ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 512 ทำหมันหมู (1)
ตอนที่ 512 ทำหมันหมู (1)
ตอนที่ 512 ทำหมันหมู (1)
ในวันแรกของวันตรุษจีน ครอบครัวของหยุนลี่เต๋อตื่นแต่เช้า สวมเสื้อผ้าตัวใหม่ เตรียมอาหารหรือสิ่งของไปอวยพรปีใหม่แก่แม่เฒ่าจู ทันทีที่เดินมาถึงประตูเรือนหลังเก่า ทุกคนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องปนกับเสียงร้องไห้ดังออกมาจากลานเรือน
“เกิดอะไรขึ้น?” แม่นางเหลียนเผยสีหน้ากังวลพลางกระชับมือหยุนเชวี่ยแน่นขึ้น
หยุนลี่เต๋อรีบวิ่งเข้าไปข้างหน้าพลางทุบประตูเสียงดัง “ท่านแม่… ท่านแม่…”
ประตูลานบ้านถูกเปิดออก ‘แอ๊ด’ แม่นางเฉินกล่าวสาปแช่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง “จะตายทั้งทีเหตุใดต้องเลือกมาตายในวันขึ้นปีใหม่ด้วย อัปมงคล!”
“สะใภ้สาม เจ้าพูดอะไร?” แม่นางเหลียนสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ นางรีบกางแขนออกป้องกันหยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่ทันที
“พี่สะใภ้ใหญ่ตายแล้ว!” แม่นางเฉินตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ใบหน้าของนางไม่มีความเสียใจหรือเศร้าโศกแม้แต่น้อย
“หา?” แม่นางเหลียนและหยุนลี่เต๋อผงะไปครู่หนึ่ง
“ตายแล้ว” แม่นางเฉินกลอกตาก่อนเดินบิดบั้นท้ายอันอวบอัดเดินเข้าไปในเรือน “วันแรกของปีใหม่ก็ต้องเจอศพแล้ว โชคร้ายเสียจริง จะตายทั้งทียังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก!”
หยุนเชวี่ยชะโงกหน้ามองเข้าไปในลานเรือน นางเห็นร่างของแม่นางจ้าวนั่งพิงโอ่งเก็บน้ำโดยหันหลังให้กับประตู ถังไม้ที่อยู่ด้านข้างคว่ำลง น้ำไหลเจิ่งนองทั่วลานเรือน
“เจ้าสองคนกลับไปก่อน” แม่นางเหลียนดันแผ่นหลังเด็กทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าประตูให้กลับไปที่เรือน “สืออีก็กลับด้วยเช่นกัน”
แม่นางจ้าวจากไปอย่างกะทันหัน ไม่มีผู้ใดหลั่งน้ำตาให้นาง ยกเว้นหยุนหรงและหยุนโม่ที่เดินทางกลับมาร่วมพิธีฌาปนกิจ
ชาวบ้านต่างลือกันว่าแม่นางจ้าวถูกแม่เฒ่าจูทรมานทั้งวันทั้งคืนจนนางหมดแรงตาย และตอนนี้แม่เฒ่าจูก็อาจถูกวิญญาณอาฆาตแค้นอยู่ก็เป็นได้ ทั้งยังไม่อนุญาตให้ฝังนางในสุสานของตระกูล บ่ายวันนั้นเหล่าชายฉกรรจ์จำต้องแบกโลงศพของแม่นางจ้าวไปฝังบนภูเขา
เช้าวันที่สอง แม่นางเฉินเดินทางมาหาแม่นางเหลียนเพื่อแจ้งข่าวว่าแม่เฒ่าจูคิดว่าตระกูลหยุนกำลังเผชิญเคราะห์ร้าย นางจึงต้องการเชิญนักพรตมาปัดเป่าปีศาจอีกครั้ง
หยุนลี่เต๋อรีบจัดการเชิญกลุ่มนักพรตมาที่เรือนตระกูลหยุนโดยเร็ว เช้าวันที่สามนักพรตกลุ่มหนึ่งก็เดินทางออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขาเคาะมู่อวี๋และสวดมนต์จนกระทั่งฟ้ามืด
เป็นเวลาสามวัน
ในวันที่ห้าของวันตรุษจีน คณะละครถูกเชิญมาทำการแสดงเพื่อสร้างความบันเทิงและเพื่อเป็นการแก้เคล็ด
ฉะนั้นการแสดงจึงดำเนินไปตลอดสามวัน
