ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 507 เงินหายไป
ตอนที่ 507 เงินหายไป
ตอนที่ 507 เงินหายไป
ตกกลางคืน ไฟในห้องชั้นบนและห้องฝั่งปีกตะวันตกดับลงแล้ว แม่นางจ้าวที่กระสับกระส่ายเป็นทุนเดิมจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้คืบคลานไปยังบริเวณแปลงผัก แสงจันทร์ที่ส่องลงมาอย่างสลัวราง นางเลื่อนมือไปสัมผัสผิวดินที่ฝังถุงเงินซ่อนไว้ข้างใต้ มือทั้งสองข้างสั่นเทา
ลางสังหรณ์ของนางไม่ดีนัก…
นางกวาดสายตามองดูลาดเลาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะขุดดินลงไป ฉับพลันแข้งขาของนางกลับอ่อนยวบ หัวใจเย็นเฉียบลงคล้ายจะหยุดเต้น
เงินหายไปแล้ว…
นางอุตส่าห์ห่อมันไว้อย่างแน่นหนา เก็บซ่อนเร้นจากสายตาผู้คนเป็นอย่างดี แต่เงินจำนวนสิบตำลึงที่ฝังไว้กลับหายไป!
หัวสมองแม่นางจ้าวขาวโพลนว่างเปล่า ดวงตาทั้งสองมืดลงและดับวูบ ยังไม่ทันได้สูดลมหายใจ ร่างกลับล้มลงศีรษะฟาดฟื้น
วันรุ่งขึ้น นางเฉินอ้าปากหาววอดขณะเดินออกมาจากห้องฝั่งปีกตะวันตก จนพบว่าแม่นางจ้าวฟุบนอนหมดสติอยู่กลางสวนผัก
“นี่ นี่…” นางเอียงคอพลางเดินปรี่เข้าไปหา เหยียดขาออกเพื่อใช้เท้าสะกิดร่างของอีกฝ่าย
แม่นางจ้าวกลับไม่ตอบสนองแต่อย่างใด
“สะใภ้ใหญ่? เจ้าสลบไปหรอกรึ? มาทำอะไรที่นี่แต่เช้าตรู่ เหตุใดไม่รีบก่อไฟปรุงอาหารเล่า?!” นางเฉินยืดขาออกไปเตะร่างนางอีกสองครั้ง
แม่นางจ้าวยังไร้การตอบสนองใด ๆ
นางเฉินชะโงกหน้าเข้าไปมองใกล้ ๆ เห็นว่าอีกฝ่ายกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดจนเขียวคล้ำ ดังนั้นนางจึงตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนจะแผดเสียงแปดหลอดร้องตะโกนทันที “มีคนตาย! ท่านแม่! มีคนตาย! สะใภ้ใหญ่นอนตายอยู่ในแปลงผัก!”
หลังจากร้องตะโกนซ้ำ ๆ สองสามครั้ง ประตูห้องชั้นบนก็เปิดออก แม่เฒ่าจูสวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวใหม่ที่หยุนลี่เต๋อเพิ่งจะนำมามอบให้เพิ่ง มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในแขนเสื้อกว้าง นางขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์ “แหกปากร้องตะโกนอะไรแต่เช้า?!”
“ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านดูนั่นสิ…” นางเฉินเริ่มตื่นตระหนกยิ่งกว่าเก่า ขณะวิ่งห่างออกมาก็เอาแต่ชี้ไปยังร่างแม่นางจ้าวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น “สะใภ้ใหญ่ตายแล้ว!”
แม้ว่านางเฉินจะเกลียดชังแม่นางจ้าวเข้าไส้ ทว่าใจจริงแล้วนางไม่ต้องการให้แม่นางจ้าวได้รับความทุกข์ทรมานจากการทำงานหนักจนถึงตายเช่นนี้ อีกอย่างหากนางตายตกไปแล้ว ภาระงานทั้งหมดจะไม่ตกอยู่ที่นางเพียงผู้เดียวหรอกหรือ?
