ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 390 จ้างคน
ตอนที่ 390 จ้างคน
ตอนที่ 390 จ้างคน
ช่วงบ่ายนี้ มีชาวบ้านจำนวนเกือบสามสิบคนทยอยเข้ามาแจ้งรายชื่อไว้ ซึ่งหยุนเชวี่ยทำการจดไว้อย่างครบถ้วน ตกตอนกลางคืนยังมีอีกเจ็ดถึงแปดคนที่ตามมาสมทบ หยุนเชวี่ยตรวจสอบรายชื่อก่อนกล่าวสรุป “มีทั้งหมดสี่สิบสามคน เป็นผู้ชายสิบห้าคน และผู้หญิงยี่สิบแปดคน”
เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ บุรุษถือเป็นกำลังแรงงานหลักของครัวเรือน เวลาส่วนใหญ่ต้องทำงานเพาะปลูกอยู่กลางทุ่งนาของตนเอง เหลือเพียงสตรีที่ค่อนข้างว่างงาน จึงปลีกตัวออกมาเพื่อหาเงินเพิ่มสำหรับจุนเจือครอบครัว
“สี่สิบสามคน นับว่าเพียงพอแล้ว” แม่นางเหลียนกล่าว
“ได้ เช่นนั้นก็ยึดถือตามนี้” หยุนลี่เต๋อกล่าวเสริม “แรงงานชายให้ไปซ่อมแซมบ้าน ขุดลอกบ่อปลา ส่วนแรงงานหญิงให้ทำงานในท้องทุ่ง”
“ยังต้องปรุงอาหารวันละสามมื้อ” แม่นางเหลียนกล่าว “คนงานมีกันตั้งสี่สิบกว่าคน ข้าไม่สามารถทำงานในส่วนนั้นเพียงคนเดียวได้ อาจต้องแบ่งคนส่วนหนึ่งให้ช่วยเป็นลูกมือ จะได้ทำอาหารให้คนงานของเราได้ทันเวลา”
“ข้ากำลังจะบอกว่าข้าเองก็ตั้งใจจะไปที่นั่นด้วยเช่นกัน” หยุนลี่เต๋อกล่าว “แต่หากพวกเราไปกันทั้งบ้าน แล้วงานทางนี้จะจัดการอย่างไร?”
“เช่นนั้นข้าอาสาไปแทนดีกว่าเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยขยับเข้าไปใกล้แม่นางเหลียน “ที่บ้านเรายังมีสืออีและต้าหวงคอยเฝ้ายามอยู่ ส่วนที่นาสิบไร่ของเรา จ้างวานคนให้มาช่วยเพาะปลูกก็ได้แล้ว”
“ที่แห่งนั้นรกร้างทั้งยังทรุดโทรมนัก เจ้าไม่ควรตามไป” หยุนลี่เต๋อนึกห่วงใยลูกสาว “เจ้าเฝ้าอยู่ที่บ้าน ให้แม่ของเจ้าทำแป้งทอดต้นหอมทิ้งไว้ หรือรีดเส้นบะหมี่แห้งไว้ให้เจ้า ส่วนสืออีคงพอจะผัดผักง่าย ๆ สักจานให้เจ้าได้อยู่กระมัง…”
“ข้าตั้งใจจะไปคุมงานเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยกล่าว “ในบรรดาคนเหล่านั้นต้องมีสักคนที่จับปลาในน้ำขุ่น* หวังได้รับค่าจ้างทั้งที่ทำงานเอาเปรียบผู้อื่น หากเป็นเช่นนั้นจริงเกรงว่างานจะยิ่งล่าช้าไปกันใหญ่ ข้าจะคอยจับตาดูพวกเขาไว้”
* จับปลาในน้ำขุ่น = หมายความว่าฉวยโอกาส หรือหาผลประโยชน์เข้าตนเองขณะเกิดเหตุการณ์ชุลมุน
หยุนลี่เต๋อยังคงคิดว่างานควบคุมคนเป็นงานหนัก ควรเป็นหน้าที่ของตนเสียมากกว่า “ตรงนั้นไม่มีแม้แต่ห้องหับดี ๆ สถานที่รกร้างโล่งแจ้ง ตกกลางคืนแล้วลมพัดแรง อากาศหนาวเหน็บนัก…”
“หากอากาศหนาว ข้าสวมเสื้อผ้าหนาหน่อยก็ได้แล้ว” หยุนเชวี่ยยังยืนกราน “นำผ้านวมผืนใหญ่สองผืนที่ท่านแม่เย็บไว้ให้ติดไปด้วยก็ย่อมได้ อากาศคงหนาวเย็นเพียงไม่กี่วัน หากจนแล้วจนรอดข้าทนความหนาวไม่ไหวจะกลับมาเองเจ้าค่ะ…”
หยุนลี่เต๋อไม่อาจขัดความตั้งใจของลูกสาวได้ ในที่สุดจึงยอมอนุญาต
วันรุ่งขึ้น แม่นางเหลียนกำลังเก็บกวาดทำงานอยู่ในบ้าน ผ้าห่ม ผ้านวม รวมถึงเสื้อผ้าตัวหนาบางส่วนถูกพับใส่ห่อผ้าไว้อย่างเรียบร้อย หยุนเชวี่ยเกรงว่าตนอยู่นานไปอาจจะเบื่อ จึงยัดหนังสืออ่านฆ่าเวลาลงไปในห่อผ้าอีกหลายเล่ม
สืออียืนมองนางอยู่ด้านข้างก่อนจะกระซิบถาม “เจ้าจะติดตามไปด้วยจริงหรือ?”