แม่เฒ่าจูรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไป ขณะนี้เวลาดำเนินมาถึงวันที่แปดของปีใหม่ เดิมทีพวกเขาตกลงกับซุนปั๋วสื่อว่าจะบอกหยุนหรงเกี่ยวกับการแต่งงานของนาง แต่ในเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น พวกเขาจึงต้องยกเลิก
เมื่อมารดาสิ้นชีพลูกสาวควรไว้ทุกข์เป็นเวลาสามปี ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใดจะอยากแต่งงานกับหญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียมารดาเล่า
“บาปกรรมของพ่อแม่ล้วนตกทอดมาสู่ลูก!” ชายชราที่อาศัยในหมู่บ้านส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจ “คราวที่แล้วตรงกับงานแต่งลูกสาวคนโต คราวนี้ก็เป็นลูกสาวคนสุดท้อง…”
หลายปีก่อน แม่เฒ่าจูบังคับให้หยุนเยว่แต่งเป็นอนุภรรยาของเศรษฐีในเมือง แต่ก่อนแต่งงานชายชราก็ชิงจากไป
หลายปีต่อมา หยุนลี่เต๋อต้องการหาสามีที่ดีให้กับหยุนหรง แต่แม่นางจ้าวก็จากไปก่อน
พี่น้องสองคนต้องเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดเหมือนกันอย่างหาคำตอบไม่ได้ ผู้คนในสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างลือกันว่าพวกนางทั้งสองโชคร้าย ที่ต้องอาศัยอยู่ในเรือนของย่า
หยุนหรงสูญเสียมารดา ทั้งยังไม่มีวี่แววว่าจะได้แต่งงาน ในใจของนางพลันรู้สึกสิ้นหวัง นางจึงเอาแต่เก็บตัวเงียบไม่พูดจากับผู้ใด
แม่นางเหลียนรู้สึกสงสารหลานสาวจึงหารือกับหยุนลี่เต๋อว่าตนจะรับหยุนหรงมาเลี้ยงดูเสมือนลูกสาวอีกคน เด็กสาวผู้นี้ยังอายุน้อย ปล่อยให้นางทำใจอีกสักสองสามปี แล้วพวกเขาจะจ้างวานแม่สื่อให้หาคู่ให้นาง
หยุนลี่เต๋อไม่แสดงความคิดเห็น เขาบอกกล่าวหญิงชราเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่าหญิงชราไม่เห็นด้วย
แม่เฒ่าจูไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าหยุนหรงจะไม่เชื่อฟังตนเหมือนลูกชายคนรอง เพียงแค่จ้องมองดวงตาหม่นหมองของเด็กสาวก็รู้ได้ว่าเป็นเรื่องไม่ดีอย่างแน่นอน!
ทันทีที่หยุนลี่เต๋อกล่าวออก แม่เฒ่าจูก็รับรู้ได้ว่าหยุนลี่เต๋อไม่อาจทอดทิ้งหยุนหรงได้ นางจะปล่อยให้หยุนหรงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้
วันต่อมาหญิงชรามอบหมายให้แม่นางเฉินแอบไปหมู่บ้านอื่นเพื่อหาชายหนุ่มมาแต่งงานกับนาง อีกทั้งใช้ชื่อเสียงของครอบครัวรองและหยุนเยี่ยนเพื่อขายตัวหยุนหรง
สองสามวันต่อมา หยุนลี่เต๋อก็มาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม่เฒ่าจูอับอายเกินกว่าจะกล่าวความจริงจึงบอกว่านางทำเช่นนี้ลงไปเพราะเป็นห่วงหลานสาว
หยุนลี่เต๋อถามอีกครั้งว่าแม่เฒ่าจูขายหลานสาวไปยังหมู่บ้านใด แต่หญิงชราแสร้งทำเป็นโมโหพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นย่าของนาง เหตุใดข้าจะขายนางไม่ได้?”
วันต่อมาแม่นางเหลียนเค้นถามแม่นางเฉินว่าหยุนหรงถูกขายไปยังหมู่บ้านใด แต่แม่นางเฉินกลับคลี่ยิ้มพร้อมส่ายหน้า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร? เท่าที่ข้าจำได้ตอนที่ชายคนนั้นมารับตัวหยุนหรง เขาทุบนางจนสลบแล้วอุ้มขึ้นเกวียน?”