ทัศนวิสัยของแม่เฒ่าจูถูกค้างปลูกถั่วบดบังอยู่ นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าว พยายามเพ่งสายตาเหลือบมองไปที่นั่น ถึงกระนั้นก็ยังมองเห็นไม่ชัดนัก เห็นเพียงร่างคนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ไกล ๆ ก่อนเอ่ยถามด้วยท่าทีเรียบเฉย “ตายแล้วรึ?”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร? ข้าออกมาที่นี่แต่เช้าตรู่ก็เห็นนางนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ใดหรือไม่ แต่ข้ากลัวว่าผีนางจะมาตามหลอกหลอน…”
ก่อนที่นางเฉินจะกล่าวจนจบ นางเห็นหยุนหรงรีบวิ่งลงจากเรือนตรงมาหาแม่นางจ้าวโดยที่ร้องไห้น้ำตานองหน้า นางรีบคุกเข่าลงตรงหน้าร่างของผู้เป็นแม่ คว้าแขนของอีกฝ่ายแล้วออกแรงเขย่า “ท่านแม่… ท่านแม่…”
นางเฉินทำหน้ามุ่ยพร้อมกล่าวพึมพำด้วยเสียงแผ่วต่ำ “อากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ คงหนาวตายไปแล้วกระมัง…”
“ท่านแม่… ท่านแม่…” หยุนหรงหลั่งน้ำตา ใช้ฝ่ามือกอบกุมใบหน้าแม่นางจ้าวอย่างไม่นึกรังเกียจ ทันใดนั้นนางกลับตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ของข้ายังไม่ตาย! ท่านแม่ของข้ายังหายใจอยู่!”
“ยังไม่ตายหรอกรึ?” นางเฉินชะโงกคอมองร่างของนางอีกครั้งด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ยังหายใจอยู่!” หยุนหรงรีบลากร่างแม่นางจ้าวให้พลิกนอนหงาย พยายามดึงนางขึ้นจากพื้นดินที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะ ทว่านางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กร่างกายอ่อนแอ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความกังวล นางร้องไห้พลางอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ “อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สาม…”
นางเฉินนิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ ย่างเท้าเข้าไปด้วยช่วงก้าวที่ไม่ยาวนัก ราวกับนางหวาดกลัวว่าตนอาจติดเชื้อโรคบางอย่าง ก่อนเอ่ยถามอีกครั้งด้วยใบหน้าเหยเก “นางยังไม่ตายจริงหรือ?”
“ยังไม่ตายเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้ายังไม่ตาย! อาสะใภ้สาม ช่วยท่านแม่ของข้าด้วยเถอะ ช่วยอุ้มนางเข้าไปในเรือนที…”
นางเฉินไม่ตอบรับในทันที เมื่อหันกลับไปมองหน้าแม่เฒ่าจูอีกครั้ง เห็นว่าแม่เฒ่าจูเพิกเฉยกับเหตุการณ์ตรงหน้า นางประสานมือไว้ดังเดิม ขมวดคิ้วพร้อมทำปากขมุบขมิบ ปิดประตูเสียงดัง ‘ปัง!’ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องชั้นบน
นางเฉินจึงจำใจก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก้มตัวลง คว้าแขนข้างหนึ่งของแม่นางจ้าวด้วยมือเพียงข้างเดียว แล้วลากร่างไม่ได้สติของอีกฝ่ายออกมาจากแปลงผัก ปากก็ไม่วายพร่ำบ่น “ชาติที่แล้วข้าคงทำกรรมเอาไว้กับเจ้า ชาตินี้จึงต้องมาช่วยชีวิตดาวมรณะเช่นเจ้าไว้อีก เห็นทีคงต้องชดใช้กรรมร่วมกันไปจนตาย…”