หยุนเชวี่ย “อืม”
สืออี “เหตุใดเจ้าไม่อยู่ที่นี่ ข้าจะได้พาเจ้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์และตกปลา”
หยุนเชวี่ย “นั่นน่าสนุกอย่างไรกัน?”
สืออี “เช่นนั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
หยุนเชวี่ย “ไม่ต้อง”
สืออี “…”
หยุนเชวี่ย “เจ้าอย่าลืมเสีย อยู่ที่นี่เจ้ายังต้องคอยให้อาหารไก่ ให้อาหารหมู ให้อาหารกระต่าย อีกอย่างท่านพ่อยังจะจ้างคนให้มาช่วยทำนาเพาะปลูก หากเจ้าว่างก็ควรไปช่วยเหลือพวกเขา…”
สืออีหันไปมองต้าหวงที่นอนหมอบอยู่ด้านข้างพลางถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ต้าหวงชูคอขึ้นพร้อมคราง “หงิง ๆ” ในลำคอ ปลายหางกระดิกไปทางซ้ายและขวาสองครั้ง ราวกับกำลังแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเขา
หยุนเชวี่ยเก็บเสื้อผ้าไปเพิ่มอีกสองชุด จากนั้นจึงเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ข้างประตู ทำท่าทางราวกับเขาเป็นลูกแหง่ของครอบครัว ขณะมองก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอย่างประหลาด หัวใจอ่อนยวบลงอย่างช่วยไม่ได้
“รอจนงานนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยดีเสียก่อน แล้วข้าจะพาเจ้าเข้าไปเดินเล่นในเมือง” น้ำเสียงของนางอ่อนโยนประหนึ่งกำลังเกลี้ยกล่อมลูกสุนัข
ริมฝีปากของสืออีโค้งขึ้น ฝืนยิ้มตอบนางอย่างไม่เต็มใจนัก
หยุนเชวี่ย “อยู่ที่นี่แล้วอย่าได้เถลไถลไปไกลนัก” ครั้นรู้สึกว่าตนโอนอ่อนผ่อนปรนเกินไป จึงปรับน้ำเสียงให้เข้มงวดขึ้น “แต่ถ้าไม่เชื่อฟังโดยดี ข้าจะไม่พาเจ้าไปไหนทั้งนั้น”
ครั้นสืออีถูกหยุนเชวี่ยดุเข้าจึงเผยท่าทีเชื่องหงอยราวกับสุนัขที่ทำความผิด “แล้วเจ้าจะกลับมาเมื่อไร?”
“อีกประมาณยี่สิบวันหลังจากนี้” หยุนเชวี่ยไม่อาจทนมองท่าทางหงอยเหงาเช่นนั้นของเขาได้อีก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหมาป่าตัวโต แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางแล้วกลับแสร้งทำท่าทางน่าสงสาร ทว่าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือตัวนางรู้ทันเขาทุกอย่าง ถึงกระนั้นก็ยังอดนึกใจอ่อนไม่ได้
ไม่ได้เชียว ไม่ได้เด็ดขาด
หยุนเชวี่ยหันไปเหลือบมองสืออีอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมหักห้ามใจตนเอง
วันออกเดินทาง ผู้ที่ได้รับการจ้างงานต่างมารวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน นับจำนวนคนแล้วว่าครบถ้วน หลังจากนั้นแต่ละคนก็นำเสื้อผ้า ผ้าห่ม และผ้านวมที่เตรียมมา ขนไปวางไว้บนเกวียนล่อที่หยุนลี่เต๋อจ้างมาโดยเฉพาะ ก่อนจะออกเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อยู่ห่างออกไปกว่าสี่สิบลี้
“ทันทีที่ทุกคนไปถึงให้ช่วยกันซ่อมแซมบ้านเสียก่อน เก็บกวาดทำความสะอาดบ้านให้ดี คืนนี้พวกเราจะได้มีชายคาสำหรับพักผ่อน รอจนมีที่ปักหลักมั่นคงแล้วค่อยจัดการแบ่งหน้าที่ เงินค่าแรงจะได้รับก็ต่อเมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว…” หยุนลี่เต๋อยืนอยู่หน้าเกวียน กำชับถึงสิ่งที่ทุกคนควรทำเป็นอันดับแรก
“วันนี้นับเป็นวันทำงานด้วยหรือไม่?” ใครคนหนึ่งเอ่ยถาม
“นับสิ” หยุนลี่เต๋อเอ่ยตอบ “ขอแค่ทำงานอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว”
“แล้ววันนี้ข้าจะได้รับเงินยี่สิบเหรียญหรือไม่?”
