ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 489 การฝึกจิตในความเงียบ
ตอนที่ 489 การฝึกจิตในความเงียบ
ตอนที่ 489 การฝึกจิตในความเงียบ
แม่เฒ่าจูกลัวความตาย ทั้งยังเกรงว่าวิญญาณร้ายจะเข้ามาทำร้ายตน นางไม่กล้าข่มตานอนจึงสวดมนต์ซ้ำไปมาตลอดทั้งคืน ในเวลานี้เส้นผมของหญิงชราชี้ฟู ใบหน้าขาวซีด ดวงตาฉายแววกริ่งเกรง นางไม่กล้าแม้แต่จะส่องกระจก ด้วยกลัวว่าจะเห็นผีร้ายในนั้น
นักพรตเสวียนซวีเดินเข้าไปในเรือนเพื่อทำพิธีของลัทธิเต๋าก่อนเดินไปรอบห้องพลางกล่าวว่า “วิญญาณร้ายและสิ่งชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในเรือนหลังนี้ถูกกำจัดแล้ว ท่านรู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น แม่นางจ้าวก็ผ่อนคลายลง แม้แต่แสงที่ลอดเข้ามาในห้องก็ยังสว่างขึ้น ฉะนั้นนางจึงพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว จากนั้นลุกยืนขึ้นพิงหัวเตียงพร้อมกล่าวว่า “พลังของท่านนักพรตช่างวิเศษ พลังของท่านนักพรตช่างวิเศษยิ่งนัก ที่ผ่านมาเรือนตระกูลหยุนต้องทนทุกข์เพราะสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นมาเนิ่นนาน ขอบคุณพลังบำเพ็ญอันสูงส่งของท่านนักพรต มิฉะนั้นหญิงชราเช่นข้าต้องถูกพวกมันพรากชีวิตเป็นแน่!”
“โอ้ มันเป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องปราบและขจัดวิญญาณชั่วร้ายและชี้นำทางไปสู่สวรรค์ อย่าเกรงใจเลย ทุกอย่างล้วนเป็นพรจากพระโพธิสัตว์” นักพรตเสวียนซวียื่นมือไปข้างหน้าแม่เฒ่าจู “วิญญาณร้ายสิงสู่ร่างกายท่านมานานหลายวันแล้ว ร่างกายของท่านจึงอ่อนแอ นั่งลงเถิด”
“วิญ… วิญญาณร้ายสิงสู่?” หลังจากถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม่เฒ่าจูก็กล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึงอีกครั้ง
“วิญญาณร้ายเกิดจากความแค้น มันมักแฝงตัวอยู่ในแสงตะวันในตอนกลางวัน และเมื่อถึงตอนกลางคืนมันก็จะออกมาสิงสู่มนุษย์เพื่อสูบเลือดเนื้อ…” นักพรตเสวียนซีเหลือบมองแม่เฒ่าจูเล็กน้อย เสียงของนางพลันหายไป ลิ้นแข็งกระด้าง ลำคอแห้งผาก ขณะเหลือบมองลำแสงที่ลอดเข้ามาในห้องอย่างอดไม่ได้
เมื่อคิดว่าสิ่งเหล่านั้นแฝงตัวอยู่ในแสงตะวันที่ส่องเข้ามาในห้อง เมื่อยามวิกาลมาเยือน สิ่งที่น่าหวาดกลัวเหล่านั้นจะคืบคลานขึ้นมาบนเตียงของตนขณะหลับใหล จากนั้นเข้าไปสิงสู่ในร่างกายและดูดกินพลังหยางไปจนหมด เพียงเท่านี้ศีรษะของนางก็ชาวาบในทันใด
“ท่านนักพรต ท่านนักพรต ร่างกายหญิงชราอ่อนแอนักจึงไม่สามารถต้านทานสิ่งชั่วร้ายได้…” แม่เฒ่าจูเอื้อมมือไปกำชุดคลุมของนักพรตเสวียนซวีแน่น พลางกล่าวด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก “ท่านนักพรต สำแดงพลังบำเพ็ญให้หญิงชราเช่นข้าดูสักครั้งเถิด…”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น วิญญาณชั่วร้ายถูกปัดเป่าจนหมดแล้ว มันไม่สามารถทำร้ายผู้ใดได้อีกต่อไป” นักพรตเสวียนซวีกล่าว
“เช่นนั้น… เช่นนั้นพลังหยางที่พวกมันดูดซับไปเล่า?” ในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ แม่เฒ่าจูรู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย มันต้องเป็นเพราะขาดพลังหยางแน่นอน หากไม่มีพลังหยางแล้ว ชีวิตของนางก็จะสั้นลงใช่หรือไม่?
“เช่นนั้นท่านต้องหมั่นสวดภาวนาให้พระโพธิสัตว์คุ้มครอง อย่าได้รีบร้อน”
“ทำอย่างไร?”
