หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1074 จุดจบของแม่ทัพผู้เกรียงไกร (2)
ตอนที่ 1074 จุดจบของแม่ทัพผู้เกรียงไกร (2)
ลิ่นฉังเฟิงยักไหล่ เอ่ยอย่างทำอันใดไม่ได้ “เอ้อกั๋วกงฆ่าตัวตายแล้ว”
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้วเบาๆ “ข้ารู้แล้ว”
ลิ่นฉังเฟิงเองก็ไม่ใส่ใจ เรื่องเช่นนี้เขาไม่รู้ว่าควรจัดการเยี่ยงไรทว่าเว่ยจวินมั่วน่าจะรู้ว่าควรจัดการเยี่ยงไร เหลือบมองไปยังหนานกงไหวที่อยู่ในลานกล้าง เลิกคิ้วพลางเอ่ย “นี่มันอันใดกัน”
เจี่ยนชิวหยางรีบเอ่ย “ข้ากับซิงเวยบังเอิญไปเจอเข้าตอนไปหาเอ้อกั๋วกงก็เลยเอามาด้วยขอรับ” เดิมทีพวกเขาอยากจับตัวเอ้อกั๋วกงเพื่อสงครามในเมืองจะได้หยุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่คิดว่าเอ้อกั๋วกงจะยอมแพ้ไปเอง ในเมื่อเอ้อกั๋วกงไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องสงครามแล้วก็ไม่มีเรื่องสำคัญอันใดแล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงถือโอกาสจับตัวคนด้านหลังเอ้อกั๋วกงกลับมา นี่นับว่าเป็นการหาแทบตายไม่เจอ พอไม่ได้สนใจกลับมาให้จับได้ง่ายๆ
ฟังคำของเจี่ยนชิวหยาง หนานกงไหวที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วแทบอยากกระอักเลือด เขาคือสิ่งที่ติดมือมาหรอกหรือ
คุณชายฉังเฟิงลูบปลายคางมองเว่ยจวินมั่ว จากนั้นหันไปมองหนานกงมั่ว เอ่ยถาม “พวกเจ้าคิดจะจัดการเยี่ยงไร”
ไม่อาจจัดการได้ง่ายๆ จริงๆ อย่างไรหนานกงไหวก็เป็นบิดาของหนานกงมั่วและหนานกงชวี่ แต่เรื่องที่หนานกงไหวสร้างเอาไว้ที่หุบเขาฟู่อวิ๋น คิดจะไว้ชีวิตเขาก็คงไม่อาจก้มหน้าก้มตาอธิบายต่อคนอื่นๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การตายของหลิ่วหัน การบาดเจ็บของชวีเหลียนซิง ไม่อาจบอกได้ว่าไม่เกี่ยวกับหนานกงไหว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้คำตอบที่เหมาะสมแก่ผู้คนใต้บังคับบัญชา
เว่ยจวินมั่วหันไปหาหนานกงมั่ว หนานกงมั่วยิ้มบาง ไม่ใส่ใจ “จัดการในแบบเชลยก็พอแล้ว”
ลิ่นฉังเฟิงลอบยกนิ้วหัวแม่มือให้หนานกงมั่วอยู่ในใจ หนานกงมั่วรู้สึกน่าขัน นางกับหนานกงไหวมิใช่พ่อลูกกันจริงๆ ด้วยซ้ำ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ ไม่ถึงสามเดือนจะมีความผูกพันอันใดได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่หนานกงไหวทำเอาไว้ หากไม่คิดว่าหนานกงไหวและหนานกงชิงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันจริงๆ ไม่แน่นางอาจสังหารหนานกงไหวไปตั้งนานแล้ว
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า ส่งสัญญาณมือให้องครักษ์พาตัวหนานกงไหวออกไป
หนานกงไหวเองไม่คิดว่าหนานกงมั่วจะเย็นชาเพียงนี้ กัดฟันเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “หนานกงมั่ว”
หนานกงมั่วสีหน้าเรียบนิ่ง มองเขาด้วยท่าทางนิ่งสงบไม่เอ่ยสิ่งใด
หนานกงไหวร้อนใจ เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากหนานกงมั่วไม่ยอมช่วยเขา หากตกไปอยู่ในมือของคนวังจื่อเซียวหรือในมือของเยี่ยนอ๋อง เก้าส่วนคือเขาต้องตายอย่างแน่นอน เขายังไม่อยากตาย
