หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1002 ร่วมมือ (1)
ตอนที่ 1002 ร่วมมือ (1)
วาจาของเนี่ยนหย่วนเชื่อได้จริงๆ แม้จะถูกหมอเทวดาแกล้งจนใบหน้าเป็นผื่นก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่ควรทำก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา เวลาผ่านไปถึงครึ่งเดือน เมืองเผิงและอวิ๋นตูถูกตีแตกในเวลาเดียวกัน อวิ๋นตูมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก อีกทั้งไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมืองเผิง เวลาครึ่งเดือนนี้ไต้ซือเนี่ยนหย่วนได้ต่อสู้กับกองทัพอวิ๋นตู อีกด้านก็ให้คนลอบขุดเส้นทางลอดเข้าไปในเมือง สุดท้ายจึงตีเมืองอวิ๋นตูสำเร็จโดยสูญเสียไปเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเมืองเผิงที่แข็งแกร่งในทางฝั่งของเฉินอวี้แล้ว การสูญเสียของกองทัพเฉินโจวนั้นแทบไม่มากนัก
เพียงแต่ รอจนกองทัพเฉินโจวเข้าไปในอวิ๋นตูแล้วกลับพบปัญหาใหญ่
หนานกงไหวนั้นไม่ได้อยู่ในเมือง
รอกระทั่งสืบถามกับนายทหารที่เฝ้าป้องกันเมือง จึงได้รู้ว่าหนานกงไหวลอบหนีไปจากอวิ๋นตูตั้งหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าไปที่ใด
ฟังคำสารภาพของทหารที่ถูกจับกุม สีหน้าของเว่ยจวินมั่วพลันทะมึนขึ้นมา เห็นว่าเขามีท่าทีแปลกไป หนานกงชวี่จึงถาม “เป็นอันใด” หนานกงไหวหนีไปแล้ว เขาเองก็อารมณ์ไม่ดี แต่อย่างไรหนานกงไหวก็เป็นบิดาของเขา ตอนนั้นวางแผนจัดการกับเขาก็โดนไปไม่เบา หนานกงชวี่ไม่ได้มีความคิดที่จะต้องสังหารเขา หากหนานกงไหวหนีไปปลีกวิเวกหลบหนีไปอยู่ในป่านับจากนี้ก็คงไม่เป็นอันใด
เว่ยจวินมั่วเงียบไปชั่วครู่ เอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะกลับเฉินโจวสักหน่อย”
หนานกงชวี่ชะงัก “เจ้ากำลังสงสัย…ว่าเขาจะไปเฉินโจวอย่างนั้นหรือ ตอนนี้เขาจะไปเฉินโจวทำไมกัน พาตัวเองไปติดกับหรือ” วรยุทธ์หนานกงไหวมิได้ดีนัก นอกจากนำทัพทหารทำสงครามเขาก็ไม่มีสิ่งใดร้ายกาจแล้ว หากเขาไม่มีทหาร ไปยังเฉินโจวเพียงคนเดียว นั่นเท่ากับเอาตนเองไปให้คนอื่นสังหารชัดๆ
เว่ยจวินมั่วส่งเสียงหยัน นั่งลงบนเก้าอี้ เอ่ย “เจ้าว่าด้วยนิสัยของเซียวเชียนเยี่ยตอนนั้นไยจึงเก็บหนานกงไหวเอาไว้ หรือว่าเขาคาดเดาได้ว่าเสด็จลุงจะยกทัพหรือ ต่อให้เขาคาดเดาได้ เขาจะกล้าใช้หนานกงไหวจริงๆ หรือ”
ด้านข้าง คุณชายเสียนเกอเลิกคิ้ว เอ่ย “กงอวี้เฉินอีกแล้วหรือ”
“นอกจากเขาแล้วจะเป็นใครได้”
คุณชายเสียนเกอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา หักข้อมือเรียวยาว “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าเก็บเขาเอาไว้นานเพียงนี้ทำไมกัน ข้าจะไปสังหารเขาแทนเจ้า” แม้คุณชายเสียนเกอจะไม่ใช่มือสังหาร แต่เมื่อเขาต้องการสังหารผู้ใดก็ยากที่จะป้องกันได้
