ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 488 พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 488 พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 488 พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
หลังจากดุด่าลูกชายของตนแล้ว หญิงสาวร่างใหญ่จึงหันกลับมามองแม่นางเหลียนอีกครั้ง พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สิ่งที่เจ้ากล่าวมามีเหตุผล แต่หากเจ้าให้เงินแก่พวกเขาแล้ว ข้าเกรงว่าจะเป็นการส่งเสริมให้เจ้าเด็กเหลือขอสองคนนั้นหาเงินจากความตาย ฉะนั้นรีบไปจัดการกับร่างญาติของเจ้าเสียเองเถิด” กล่าวจบแล้วนางก็คว้ามือลูกชายก่อนเดินจากไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
แม่นางเหลียนยื่นมือค้างไว้อย่างนั้นด้วยความตะลึงงันถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาเห็นเรือสี่ลำล่องมาตามแม่น้ำภายใต้การนำของชาวบ้านในพื้นที่ บรรดาผู้เห็นเหตุการณ์จึงถอยห่างออกไปอย่างรู้กาลเทศะ พลางหันไปกระซิบกับผู้อื่นถึงสิ่งที่ตนคาดเดา
เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งซึ่งหนวดเคราแยกออกเป็นสองแฉกหันมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาคุ้นเคย หลังจากขึ้นมาบนฝั่งแล้วจึงตั้งคำถามสองสามข้อ ก่อนประสานมือและสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกสามคนก้าวมาข้างหน้าเพื่อตรวจสอบร่างกายของศพ
“คนหายไปตั้งแต่เมื่อใด?”
“หากนับรวมวันนี้ก็เป็นวันที่เจ็ดแล้ว”
“เหตุใดนางจึงหลบหนีออกมาจากเรือน? นางมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใดหรือไม่?”
“ไม่” หยุนลี่เต๋อหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนอธิบายให้เจ้าหน้าที่ชรารับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ของหยุนชิ่วเอ๋อทีละเรื่อง ขณะที่เขาบอกเล่าเรื่องราวจวนจบ ผู้ที่รับหน้าที่ตรวจสอบร่างกายศพก็ลุกขึ้นยืน เขาส่ายหน้าพร้อมกล่าว “บาดแผลตามร่างกาย ล้วนเกิดจากการที่ร่างกระแทกเข้ากับโขดหินและกรวดทรายก้นแม่น้ำทั้งหมด ไม่มีร่องรอยถูกฆาตกรรม”
ด้วยข้อสรุปเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ ตามหลักแล้วหากไม่พบว่าตามร่างของผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัส จะถือว่าผู้ตายพลัดตกน้ำโดยบังเอิญหรืออาจตั้งใจฆ่าตัวตาย และหากไม่พบหลักฐานอื่น ทางการจะไม่ทำการตรวจหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด จากนั้นครอบครัวจะรับศพกลับไปจัดการตามธรรมเนียมต่อไป
ขณะนั้นเอง มีผู้คนจากหมู่บ้านไป๋ซีเดินทางตามมาสมทบยังที่เกิดเหตุ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทางการจะจากไป ชายสองสามคนที่เป็นสหายคุ้นเคยกับหยุนลี่เต๋อได้นำรถเข็นทรงยาวมาด้วย ร่างไร้วิญญาณของหยุนขิ่วเอ๋อถูกคลุมร่างไว้ด้วยผ้าขาว ก่อนจะยกร่างขึ้นรถเข็นกลับไปยังหมู่บ้าน
