได้อ่อนวัยกว่าอาจารย์มากนัก คนแก่ล้วนต้องการให้หลานคอยเชื่อฟังดูแลใช่หรือไม่