“อย่าเพิ่งใจร้อน หากรีบร้อนเกินไป แก่นวิญญาณอาจเสียหายได้ นอกจากนี้ท่านควรพูดให้น้อยลงเพราะไม่เพียงแต่แก่นวิญญาณจะเสียหาย ท่านยังสามารถทำบาปได้ด้วย” นักพรตเสวียนซวีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนขมวดคิ้วพร้อมมองแม่เฒ่าจูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ใครก็ตามที่สร้างกรรม ไม่เพียงจะสูญสิ้นพลังหยาง แต่เมื่อตายไป คนผู้นั้นจะตกนรกดึงลิ้น [1] ถูกทรมานชั่วกัลป์ ไม่ได้ไปผุดไปเกิด”
[1]นรกดึงลิ้น คือขุมนรกสำหรับผู้ที่ชอบนินทา พูดจาร้าย พูดโกหก พูดหลอกลวง พูดทำร้ายพระธรรม อิจฉาผู้ที่มีความสามารถ
“…” เม็ดเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผากของแม่เฒ่าจูอย่างช้า ๆ
นักพรตเสวียนซวีส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา “อู๋เลี่ยงเทียนจุน [2] ข้าหวังว่าพระโพธิสัตว์จะปกป้องคุ้มครองท่าน ข้าขอลา” สิ้นคำ เขาก็สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วหันหลังกลับ ก่อนที่จะก้าวเดินออกไป นักพรตก็ได้ยินแม่เฒ่าจูส่งเสียงร้อง “โอ้…” ในลำคอ จากนั้นจึงโผเข้าจับชายชุดคลุมของนักพรตเสวียนซวี
[2]อู๋เลี่ยงเทียนจุน เป็นคำกล่าวของชาวลัทธิเต๋า มีนัยอวยพรให้มีความสุขอย่างหามิได้ เปรียบกับได้หลวงจีนจะพูดว่า อามิตตาพุทธ
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนที่อยู่ภายนอกบ้านได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงรีบวิ่งเข้าไปในเรือน พวกเขาพบว่าแม่เฒ่าจูนั่งอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าของนางขาวซีดขณะใช้สองมือกำชายชุดคลุมของนักพรตเสวียนซวีแน่นพร้อมกล่าวว่า “ท่านนักพรตช่วยข้าด้วย ท่านนักพรตช่วยข้าด้วย…”
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น?” แม่นางเหลียนรีบเดินเข้าไปประคองหญิงชราให้ลุกยืนขึ้น
“ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว อยู่ไม่ได้แล้ว…” แม่เฒ่าจูไม่ยอมรับความจริง นางจึงหันไปด่าทอลูกสะใภ้ “เป็นเพราะเจ้า เรื่องทั้งหมดต้องเป็นเช่นนี้เพราะเจ้า เจ้าคือตัวซวย ขอให้ฟ้าผ่าเจ้า…”
เนื่องจากอาศัยอยู่เรือนตระกูลหยุนเป็นเวลานาน แม่นางเหลียนจึงไม่มีท่าทีตกใจกับคำด่าทอของแม่เฒ่าจู นางหันไปเอ่ยถามนักพรตเสวียนซวีว่า “ท่านนักพรต ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? นางสบายดีหรือไม่…”
“นางสบายดี เพียงถูกวิญญาณร้ายรบกวนเท่านั้น” นักพรตเสวียนซวีถือแส้ไว้ในมือก่อนโบกตรงหน้าแม่เฒ่าจูพลางเผยสายตาหยั่งรู้พร้อมกล่าวออก “อย่าเกรงกลัวไปเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลับครอบครัวของท่าน ล้วนเป็นผลมาจากคำพูดที่ท่านเคยก่นด่าผู้อื่น”
“ท่านผู้เจริญ วจีกรรมของท่านหนักหนาเกินไป ซึ่งกรรมเหล่านั้นคือกรรมที่ท่านเคยกล่าวเท็จ ก่นด่าผู้อื่น รวมไปถึงคำประจบสอพลอ ยกตัวอย่างเช่นท่านเพิ่งพูดคำว่า ‘ตัวซวย’ และ ‘ขอให้ฟ้าผ่านาง’ ทั้งสองคำนี้ล้วนเป็นวาจาที่น่ารังเกียจ ซึ่งการกลับดำเป็นขาว พูดจาใส่ร้ายผู้อื่น นินทาและยุแยงให้เกิดความบาดหมาง เป็นคนลิ้นสองแฉก รวมไปถึงปากอย่างใจอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำต่อผู้อื่น”