เนื่องจากศพมีสภาพบวมอืดและเริ่มเปื่อยยุ่ย ทำให้ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน จนไม่อาจทำการตั้งศพไว้อาลัยก่อนฝังตามประเพณีได้อีกต่อไป อีกทั้งสภาพโดยรวมยังน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง แม่เฒ่าจูเหลือบมองเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็ถอยกรูด ปล่อยให้ผู้อื่นจัดการกับร่างของนางแทนตน
หยุนลี่เต๋อบังคับเกวียนล่อเดินทางไปยังร้านโลงศพในตัวเมือง ก่อนซื้อโลงศพไม้ที่ประกอบสำเร็จรูปกลับมา ก่อนทำการฝังศพหยุนชิ่วเอ๋อให้เสร็จสิ้นภายในคืนนั้น
ทุกวันหลังจากตื่นขึ้น แม่เฒ่าจูได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญโทษฟ้าโทษดิน เกิดความรู้สึกหมดสิ้นความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เดิมทีตามความเชื่อของผู้คนในแถบชนบท บรรดาหนุ่มสาวที่ยังไม่แต่งงานมีบุตรถือกันว่าเป็นผู้โชคดี แต่การสิ้นอายุขัยก่อนวัยอันควรนับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะชีวิตหลังความตายของพวกเขาจะกลายเป็นสัมภเวสีเร่ร่อน ไม่ได้รับพรใด ๆ ทั้งยังส่งผลต่อการกลับชาติมาเกิดใหม่
ยิ่งเมื่อชาวบ้านบางคนรับรู้ว่าหยุนชิ่วเอ๋อตั้งครรภ์ อีกทั้งทารกในครรภ์ของนางก็มาตายทั้งกลมจึงรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย เชื่อมโยงเรื่องราวว่าผู้เฒ่าหยุนมาตายตกไป ต่อมาเรื่องอัปยศก็เกิดขึ้นกับลูกชายทั้งสองของเขาเช่นหยุนลี่จงและหยุนลี่เซียว ครั้งนี้ยังเกิดเคราะห์กรรมขึ้นกับหยุนชิ่วเอ๋ออีก ด้วยเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ชาวบ้านต่างเกรงว่านี่อาจเป็นกงกรรมบางอย่างที่จะนำไปสู่เหตุร้าย แม่เฒ่าจูจึงร้องไห้ด้วยความหวาดผวา ขอให้ลูกชายคนรองจัดพิธีศพครั้งใหญ่ ไม่เพียงเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่ยังขอให้เชิญนักบวชมาทำการขับไล่วิญญาณด้วย
แม่เฒ่าจูหวาดกลัวว่าหากความเชื่อดังกล่าวเป็นความจริงขึ้นมา ต่อไปหากถึงคราวเคราะห์ของนางเข้าจะทำอย่างไร? ดังนั้นนางจึงไม่กล้านอนหลับสนิทเต็มตาแม้สักคืน อ้อนวอนขอให้หยุนลี่เต๋อย้ายมาอยู่เฝ้าตนในห้อง
เมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนลี่เต๋อจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจึงเชิญให้แม่เฒ่าร่างทรงและนักพรตเสวียนซวีที่อาศัยอยู่ในวัดร้างสภาพทรุดโทรมบนเนินเขามาทำพิธีปัดเป่าเพื่อความสบายใจ ทั้งสองร่วมทำพิธีโดยไม่ได้นัดหมาย คนหนึ่งทาใบหน้าด้วยแป้งสีขาวผุดผ่อง ตวัดดาบไม้ในมือไปมา หลังร่ายรำสลับซ้ายขวาแล้ว จึงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิด้วยความสงบพร้อมบริกรรมคาถา
ด้านนอกประตูเรือนหลังเก่าตระกูลหยุน ฝูงชนต่างชะโงกหน้าเข้าไปดูพิธีกรรมจับปัดเป่าและขับไล่วิญญาณร้าย ขณะที่แม่เฒ่าจูมีหยดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามหน้าผาก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว ไม่อาจล่วงรู้ว่าเป็นเพราะความกลัวหรืออย่างไรแน่
