หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1030 คนชั่วใหญ่ (1)
ตอนที่ 1030 คนชั่วใหญ่ (1)
“ไม่คิดว่าเซียวเชียนเยี่ยจะเชิญองค์หญิงหลิอี๋มาเป็นทูตเจรจา” หนานกงมั่วหันกลับไปเอ่ยกับเว่ยจวินมั่ว
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ป่วยเข้าขั้นวิกฤติเลยหาหมอไปทั่วก็เท่านั้น เกรงว่าแม้แต่ตัวองค์หญิงหลิงอี๋เองก็ไม่ได้คาดหวังอันใด” หากเซียวเชียนเยี่ยไม่ได้ร้อนรนจริงๆ จะคิดว่าองค์หญิงหลิงอี๋เพียงคนเดียวมีผลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพโยวโจวมาถึงที่นี่แล้ว เกรงว่าต่อให้อดีตฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้
หนานกงมั่วพยักหน้า “จะว่าไปก็ถูก”
เว่ยจวินมั่วจูงมือนาง เอ่ยเสียงเบา “พวกเรากลับไปกันเถิด อีกสองวันคงจะเคลื่อนทัพบุกจินหลิงแล้ว” เมืองเล็กๆ ตรงหน้าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกองทัพโยวโจว กองทัพโยวโจวตั้งค่ายอยู่ตรงนี้เพียงเพราะต้องการพักผ่อนให้เต็มที่ เตรียมตัวสำหรับการโจมตีจินหลิงเท่านั้น
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “ดูเหมือนว่าความคิดที่จะเอาชนะโดยไม่มีการต่อสู้ของท่านจะไม่เป็นจริงแล้ว”
เว่ยจวินมั่วไม่ใส่ใจ เอ่ย “ใครจะรู้เล่า”
องค์หญิงหลิงอี๋กลับไปถึงจินหลิง ยังไม่ทันได้กลับถึงจวนก็ถูกเซียวเชียนเยี่ยเรียกตัวเข้าวัง ในห้องทรงอักษร โจวเซียงและหันหมิ่นต่างก็เฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของทุกคนดูเคร่งเครียด ข่าวที่องค์หญิงหลิงอี๋นำกลับมาสำคัญกับพวกเขามาก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพอรู้อยู่แก่ใจแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังความเป็นไปได้อันน้อยนิดนั่น
สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยไม่น่ามองมากขึ้น ตนไม่อยากยอมแพ้แก่เยี่ยนอ๋อง แต่เขาแข็งแกร่งกว่า ตนไม่ยอมไม่ได้ เพียงกองทัพโยวโจวบุกโจมตีจินหลิง จุดจบของตนที่เป็นฮ่องเต้นั้นคงน่าอนาถกว่าคนอื่น
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงหลิงอี๋ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทหารองครักษ์เอ่ยรายงานมาจากด้านนอก
“เข้ามา” เซียวเชียนเยี่ยเอ่ยเสียงเข้ม
ไม่นานองค์หญิงหลิงอี๋ที่ยังมีฝุ่นเกาะก็เดินเข้ามา “ถวายพระพรฝ่าบาท”
“เสด็จอารีบลุกขึ้นเถิด” เซียวเชียนเยี่ยรีบเอ่ย องค์หญิงหลิงอี๋เอ่ยขอบคุณ เซียวเชียนเยี่ยจึงเอ่ยถาม “ลำบากเสด็จอาต้องเดินทางแล้ว ไม่รู้ว่า…เยี่ยนอ๋องว่าอย่างไร” มือข้างหนึ่งของเซียวเชียนเยี่ยกำพนักเก้าอี้เอาไว้แน่น เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง องค์หญิงหลิงอี๋หลุบตาลง “หม่อมฉันไร้ความสามารถ ทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวังแล้ว เยี่ยนอ๋อง…” องค์หญิงหลิงอี๋มองไปรอบๆ หยุดคำพูดเอาไว้
หัวใจของเซียวเชียนเยี่ยจมดิ่ง เอ่ยเสียงเข้ม “เสด็จอาเอ่ยตามตรงเถิด”