แม่นางเหลียน “…”
แม่นางเฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “เช่นนั้นข้าขอตัว ภาพศพของพี่สะใภ้ใหญ่ติดตาข้าทั้งวัน สยดสยองยิ่งนัก ข้าไม่กล้าแม้แต่จะอยู่ที่บ้าน เฮ้อ ต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งนัก…”
แม่นางจ้าวตายไปแล้ว หยุเยว่และหยุนหรงก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป เรือนหลังเก่าของตระกูลหยุนจึงเหลือเพียงแม่นางเฉินและซานหลางผู้ไร้ความสามารถ สองแม่ลูกต้องแบกถังน้ำเพื่อมาเติมน้ำใส่โอ่ง ทำอาหาร และให้อาหารไก่และหมูทั้งวัน
เคราะห์ดีที่หญิงชราอายุมากแล้ว นางจึงไม่ค่อยกินอาหารมาก ไม่ก่นด่าเหมือนแต่ก่อน ทั้งยังนั่งปักผ้าอยู่บนเตียงทั้งวัน แม่นางเฉินผู้หน้าด้านจึงได้ใช้ชีวิตตามใจตนเอง
หลังจากฤดูหนาวแห่งความเกียจคร้านผ่านไป เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ชาวบ้านในหมู่บ้านที่ขยันขันแข็งก็เตรียมตัวทำนาอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง
ในเดือนที่สาม หมู่บ้านไป๋ซีมีเหตุการณ์แห่งความสุขสองเหตุการณ์
เหตุการณ์แรกคือหลานแฝดของตระกูลอู๋มีอายุครบหนึ่งร้อยวันแล้ว ตระกูลอู๋จึงเชือดหมูสามตัวในคราวเดียวกันเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง
หลังจากนั้นไม่นานเสี่ยวอู่ก็สามารถสอบเข้าสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงได้ ตระกูลหยุนปลื้มปีติไม่น้อย ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างกล่าวชมเขา โดยเฉพาะหวังหลี่เจิ้งที่กล่าวเยินยอไม่ขาดปาก “เด็กคนนี้มุ่งมั่นนัก เพิ่งเข้าเรียนได้เพียงหนึ่งปีก็สามารถสอบเข้าสำนักเรียนขึ้นชื่อ นับว่าเฉลียวฉลาดไม่น้อย หากถูกขัดเกลาให้มากกว่านี้ ในภายภาคหน้าเขาอาจได้เป็นขุนนางระดับสูง!”
หลังอาอากาศอบอุ่นขึ้น แม่นางเหลียนก็พาหยุนเชวี่ยไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ระยะหนึ่ง
ทุกอย่างในหมู่บ้านใหม่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ลูกจ้างถูกแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน โรงเลี้ยงกระต่าย คอกหมู บ่อปลา พื้นที่เพาะปลูก และสวนผักผลไม้ล้วนได้รับการดูแลอย่างดี
หยุนเชวี่ยจึงว่างงาน นางจดบันทึกประสบการณ์ในการเพาะพันธุ์กระต่ายเอาไว้และพยายามแบ่งปันประสบการณ์นี้ไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่พวกเขา ทันใดนั้นนางก็ผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา
นางจำได้ไม่แน่ชัดว่าเมื่อตอนที่ยังเยาว์ นางได้ยินผู้เฒ่าหยุนพูดว่าหากไม่ต้องการให้หมูโตเร็ว เนื้อไม่มีกลิ่นคาว ผู้เลี้ยงจำต้องทำหมันให้มัน
หมูตอน? หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ วางปากกาลงแล้ววิ่งไปยังคอกหมู นางกวาดสายตามองลูกหมูที่กำลังวิ่งเล่นและส่งเสียงร้อง นางพลันรู้สึกราวกับหมดหนทางเล็กน้อย
ดังนั้น…
วันต่อมา นางและมารดาจึงเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านไป๋ซีและไปหาอู๋ถูหู่ที่เรือน
“เจ้าต้องการทำหมัน… ลูกหมู?” อู๋ถูหู่มองหยุนเชวี่ยด้วยสายตาประหลาดใจ
หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานชี้ไปยังคอกหมูพลางกล่าวอย่างเฉยเมย “ท่านลุง มีดของท่าน สามารถตัดมันขาดหรือไม่เจ้าคะ?”