ผู้มีฌานศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองต่างทำพิธีโดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างสำแดงพลังเวทมนตร์ในรูปแบบของตนเอง แม่เฒ่าร่างทรงกระโดดโลดเต้นร่ายรำไปมา ใบหน้าที่ทาแป้งขาวผ่องถูกชะล้างไปบ้างด้วยหยดเหงื่อ ส่วนนักพรตเสวียนซวีใช้เพียงกระแสจิตสัมผัส ก่อนบอกกล่าวว่าบริเวณลานบ้านไม่สะอาด มีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่บนคานไม้ใต้หลังคา จากนั้นทั้งแม่เฒ่าร่างทรงแจ้งว่าพิธีของตนและนักพรตเสวียนซวีเสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปให้สบายใจได้
นักพรตเสวียนซวีลูบเคราของตนพลางพยักหน้า สนับสนุนคำกล่าวของแม่เฒ่าร่างทรงว่าถูกต้อง
ในตอนท้าย คนหนึ่งประพรมน้ำมนต์ตามใบหน้าให้กับแม่เฒ่าจู ส่วนอีกคนหนึ่งวาดกระดาษเป็นยันต์มอบให้กับแม่เฒ่าจู เมื่อนางเฉินเห็นดังนั้นจึงรีบโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมเผยสีหน้าบูดบึ้ง “ท่านนักพรต วาดแผ่นยันต์ให้ข้าด้วยซี ข้าก็อาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้เช่นเดียวกัน ย่อมหวาดกลัวและตื่นตระหนกไม่แพ้นาง”
นักพรตเสวียนซวีโบกสะบัดพู่กันในมือไปมา “ยันต์ขับไล่ภูตผีมีราคาแผ่นละหนึ่งถึงสองเหรียญ”
นางเฉินพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ได้ ได้ ท่านค่อยไปคิดเงินเอากับพี่รองภายหลังก็ย่อมได้”
นักพรตเสวียนซวีเหลือบมองนางด้วยหางตา เมื่อเห็นร่างกายของสตรีนางผู้นี้อ้วนท้วนไปด้วยไขมัน หนำซ้ำใบหน้ายังบานใหญ่เสียยิ่งกว่าแอ่งน้ำ เมื่อไตร่ตรองว่าการสันนิษฐานของตนถูกต้อง เขาจึงจงใจขมวดคิ้วมุ่น จับจ้องไปยังนางด้วยสายตาเคร่งขรึม จากนั้นจึงถอนหายใจพลางโคลงศีรษะ
“ท่านนักพรต ท่านมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?” ร่างของนางเฉินพลันสั่นสะท้านทั้งที่สภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทันใดนั้นนางกลับสังหรณ์ใจว่าตนอาจเสี่ยงที่จะประสบเคราะห์ใหญ่และกำลังจะตายในไม่ช้า
นักพรตเสวียนซวีถอนสายตากลับมาทันที ก่อนหยิบแส้ปัดฝุ่นขึ้นโบกไปมา “เปล่า เปล่า”
ยิ่งเขาไม่กล่าวออกมาตามตรง นางเฉินยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น นางบีบแผ่นยันต์ที่เพิ่งได้รับมาไว้แน่น แล้วเดินไปขวางอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเดินจากไป “ท่านนักพรต ท่านเซียน เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่? มีสิ่งใดผิดปกติอย่างนั้นหรือ?”
ดวงตาทั้งสองของนักพรตเสวียนซวีหลุบต่ำ เขาไม่กล่าวตอบคำใด
นางเฉินรู้สึกเป็นกังวลยิ่งนัก “ท่านเซียน โปรดเมตตาและชี้แนะข้าด้วย ข้า… ข้ายังต้องดูแลลูกและท่านแม่ผู้ชรา ข้ายังไม่อยากตาย!”