องค์หญิงหลิงอี๋ถอนหายใจ เอ่ย “เยี่ยนอ๋องกล่าวว่า…เขายกทัพเพียงเพราะต้องการกำจัดขุนนางชั่วรอบกายฝ่าบาท สนับสนุนเชื้อพระวงศ์ เพียงฝ่าบาทกำจัด…ขุนนางชั่ว แน่นอนว่าเขาจะถอนทัพเพคะ”
“เหลวไหล” เซียวเชียนเยี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงโมโหขึ้นมา เยี่ยนอ๋องคิดว่าเขาเป็นเด็กสามขวบหรือ สยบความวุ่นวายในแผ่นดิน กำจัดขุนนางชั่วหรือ เขาต้องการกำจัดใครกันแน่ ก็ไม่ใช่ขุนนางเก่าแก่ข้างกายเขานี้มิใช่หรือ หากเขาสังหารคนเหล่านี้ตามที่เยี่ยนอ๋องบอก เขาเซียวเชียนเยี่ยก็คงได้กลายเป็นหุ่นเชิดแล้ว อีกทั้งยังเป็นหุ่นเชิดที่อายุสั้น
เหล่าหันหมิ่นผู้ใต้บัญชาเองก็ตื่นตระหนก ขุนนางชั่วที่เยี่ยนอ๋องเอ่ยถึงคือผู้ใด ก็ไม่ใช่พวกเขาขุนนางที่สนับสนุนให้ฝ่าบาทลดอำนาจของผู้ปกครองเมืองหรอกหรือ ช่าง…หน้าด้านเสียจริง
เซียวเชียนเยี่ยมองเหล่าขุนนางเล็กน้อย เอ่ยเสียงเข้ม “ทุกท่านวางใจ ข้าไม่มีทางยอมให้กบฏเยี่ยนนั่นเป็นอันขาด”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา” ทุกคนรีบเอ่ยโดยพร้อมเพรียง
องค์หญิงหลิงอี๋ยืนอยู่อีกฝั่ง มองภาพตรงหน้าลอบถอนหายใจอยู่ในใจ เผชิญหน้ากันมาจนถึงขึ้นนี้แล้ว คงมีเพียงเจ้าตายข้าอยู่ ไหนเลยจะมีโอกาสล่าถอยเล่า เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ฮ่องเต้หลานชายผู้นี้เลยแม้เพียงนิด
องค์หญิงหลิงอี๋ก็ไม่ได้อยากช่วยเซียวเชียนเยี่ยประณามเยี่ยนอ๋อง ไม่ต้องเอ่ยถึงที่นางไม่พอใจต่อหลานชายผู้นี้และความสัมพันธ์ของนางกับองค์หญิงฉังผิง แต่เพราะความสามารถของเยี่ยนอ๋องและเซียวเชียนเยี่ยนั้นคนละขั้น ไม่ว่าสุดท้ายคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์จะเป็นเยี่ยนอ๋องหรือเซียวเชียนเยี่ย ก็เป็นตระกูลเซียวทั้งนั้น สุดท้ายจะเป็นต้าจั่งกงจู่หรือจั่งกงจู่ สำหรับนางแล้วไม่ได้มีสิ่งใดแตกต่างกันนัก อย่างน้อยนางก็ไม่อยากเอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยงกับความแตกต่างนั้น
“หากฝ่ายบาทไม่มีอันใดแล้ว หม่อมฉันคงต้องทูลลาแล้ว” องค์หญิงหลิงอี๋เอ่ยเสียงเข้ม เซียวเชียนเยี่ยเองก็ไม่ยื้อนางไว้ พยักหน้าให้พลางเอ่ยว่า “เสด็จอากลับดีๆ”
องค์หญิงหลิงอี๋เดินออกมาจากห้องทรงอักษร ยืนอยู่หน้าประตูลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะก้าวเดินออกไป ไม่ได้บอกเรื่องเยี่ยนอ๋องบาดเจ็บแก่เซียวเชียนเยี่ย
รอจนองค์หญิงหลิงอี๋เดินออกไปแล้ว เซียวเชียนเยี่ยราวกับหมดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี เอนตัวพิงพนักด้านหลังอย่างเหนื่อยล้า นวดหัวคิ้วเอ่ยถามอย่างเฉื่อยชา “ท่านโจว ท่านหัน พวกเราควรทำเช่นไรดี” โจวเซียงและหันหมิ่นมองสบตากัน โจวเซียงเอ่ยจริงจัง “ทูลฝ่าบาท กำแพงเมืองจินหลิงนั้นแข็งแกร่งไม่อาจตีแตกได้ ขอเพียงพวกเราร่วมมือกัน ไม่แน่ว่ากบฏเยี่ยนอาจบุกเข้ามาไม่ได้ก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ความหมายของท่านคือรักษาอย่างสุดชีวิตอย่างนั้นหรือ” เซียวเชียนเยี่ยเอ่ย แข็งแกร่งไม่อาจตีแตกได้อย่างนั้นหรือ แต่ว่ากำแพงเมืองของเมืองเผิงนั่นยังไม่แข็งแกร่งพออีกหรือ เวลานานไปก็คงแตกเหมือนกัน หันหมิ่นไม่เห็นด้วยนัก เอ่ยเสียงเข้ม “ฝ่าบาท กระหม่อมเสนอว่า…ย้ายเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวเชียนเยี่ยแข็งค้าง “ย้ายเมืองหรือ…ย้ายไปที่ใด”