ในจุดนี้ หนานกงชวี่พอจะเข้าใจเว่ยจวินมั่วอยู่บ้าง ส่ายศีรษะพลางเอ่ยว่า “อยากสังหารกงอวี้เฉินนั้นง่าย แต่เจ้าคิดว่าเขาจะไม่มีแผนการเมื่อเขาตกอยู่ในอันตรายหรือ”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “สำนักหอธาราไม่ใช่กงอวี้เฉินสร้างมาด้วยมือเดียว เวลานานไป สิ่งที่ซุกซ่อนเอาไว้ไม่ใช่สิ่งที่วังจื่อเซียวจะเทียบได้ หลายปีมานี้สายสืบที่วังจื่อเซียวจับออกมาได้มิใช่น้อย ทว่าล้วนแล้วแต่เป็นพวกปลายแถวไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญอันใด คิดจะถอนรากถอนโคนพวกเขาขึ้นมา…ไม่ใช่เรื่องง่าย”
คุณชายเสียนเกอขมวดคิ้ว เอ่ย “เจ้าคิดจะรอให้เขาลงมือก่อนแล้วค่อยลงมืออย่างนั้นหรือ นั่นจะอันตรายเกินไปหรือไม่”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ข้ารู้ว่าเขาจะลงมือเมื่อใด เขาเองก็คงเดาได้ว่าข้าจะลงมือเมื่อใด”
“ในเมื่อรู้อยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด ไยเขาต้องลงมือด้วยเล่า” คุณชายเสียนเกอเอ่ย
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เพราะเขาไม่มีเวลาที่เหมาะสมไปมากกว่านี้แล้ว นอกจากนี้พวกเราจะรู้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา ขอเพียงเขาชนะ ต่อให้คนทั้งโลกจะรู้ตัวตนและสิ่งที่เขาทำก็ไม่มีประโยชน์อันใด”
หนานกงชวี่เอ่ยอย่างจนปัญญา “ดังนั้น หนานกงไหว…ครั้งนี้ไปยังเฉินโจวเพราะกงอวี้เฉินต้องการล่อเสือออกจากป่าหรือ ก่อนหน้านี้เป็นเราที่ให้พวกเขาวิ่งไปทั่ว ตอนนี้กลับเป็นเราที่ถูกจูงไปทั่ว”
คุณชายเสียนเกอเอ่ย “ในเมื่อเจ้าเป็นห่วงมั่วเอ๋อร์และเด็กทั้งสอง ข้ากลับไปก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น มีอาจารย์และอาจารย์ลุงอยู่ ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าพวกเขาจะมีอันตรายเช่นไร” เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะ เอ่ย “ในเมื่อกงอวี้เฉินมั่นใจเพียงนี้ หนานกงไหวคงไม่ได้ไปคนเดียวอย่างแน่นอน จะต้องมีสิ่งที่พึ่งพาได้ไปด้วย เจ้าอยู่ในค่ายช่วยดูแลเสด็จลุงเถิด”
หนานกงชวี่มองเว่ยจวินมั่ว ลังเลอยู่ชั่วครู่ “ข้าคิดว่า…หลังจากครั้งนี้ที่เจ้าไปแล้วเกรงว่าสถานการณ์จะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า” แม้ว่าจะคิดไม่ออกว่าทำไมกัน แต่อย่างไรหนานกงชวี่ก็เชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง ด้วยเหตุนี้เว่ยจวินมั่วกลับไม่สนใจ เอ่ยเสียงเรียบ “เมืองเผิงและอวิ๋นตูถูกตีแตกแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีเรื่องใดแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าอู๋สยาและเด็กทั้งสอง ยิ่งไปกว่านั้นที่เฉินโจวยังมีหยวนชุน ข้าต้องกลับไปดูสักหน่อย”
คุณชายเสียนเกอลูบปลายคาง เอ่ย “เกรงว่าเยี่ยนอ๋องคงไม่เห็นด้วย”