หลังจากกึ่งลากกึ่งประคองแม่นางจ้าวเข้าไปในเรือนได้แล้ว นางเฉินวางร่างอีกฝ่ายไว้บนเตียง หาผ้าห่มมาห่มคลุมให้ ส่วนหยุนหรงรีบไปต้มน้ำร้อนและยกขึ้นมาให้ ป้อนอาหารเหลวให้ผู้เป็นแม่ครึ่งถ้วย พยายามทำให้มือและเท้าของนางอบอุ่น จากนั้นแม่นางจ้าวก็เริ่มฟื้นคืนสติอย่างช้า ๆ ความเย็นยะเยือกตามร่างกายลดลงบ้างแล้ว ใบหน้าแปรเปลี่ยนกลับมามีเลือดฝาดตามปกติ
ด้วยความกลัวว่าแม่เฒ่าจูจะไม่ได้กินอาหารมื้อเช้าอย่างตรงเวลาและพลอยมาดุด่านาง นางเฉินจึงกลอกตาและจำใจเข้าครัวก่อไฟปรุงอาหารอย่างไม่เต็มใจ ปล่อยให้สองแม่ลูกนอนพักฟื้นอยู่ในเรือน
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา แม่นางจ้าวจึงตื่นขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งมองขึ้นไปบนเพดานใต้หลังคาอันว่างเปล่าอย่างน่ากลัว
หยุนหรงหายจากอาการตื่นตระหนกเช่นก่อนหน้านี้แล้ว นางนั่งอยู่ข้างเตียง เฝ้าสังเกตท่าทีของผู้เป็นแม่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? เหตุใดท่านจึงลงไปนอนอยู่กลางแปลงผักในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้เล่า?”
ริมฝีปากแม่นางจ้าวขยับเล็กน้อย ทว่าไม่ได้กล่าวคำใดออกมา
“ท่านแม่? ท่านแม่?” หยุนหรงสะกิดนางเล็กน้อยพร้อมกล่าวตัดพ้อ “พี่ใหญ่แต่งเข้าตระกูลของภรรยา ได้ดีแล้วก็หลงลืมพวกเราไปเสียสนิท พี่สาวก็หลบหนีออกจากบ้านไปอีกคน หากท่านยังมาละทิ้งข้าไปอีกคน ในอนาคตชีวิตของข้าจะเป็นเช่นไร?”
ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงตะโกนของนางเฉิน นางตื่นตระหนกไม่น้อย ไพล่คิดไปว่าแม่นางจ้าวอาจไม่สามารถอดทนต่อความทุกข์ทรมานได้จึงต้องการฆ่าตัวตาย ถึงแม้แม่ของนางไม่มีความสามารถที่จะปกป้องนางได้ ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นแม่แท้ ๆ เป็นผู้เดียวที่ยังอยู่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ หากแม่ของนางมีอันเป็นไป เห็นทีนางคงหมดหนทางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน
“หรงเอ๋อ…” แววตาไร้ชีวิตชีวาของแม่นางจ้าวค่อย ๆ กลอกกลิ้งไปมา ราวเป็นหุ่นกระบอกสภาพทรุดโทรมก็ไม่ปาน นางยกมือขึ้นด้วยท่าทางแข็งทื่อ เอื้อมไปแตะศีรษะของลูกสาว ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา
ขณะนี้นางเปรียบเสมือนมีน้ำท่วมเสมอปาก ไม่สามารถบอกความจริงได้ว่าที่นางตกอยู่ในสภาพนี้นั้นเป็นเพราะเหตุใด นางฝังเงินสิบตำลึงซ่อนไว้โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ถึงแม้ตอนนี้มันจะหายสาบสูญไป แต่นางกลับไม่สามารถเรียกร้องหรือตามหาอย่างไรได้
สิ่งที่ทำให้จิตใจของแม่นางจ้าวเป็นทุกข์ยิ่งกว่า คือผู้ที่ขโมยเงินนี้ไปไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหยุนเยว่ นางอุตส่าห์ยอมทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะให้ลูกสาวคนโตมีชีวิตที่ดี! ไม่สำเหนียกเชียวหรือว่ามันคือเงินที่จะช่วยต่อชีวิตผู้เป็นแม่ของตน? อีกครึ่งชีวิตของแม่นางจ้าวเหลือเพียงเงินจำนวนนี้เท่านั้น!