หนานกงมั่วราวกับดูออกถึงความคิดของเขา ส่ายศีรษะเอ่ยเสียงเรียบ “บนโลกใบนี้ไม่ได้มีคนอยากตายมากมายนัก ตอนนั้นคนตระกูลเมิ่งไม่อยากตาย นายทหารในกองทัพไม่อยากตาย คนที่ต้องตายเพราะปกป้องเยาเยาเหล่านั้นก็ไม่อยากตาย ท่านเคยให้โอกาสพวกเขาหรือไม่”
“ข้าเป็นบิดาของเจ้า” หนานกงไหวเอ่ยเสียงดัง
หนานกงมั่วยกยิ้มมุมปาก “เคยเป็น บิดาผู้ไม่เคยทำหน้าที่เลยแม้เพียงนิด เอาตัวไปเถิด” หนานกงมั่วออกคำสั่ง
องครักษ์ไม่กล้าชักช้า ตรงเข้ามาซ้ายขวาลากหนานกงไหวออกไป หนานกงไหวดิ้นรนพร้อมตะโกนเสียงดัง “หนานกงมั่ว ลูกเนรคุณ ข้าเป็นบิดาของเจ้า เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้นะ ยังมีหนานกงชวี่นั่น ข้าอยากเจอหนานกงชวี่”
มองหนานกงไหวถูกคนพาตัวออกไป เจี่ยนชิวหยางมองไปยังหนานกงมั่วแล้วจึงเอ่ยถาม “จวิ้นจู่ คุณชายหนานกงจะทำอย่างไรหรือขอรับ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ส่งคนไปบอกพี่ใหญ่สักหน่อยเถิด หากอยากเจอก็ให้เขาได้เจอ หากไม่อยากเจอก็ช่างเถิด”
“ขอรับ จวิ้นจู่”
หนานกงไหวไปแล้ว ลิ่นฉังเฟิงถอนหายใจ เอ่ย “ไม่คิดว่า แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของต้าเซี่ยทั้งสองคนจะมีจุดจบเยี่ยงนี้” หนานกงไหวกลายเป็นเชลย ต่อไปหากไม่ตายเกรงว่าก็คงไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก เอ้อกั๋วกงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ยุคของวีรบุรุษที่ติดตามอดีตฮ่องเต้เมื่อครั้งนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วไม่มีความโศกเศร้า เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องของเอ้อกั๋วกงต้องรายงานต่อเสด็จลุง ถ่ายถอดคำสั่ง ส่งคนไปช่วยจัดพิธีศพที่จวนเอ้อกั๋วกงตามพิธีบรรดาศักดิ์กั๋วกง”
ลิ่นฉังเฟิงลังเลชั่วครู่ “ต้องไปหารือกับเยี่ยนอ๋องก่อนหรือไม่”
เว่ยจวินมั่วมองเขาอย่างเย็นชา ลิ่นฉังเฟิงรีบหดลำคอ พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว “ข้ารู้แล้ว จะไปตอนนี้”
หนานกงมั่วมองดูลิ่นฉังเฟิงที่หายไปในชั่วพริบตา ก่อนจะหัวเราะพร้อมถอนหายใจออกมา เอ่ย “คุณชายฉังเฟิงทำเพื่อท่าน”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า “ข้ารู้ เขาพูดมาก”
ด้านนอกหอเทียนอี คุณชายฉังเฟิงน้ำตานองหน้า คบสหายผิด สมควรเป็นวัวเป็นม้าตลอดชีวิตยังถูกเขารังเกียจอีก
ค่ายกองทัพโยวโจวนอกเมืองจินหลิงในยามนี้ จูชูอวี้นิ่งเงียบฟังองครักษ์ที่เพิ่งกลับออกมาจากจินหลิงรายงานเสียงเบา ผ่านไปเนิ่นนานไม่เอ่ยออกมาแม้เพียงประโยคเดียว เวลาผ่านไปพักใหญ่ในที่สุดจึงได้สติกลับคืนมา โบกมือออกคำสั่งให้องครักษ์ที่มาส่งข่าวออกไป กลับเข้าสู่ความเงียบที่เนิ่นนานอีกครั้ง