“ยิ่งมีวจีกรรมมากเท่าไร อายุขัยของท่านก็จะยิ่งสั้นลง หากพลังหยางอ่อนแอ ท่านก็จะต้องตกนรกและชดใช้กรรมที่ก่อไว้ มิใช่ว่าท่านจะหนีพ้นการกระทำเหล่านั้น…”
นักพรตเสวียนซวีกล่าวคำสอนอย่างช้า ๆ ก่อนที่เขาจะพูดจบ ร่างของแม่เฒ่าจูก็โอนเอนไปมาอย่างอ่อนแรง นางใช้มือข้างหนึ่งทาบหน้าอกพร้อมส่งเสียงร้อง “โธ่… โธ่” ในลำคอ
“ท่านนักพรต ท่านแม่อายุมากแล้ว ท่านอย่ากล่าวสิ่งใดให้นางหวาดกลัวเลยเจ้าค่ะ” แม่นางเหลียนลูบแผ่นหลังแม่เฒ่าจูอย่างอ่อนโยนพลางพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“นักพรตย่อมไม่โป้ปด” นักพรตเสวียนซวีกล่าว “บาปกรรมของแม่เฒ่าผู้นี้หนักหนายิ่งนัก หากนางเชื่อฟังคำสอนของข้าและหมั่นบำเพ็ญเพียร ไม่แน่ว่าอาจขจัดกรรมและหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานจากการแก้แค้นก็เป็นได้”
“บำเพ็ญเพียร?” แม่นางเหลียนรู้สึกงุนงงกว่าเดิม นางพลันหันมองหญิงชราที่นอนอยู่บนเตียงก่อนเหลือบมองหยุนลี่เต๋อ
“เจ้า… เจ้าหุบปากแล้วปล่อยให้ท่านนักพรตพูดให้จบ” แม่เฒ่าจูกล่าวอย่างอ่อนแรงราวกับกำลังจะขาดใจ
“การบำเพ็ญเพียรไม่จำเป็นต้องทำอย่างเคร่งครัด แต่ควรปฏิบัติด้วยความจริงใจ หากท่านรู้สึกผิดต่อวาจาที่กล่าวออกไป…” นักพรตเสวียนซวีลูบเคราของตนพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จากนั้นก็ฝึกจิตในความเงียบ”
เมื่อแม่เฒ่าจูได้ยินว่าตนยังมีทางหลุดพ้น นางก็พยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจว่า ‘ฝึกจิตในความเงียบ’ คืออะไรก็ตาม “พลังบำเพ็ญของท่านนักพรตแก่กล้ายิ่งนัก ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง… โอ้ ๆ ท่านสามารถสั่งสอนข้าได้ทุกอย่าง…”
“ท่านนักพรต การฝึกจิตในความเงียบคืออะไรหรือเจ้าคะ?” แม่นางเหลียนถาม นางจำได้ว่ามีเพียงนักบวชที่ฝึกการวิปัสสนามิใช่หรือ? เหตุใดนักพรตเต๋าถึงฝึกวิปัสสนาเช่นกัน? ทว่าหลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะวิถีการวิปัสสนาของนักบวชหรือนักพรตเต๋าล้วนเป็นสิ่งดี หากสามารถช่วยหญิงชราให้สบายใจขึ้น
นักพรตเสวียนซวีไม่รู้ตัวว่านางกำลังหลอกถาม เขาจึงกระแอมหนึ่งครั้งก่อนกล่าวต่อ “กล่าวได้ว่า ‘การฝึกจิตในความเงียบ’ เป็นเคล็ดวิชาต้องห้าม มักเป็นทางเลือกสุดท้ายในการฝึกจิต ในขณะที่ฝึกจิตนั้นท่านต้องพูดห้ามพูดหรือพูดให้น้อยลงเพื่อลดการสร้างวจีกรรมและขจัดความชั่วร้าย นอกจากนี้ยังสามารถทำให้บาปกรรมที่ท่านมีลดน้อยลงอีกด้วย”
“ห้ามพูด?” แม่นางเหลียนตกตะลึงชั่วครู่ก่อนหันมองแม่เฒ่าจูอย่างอดไม่ได้ จากนั้นถอนหายใจพลางคิดว่าหากหญิงชราปิดปากเงียบจริง ๆ ตระกูลหยุนคงสงบสุขไม่น้อย นักพรตผู้นี้เฉลียวฉลาดยิ่งนัก สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในครั้งเดียว
นักพรตเสวียนซวีพยักหน้าเล็กน้อย ไม่นานเขาก็เดินออกจากห้องพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เป็นเช่นนั้น แน่นอนว่าผู้ ‘ฝึกจิตในความเงียบ’ ส่วนมากคือปรมาจารย์ผู้บรรลุคำสอนของลัทธิเต๋า พวกเราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาจึงควรพูดให้น้อยที่สุดหรือไม่พูดเลย ยิ่งท่านทำได้นาน บาปกรรมที่มีก็จะยิ่งลดน้อยลง หากท่านแม่เฒ่าต้องการให้การฝึกจิตได้ผลเร็วที่สุด นับแต่นี้ไปท่านต้องคิดดี พูดดี ทำดีทุกชั่วขณะจิต…”