ก่อนหน้านี้หยุนลี่เต๋อได้จัดการเรื่องการแต่งงานของหยุนเยว่ไว้พร้อมแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่ตระกูลที่มั่งคั่ง แต่ตราบใดที่นางยอมออกเรือนแต่โดยดี พวกเขาจะไม่มีวันปฏิบัติต่อนางไม่ดีอย่างแน่นอน หลังจากนั้นสามแม่ลูกก็จะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าลูกไม่รักดีจะแหกคอกในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้!
ยิ่งแม่นางจ้าวครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มากเพียงใด นางยิ่งรู้สึกว่าตนเองเริ่มหายใจติดขัด ภายในหัวอกเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องที่ไม่สามารถระบายได้ ความตึงเครียดส่งผลให้ศีรษะแทบจะระเบิดออก
“ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” เมื่อเห็นริมฝีปากของแม่นางจ้าวเริ่มพะงาบ หยุนหรงรีบเอื้อมมือออกไปลูบบริเวณอกให้หายใจได้คล่องขึ้น
“ตามหาพี่สาวของเจ้าให้พบ…” แม่นางจ้าวเหลือบมองหยุนหรงด้วยหางตา เปลือกตากระตุกเกร็ง นางจับมือหยุนหรงไว้แน่นพลางหอบหายใจ “พาตัวพี่สาวของเจ้ากลับมาให้จงได้!”
“นางหนีไปไม่คำนึงถึงหน้าท่าน ท่านยังคิดเป็นห่วงนางอยู่อีกหรือ…” หยุนหรงขบริมฝีปากอย่างไม่พอใจ
ในฐานะที่หยุนเยว่เป็นลูกสาวคนแรกของครอบครัว พ่อและแม่จึงประคบประหงมนางเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ยังเยาว์ สนับสนุนให้ได้รับสิ่งที่ดีเสมอ ตัดเย็บเสื้อผ้าสวยงามให้นางสวมใส่ ทั้งยังสอนให้นางมีความรู้ สามารถอ่านออกเขียนได้อย่างแตกฉาน กอปรกับรูปร่างหน้าตาที่สะสวย ทำให้นางถูกคาดหวังว่าจะต้องได้ออกเรือนกับตระกูลใหญ่ในฐานะภรรยาเอก ทว่าตอนนี้นางหลบหนีไปแล้ว ข่าวลือหนาหูก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ยังคิดกังวลเกี่ยวกับชื่อเสียงของนางอยู่อีกหรือ?
หยุนหรงรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำขอของผู้เป็นแม่ นางรีบดึงมือออก ลุกขึ้นยกอ่างไม้ตรงหัวเตียงออกไป ยังไม่ทันที่นางจะก้าวขาข้ามธรณีประตู กลับได้ยินนางเฉินตะโกนด้วยความไม่พอใจ “สองแม่ลูกนั่นยังรอให้ข้าไปคอยรับใช้ น้ำก็เหลืออยู่ก้นโอ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอื้อมมือลงไปตักได้อย่างไร ดีที่นางไม่ตาย แต่กลับกลายเป็นข้าที่ต้องสะสางงานใหญ่ของตระกูล ไหนจะยกอาหารเลิศรสทั้งหมดที่มีขึ้นไปวางไว้ข้างเตียงของนางอีก เฮ้อ ชะตากรรมของข้าช่างขมขื่นเสียจริง…”