จินหลิงรวมไปถึงเมืองรอบข้างหลายเมืองคือสถานที่ที่รุ่งเรืองที่สุด แต่เมืองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลจากจินหลิงมาก แน่นอนว่าไม่อาจสร้างเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ได้ ลงใต้ไปอีก…นอกจากเมืองที่ไม่ได้ใหญ่มากรวมไปถึงเขตปกครองของเหล่าผู้ปกครองเมือง นั่นก็เป็นพื้นที่ของหมานอี๋คนเถื่อนทางใต้แล้ว แม้ว่าผู้ปกครองเมืองเหล่านั้นจะถูกลดอำนาจแล้ว แต่ว่าอำนาจที่พวกเขาปกครองเมืองมาสิบกว่าปีนั้นยังอยู่ ไปอยู่ที่นั่นอย่าว่าแต่กลับมามีอำนาจอีกครั้ง แม้แต่จะอยู่อย่างมั่นคงก็ยังเป็นปัญหา
หันหมิ่นเงียบไร้ซึ่งคำพูด แม้แต่แม้น้ำหลีที่เป็นปราการธรรมชาติ กองทัพโยวโจวก็ข้ามมาได้แล้ว พวกเขาจะถอยไปถึงไหนได้
บรรยากาศในห้องทรงอักษรตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เซียวเชียนเยี่ยเอนตัวพิงพนักด้านหลังแล้วหลับตาลง “ช่างเถิด ออกไปก่อนเถิด”
“กระหม่อมทูลลา” ผู้คนลังเลอยู่ชั่วครู่ จำต้องกล่าวลาออกไป
เนิ่นนาน เซียวเชียนเยี่ยจึงลืมตาขึ้นมองไปยังห้องที่ว่างเปล่า รู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก “เสด็จปู่…หลานควรทำเยี่ยงไร”
“ทูลฝ่าบาท รองเจ้ากรมธรรมการขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ด้านนอก องครักษ์เอ่ยรายงาน
“ไสหัวไป” เซียวเชียนเยี่ยคว้าที่ทับกระดาษบนโต๊ะปาไปยังประตู เอ่ยเสียงเข้ม ดูแลกรมธรรมการจะมีเรื่องใหญ่อันใด ยามนี้ไหนเลยเขาจะมีเวลามาสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ด้านนอกห้องเงียบลงชั่วครู่ พลันได้ยินเสียงองครักษ์ดังขึ้นอีกครั้ง “ทูลฝ่าบาท รองเจ้ากรมธรรมการมีเรื่องเร่งด้วยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเชียนเยี่ยเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ให้เขาเข้ามา”
ชายคนหนึ่งในชุดเจ้าหน้าที่รองเจ้ากรมธรรมการเดินเข้ามาด้านใน เซียวเชียนเยี่ยใบหน้าทะมึนเงยหน้าขึ้นกำลังจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าเมื่อมองเห็นคนที่มาใหม่พลันชะงัก เอ่ยเสียงดัง “เจ้าเป็นใคร” รองเจ้ากรมธรรมการคือชายวัยกลางคนอายุสามสิบเจ็ดสามสิบแปด ชายตรงหน้าใบหน้างดงามหล่อเหลา ดูแล้วอายุราวๆ ยี่สิบกว่า ทว่ากลับคุ้นตา แต่เซียวเชียนเยี่ยกลับคิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ใด
“กงอวี้เฉินถวายพระพรฝ่าบาท” กงอวี้เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“กง อวี้ เฉิน” ดวงตาของเซียวเชียนเยี่ยเย็นยะเยือก กัดฟันเอ่ย “เจ้ายังกล้าโผล่มาอยู่ตรงหน้าข้า ทหาร”