“คุณหนู เป็นอันใดหรือเจ้าคะ” สาวใช้จู๋เอ๋อร์ยกน้ำชาและของว่างเข้ามา เมื่อเห็นท่าทางของจูชูอวี้จึงอดถามไม่ได้ นางกล้าสาบานว่าไม่เคยเห็นสีหน้าไม่น่ามองของจวิ้นจู่เช่นนี้มาก่อน แม้เมื่อครั้งซิงเฉิงจวิ้นจู่ทำให้นางต้องขายหน้าต่อเหล่าชนชั้นสูงในจินหลิง ต่อให้ถูกเจ้าสำนักกงข่มขู่ก็ไม่เคยน่าหวาดกลัวเพียงนี้ ยามนี้กองทัพโยวโจวบุกยึดจินหลิง เจ้าสำนักกงก็พ่ายแพ้แล้ว ไม่ใช่ควรดีใจหรอกหรือ หรือว่า…ตระกูลจูเกิดเรื่องอันใดแล้ว
จูชูอวี้กำแขนเสื้อของตนเอาไว้แน่น รุนแรงจนแขนเสื้อแทบฉีกขาด เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยออกมา “นี่…เป็นไปได้เยี่ยงไร”
“คุณหนู เกิดเรื่องใดขึ้นหรือเจ้าคะ” จู๋เอ๋อร์เอ่ยด้วยความกังวล ท่าทางเช่นนี้ของคุณหนูเหมือนจะระเบิดออกมาให้ได้ น่ากลัวเหลือเกิน
จูชูอวี้หลับตาลง ลืมตาขึ้นมาใหม่ดวงตาพลันกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เอ่ยเสียงเข้ม “เมื่อครู่คุณชายรองให้คนมาส่งข้าว บอกว่า…กงอวี้เฉินบอกว่าคุณชายเว่ยเป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋อง”
“อันใดนะเจ้าคะ” จู๋เอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจอย่างอดไม่ได้ แม้นางจะเป็นสาวใช้ก็รู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ เดิมทีคุณหนูและคุณชายก็หวาดกลัวต่อความสำคัญที่เยี่ยนอ๋องมีต่อคุณชายเว่ยและซิงเฉิงจวิ้นจู่ ยามนี้คุณชายเว่ยกลายเป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋อง…
“นี่…นี่เป็นไปได้เยี่ยงไรเจ้าคะ เจ้าสำนักกงไม่เคยเอ่ยมาก่อนนี่เจ้าคะ”
จูชูอวี้ยิ้มเย็น “เขาจะบอกเรื่องสำคัญเพียงนี้กับเราได้เยี่ยงไร ข้านึกว่าเขาจะเก่งกาจ เจอกับคุณชายเว่ยก็ทำได้เพียงระหกระเหินหนีไป” คิดมาถึงตรงนี้ จูชูอี้อยากเอาเลือดกงอวี้เฉินออกมาจริงๆ เรื่องสำคัญเพียงนี้…เรื่องสำคัญเพียงนี้กงอวี้เฉินไม่เผยให้นางรู้แม้เพียงนิด มองนางก้าวทีละก้าวมาจนถึงวันนี้ เขาเห็นนางเป็นตัวตลกมาโดยตลอด
“กง อวี้ เฉิน” จูชูอวี้เอ่ยด้วยความโกรธแค้น
จู๋เอ๋อร์เอ่ยด้วยความกังวล “เช่นนั้น…เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรทำเยี่ยงไรเจ้าคะ”
จูชูอวี้ตั้งสติ เอ่ย “ไม่ต้องร้อนใจ ต่อให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ว่ายังไม่ประกาศมิใช่หรือ ขอเพียงยังไม่ประกาศออกไป อย่างไรก็ต้องมีหนทาง ต่อให้…ต่อให้เสด็จพ่อรับคุณชายเว่ยกลับคืนมา อนาคตก็ยังมีหนทางอีกมาก” เมื่อเห็นว่าจูชูอวี้มีสติกลับมาแล้ว จู๋เอ๋อร์พลันสงบใจขึ้นมามาก อดไม่ได้ยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกของตนเอง “เป็นจวิ้นจู่ที่มีสติ บ่าวตกใจมากจริงๆ เจ้าค่ะ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี”
จูชูอวี้ไม่เอ่ยสิ่งใด สีหน้าไม่นับว่าดีนัก นางเอ่ยอย่างผ่อนคลาย แต่ความจริงแล้วกลับยากกว่าที่เอ่ยไปหลายร้อยเท่า เว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วร้ายกาจเกินไป ยอดเยี่ยมเกินไป ผู้ใดคิดจะเป็นศัตรูกับพวกเขามักรู้สึกกดดันกว่าหมื่นเท่า ก่อนหน้านี้ไม่อาจเรียกพวกเขาได้ว่าเป็นศัตรู กระทั่งจูชูอวี้คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับพวกเขา แต่ว่า…หากเยี่ยนอ๋องรับเว่ยจวินมั่วกลับคืนมา เช่นนั้นคุณชายเว่ยที่เป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋องก็ต้องกลายเป็นศัตรูของพวกนางโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงแล้ว