“เฮ้อ…” นักพรตเสวียนซวีแสร้งถอนหายใจ “ความลับสวรรค์ไม่อาจทำให้รั่วไหล แต่เพราะข้าเห็นแก่เจ้า ดังนั้นข้าจะให้คำแนะนำกับเจ้าสักสองสามคำ”
นางเฉินดึงปลายแขนเสื้อมาเช็ดหยดเหงื่อที่เปียกชุ่ม ท่าทีของนางแสดงออกชัดเจนว่าต้องการความช่วยเหลือ “บอกข้า บอกข้าเถิด”
“เมื่อไม่นานมานี้ เจ้ามีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก เวียนศีรษะ และคัดแน่นในทรวงอกบ้างหรือไม่?” นักพรตเสวียนซวีเอ่ยถาม เขาหลอกลวงผู้คนให้หลงเชื่อด้วยการสังเกตกิจวัตรประจำวันของพวกเขา ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ แต่นางกลับสวมเสื้อผ้าคับแน่นซึ่งไม่พอดีกับสรีระตนเอง กระทั่งไขมันปริออกเป็นชั้น ประกอบกับพิธีศพเมื่อสองวันที่ผ่านมา แม่เฒ่าจูร้องโวยวายส่งเสียงดังตลอดทั้งคืน หากนางไม่รู้สึกวิงเวียนเลยคงเป็นเรื่องที่ประหลาดนัก
เมื่อนางเฉินได้ยินดังนั้น ใบหน้าของนางเกิดความประหม่ายิ่งกว่าเก่า ก่อนจะพยักหน้าอย่างเร่งรีบ “ใช่แล้ว ท่านนักพรต แล้วข้าควรทำอย่างไรดี? ท่านมีพลังความสามารถมากมาย มองเพียงปราดเดียวก็ให้นึกเลื่อมใสเป็นที่ยิ่ง ท่านต้องช่วยเหลือข้าได้แน่!”
“พูดได้ดี” นักพรตเสวียนซวีลูบเคราตนเอง ก่อนกล่าวต่อไป “ชีวิตมนุษย์ถูกจัดสรรว่าควรกินดื่มในปริมาณมากน้อยเพียงใด กินมาก ยิ่งจากไปเร็วยิ่งขึ้น หากเจ้ายังเกียจคร้านและโลภในอาหารการกิน เกรงว่าภายในปีนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสได้กินอาหารอื่นใดอีก”
สีหน้าของนางเฉินแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน “หมายความว่าอย่างไรกัน?”
นักพรตเสวียนซวีเผยรอยยิ้มอันยากลึกหยั่งถึง “ข้าไม่อาจกล่าวมากไปกว่านี้ได้ หวังว่าหลังจากนี้เจ้าจะดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท” หลังจากกล่าวจบ เขามองขึ้นไปยังห้องชั้นบนอีกครั้ง ทำให้บังเอิญสบสายตาเข้ากับแม่เฒ่าจูพอดิบพอดี พบว่าอีกฝ่ายมีท่าทีตื่นตระหนกเล็กน้อย คล้ายต้องการเอ่ยปากทว่ากลับสงบคำไว้
เขาโบกแส้ปัดฝุ่นไปด้านหนึ่ง เพื่อเป็นการทักทายแม่เฒ่าจูที่นั่งอยู่ข้างเตียง
“ท่านนักพรต…” แม่เฒ่าจูกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ท่าทีของนางเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจที่พบเห็นได้ยากยิ่งในเวลาปกติ “ท่านนักพรต เข้ามาแสดงให้เห็นทีเถิด ข้าอยากรู้…” นางรู้สึกหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากได้ยินถ้อยคำแฝงนัยของอีกฝ่ายที่กล่าวกับนางเฉินแล้ว นางยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้น
หากนางเฉินไม่สามารถกินอาหารอื่นใดได้อีกภายในปีนี้ แล้วผู้ประสบเคราะห์รายต่อไปจะเป็นนางหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม นักพรตเต๋าให้คำชี้แนะแก่นางเฉินแล้ว หากนางเฉินไม่ประสบเคราะห์ใด แล้วนางเล่า? ใกล้ถึงคราวเคราะห์ของนางแล้วหรือยัง?
ยิ่งผู้คนอายุเพิ่มขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งหวาดกลัวความตายมากขึ้นเท่านั้น แม่เฒ่าจูก็กลัวเหลือเกินว่าหากวันนั้นมาถึง นางอาจลาลับจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นควรเป็นถ้อยคำในทางที่ดีเท่านั้น…