เยี่ยนอ๋องไม่เห็นด้วยจริงๆ ตีอวิ๋นตูและเมืองเผิงได้แล้ว กองทัพกำลังรอข้ามแม่น้ำหลีเจียงเข้าบุกยึดจินหลิง เวลานี้เว่ยจวินมั่วกลับจะไป เยี่ยนอ๋องคว้าถ้วยชาในมือเขวี้ยงออกไปทันที เว่ยจวินมั่วยื่นมือไปคว้าเอาไว้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง วางกลับลงไปบนโต๊ะพลางมองเยี่ยนอ๋องด้วยท่าทีสงบนิ่ง ราวกับมองเด็กที่เอาแต่โวยวาย เยี่ยนอ๋องโกรธจนเจ็บหัวใจ ชี้หน้าเว่ยจวินมั่วพูดอันใดไม่ออก
“ท่านอ๋องใจเย็นก่อนเพคะ” กงเสี่ยวเตี๋ยนั่งอยู่เบาะด้านข้าง ลูบหลังเยี่ยนอ๋องเบาๆ พร้อมหันมาเอ่ย “ท่านอ๋องให้ความสำคัญกับคุณชายเว่ยเพียงนี้ ไยคุณชายเว่ยถึงไม่เชื่อฟังท่านอ๋อง อาการบาดเจ็บของท่านอ๋องยังไม่หายดี หากโกรธแล้ว…”
เว่ยจวินมั่วกวาดตามองนางนิ่ง นั่งลงแล้วจึงเอ่ย “หนานกงไหวมีโอกาสไปที่เฉินโจวกว่าเก้าส่วน กระหม่อมต้องกลับไป”
เยี่ยนอ๋องยิ้มเย็น “เจ้าให้ความสำคัญกับหนานกงไหวนั่นตั้งแต่เมื่อใด ข้าไม่เชื่อว่าหนานกงมั่วเจ้าเด็กนั่นจะรับมือหนานกงไหวคนเดียวไม่ได้” หากระหว่างหนานกงมั่วและหนานกงไหวยังมีความสัมพันธ์พ่อลูกอยู่บ้างไม่แน่ว่าเยี่ยนอ๋องอาจกังวลว่าหนานกงมั่วอาจทำอะไรตามอารมณ์ แต่ความสัมพันธ์ของหนานกงมั่วและหนานกงไหวนั้นเป็นดั่งคนแปลกหน้า ในสถานการณ์ที่ไม่มีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง หนานกงมั่วจะรับมือหนานกงไหวไม่ได้หรือ ไม่ได้จะให้นางไปลงสนามรบทำสงครามสักหน่อย
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเข้ม “ยังมีกงอวี้เฉิน”
“กงอวี้เฉินไม่มีทางไปที่เฉินโจว” เยี่ยนอ๋องเอ่ย “หากเจ้ากังวล ไปสังหารเขาตอนนี้เสีย”
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว “หากสังหารเขาได้ตอนนี้ พระองค์คิดว่าเขาจะมาอยู่ใต้จมูกพระองค์หรือ กระหม่อมไม่ได้กังวลอันใด แต่หากพระองค์ไม่กลัวว่าเขาจะลากพระองค์ตายไปกับเขาด้วยล่ะก็” ด้วยความร้ายกาจและการระมัดระวังตัวของกงอวี้เฉิน เกรงว่าไม่เพียงเขาจะลากเยี่ยนอ๋องให้ตายไปด้วยกัน แต่เป็นเยี่ยนอ๋องตายไปทว่าเขายังรอดมาได้ นอกเสียจากจะฟันเขาให้ตายทันทีที่เจอตัวเขา
เยี่ยนอ๋องโมโหขึ้นมา “เดี๋ยวก็จะข้ามน้ำแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ข้ามแม่น้ำหลีเจียงไปแล้วเราจะโจมตีจินหลิง”
“รู้” เว่ยจวินมั่วพยักหน้า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังจะไปอีกหรือ” เยี่ยนอ๋องเอ่ยถาม หากบุกยึดจินหลิงได้ ก็นับเป็นความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ มีประโยชน์ยิ่งกว่าการตีชนะหลายต่อหลายครั้งที่ผ่าน เดิมเยี่ยนอ๋องวางแผนเอาไว้ ไม่ยอมให้น้ำไหลลงไปที่อื่น ความสามารถของเว่ยจวินมั่วเองก็เพียงพอ ใครจะรู้ว่าเจ้าบ้านี่จะมาหนีไปในช่วงเวลานี้
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า “ต้องไป”
“เจ้า”
เว่ยจวินมั่วถอนหายใจออกมา มองไปยังเยี่ยนอ๋องพร้อมเอ่ยเสียงเบา “เสด็จลุง ทำอันใดมากไปก็มิใช่เรื่องดี กระหม่อมจะเอาความดีความชอบมากมายนั้นไปทำไม”