เมื่อคิดว่าต้องเป็นศัตรูกับทั้งสองคน หัวใจของจูชูอวี้ก็สั่นระริกโดยไม่อาจห้ามได้ แน่นอนว่านั่นน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าคนชั่วอย่างกงอวี้เฉินอย่างแน่นอน
“ท่านพ่อยังไม่มีข่าวคราวอีกหรือ” เมื่อคิดถึงจวนเกาอี้โหวจูชูอวี้ยิ่งรู้สึกไม่ดีขึ้นมา เซียวเชียนเยี่ยเอาตัวผู้นำตระกูลต่างๆ เข้าไปกักบริเวณในวังหลวงก่อน ทำให้แผนการหลายอย่างของพวกเขาไม่อาจดำเนินการได้ หมายความว่าเรื่องการบุกเข้าจินหลิง ตระกูลจูไม่ได้มีความดีความชอบอันใด เช่นนี้แล้วแผนการเดิมจึงได้ลดทอนลงไปมาก
จู๋เอ๋อร์ส่ายศีรษะ เอ่ยอย่างจนปัญญา “ยามนี้เมืองจินหลิงยังคงเข้มงวด ไม่อาจเข้าออกเมืองตามใจชอบได้เจ้าค่ะ ฝั่งคุณชายรอง…” คนของพวกนางไม่อาจเข้าออกเมืองหลวงตามใจชอบได้ แต่เซียวเชียนเหว่ยนั้นทำได้ จูชูอวี้ส่ายศีรษะ “พวกเขาก็ไม่ได้ข่าวตระกูลจู” คงเพราะข่าวชาติกำเนิดของเว่ยจวินมั่วน่าตกใจเกินไป จนเซียวเชียนเหว่ยไม่มีใจไปสนใจเรื่องอื่น ให้คนมาส่งข่าวนี้ให้จูชูอวี้ก็เพราะนึกถึงความฉลาดของจูชูอวี้ขึ้นมา เห็นว่าสามารถช่วยเขาออกความคิดได้ ไหนเลยจะมีเวลาไปสนใจตระกูลจู
จูชูอวี้คาดหวังกับตระกูลจูเอาไว้สูง นางเองเข้าใจดี ต่อให้นางฉลาดเพียงใดอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ต้องมีตระกูลที่แข็งแกร่งเอาไว้หนุนหลัง โชคดีที่ไม่กี่ปีมานี้เจริญก้าวหน้าไปได้ไม่เลว แม้ไม่อาจเทียบเท่าตระกูลขุนนาง อย่างน้อยเมื่อเทียบกับพระชายาซื่อจื่อจวนเยี่ยนอ๋องและซุนเหยียนเอ๋อร์แล้วยังดีกว่ามาก ขอเพียงนางดำเนินการอย่างระมัดระวัง ต่อให้ต่อไปเยี่ยนอ๋องและพระชายาเยี่ยนอ๋องแต่งสตรีสูงศักดิ์ให้กับเซียวเชียนชื่อ นางก็ไม่จำเป็นต้องกลัว แต่ว่าตัวตนที่แท้จริงของเว่ยจวินมั่วทำให้แผนการของนางปั่นป่วน
เป็นเยี่ยงนี้ได้เช่นไร
จูชูอวี้ครุ่นคิด ถอนหายใจออกมา “ไม่มีข่าว บางทีอาจนับว่าเป็นข่าวดีกระมัง อย่างน้อย…พวกเขาคงไม่เป็นอันใด”
เงียบไปนาน จูชูอวี้จึงลุกขึ้น เอ่ย “ไป ไปหาหย่งเฉิง”
“คุณหนูหมายถึงอันใดหรือเจ้าคะ”
จูชูอวี้ขมวดคิ้ว “ในเมื่อกองทัพบุกยึดจินหลิงได้แล้ว พวกเราก็ควรเข้าเมืองได้แล้ว”
“แต่ว่า…ท่านอ๋องยังไม่มีคำสั่งให้พวกเราเข้าเมืองนะเจ้าคะ” ยามนี้ในเมืองจินหลิงคงกำลังวุ่นวาย ไม่มีคำสั่งของท่าอ๋องเข้าเมืองไปเยี่ยงนี้จะดีหรือ
จูชูอวี้เลิกคิ้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “เกี่ยวอันใดกันเล่า เสด็จพ่อก็ไม่ได้บอกว่าเราเข้าวังไม่ได้ เสด็จพ่อพวกเขาเพิ่งผ่านอันตรายจากศาลบูรพกษัตริย์ ข้ากับหย่งเฉิงเป็นห่วงยิ่งนัก จะไม่ไปดูได้หรือ”
“คุณหนูกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ” จู๋เอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม รีบลุกขึ้นไปคลุมผ้าให้จูชูอวี้ เจ้านายและสาวใช้เดินตามกันออกจากกระโจม