“ข้าจะจ่ายให้!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็พลันกระตือรือร้นขึ้นมาทันที คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “วันละยี่สิบเหรียญ เจ้าของที่ดินใจกว้างถึงเพียงนี้จะเสาะหาได้จากที่ใดอีก เสียดายจริงที่เป็นงานระยะสั้น”
“เจ้ารอง หากเจ้าย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านแห่งใหม่เป็นการถาวร แล้วยังต้องการจ้างคนงานระยะยาวอีกหรือไม่?” อีกคนหนึ่งโพล่งถาม “หากยังต้องการจ้าง ขอให้ข้าได้เป็นหนึ่งในคนงานของเจ้าด้วยเถิด อย่าทอดทิ้งข้าไว้เบื้องหลัง!”
“จริงสิ ครอบครัวเจ้ายังจะจ้างคนงานระยะยาวเพิ่มหรือไม่? เลือกข้าด้วย!”
“ข้าด้วย! ข้าขอทำงานกับเจ้าด้วยคน”
เมื่อมีคนเสนอตัว ทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ข้างเกวียนได้ยินต่างก็เบียดเสียดกันเสนอตัวบ้างด้วยความกระตือรือร้น ตระกูลหยุนใจกว้างยิ่งนัก อีกทั้งยังมีน้ำใจและซื่อสัตย์ บรรดาผู้ชายที่ว่างงานต่างต้องการเป็นลูกจ้างของเขากันทั้งนั้น
หยุนเชวี่ยก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนรถล่อนานแล้ว เมื่อได้ยินเข้าก็ปิดหนังสือในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นอธิบายด้วยรอยยิ้ม “เมื่อวานนี้ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าปรึกษากันแล้ว อาจจะจ้างงานคน แต่คงไม่จ้างในจำนวนมากเท่าครั้งนี้…”
“ข้า ข้า ข้าขอเสนอตัวก่อนใคร!”
“ยังมีข้าอีกคนหนึ่ง สาวน้อยเชวี่ยเอ๋อ เจ้ารีบจดรายชื่อของข้าไว้ในสมุดเร็วเข้าเถิด”
“ข้าขอเสนอตัวด้วย!”
“ท่านลุงสวี ท่านป้า อย่าด่วนใจร้อนไปเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยรีบห้ามปรามแทบจะทันที “อย่าได้ใจร้อนไป เรื่องจ้างคนงานระยะยาวต้องรอไปก่อน ให้หมู่บ้านใหม่จัดการถากถางเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยว่ากันอีกครั้ง”
คำพูดแฝงความนัยให้เข้าใจโดยทั่วกัน คือตระกูลหยุนจะจ้างคนงานอยู่ประจำทั้งที จำเป็นต้องเลือกคนที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งเท่านั้น โดยที่พวกเขาจะต้องเต็มใจทุ่มเทแรงกายเพื่อทำงานอย่างแท้จริง ทว่าผู้ที่สมองสนองตอบต่อความนัยแฝงล่าช้าก็ยังคงโวยวายต่อไป “โอ๊ย ต้องรอสิ่งใดอีก ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องจ้างคนอยู่ดี จดรายชื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย…”
ตลอดเส้นทางค่อนข้างขรุขระพอสมควร ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามกับอีกครึ่งชั่วยาม เหล่าชาวบ้านจึงเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อยู่ห่างไกลออกไปประมาณสี่สิบลี้โดยสวัสดิภาพ
เวลานี้ก็เกือบเข้าสู่ช่วงเที่ยงวันแล้ว หยุนลี่เต๋อแบ่งคนส่วนหนึ่งให้ไปซ่อมแซมเรือนหลังใหญ่หลายหลังที่สำรวจไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินตามแม่นางเหลียนและแม่ของอู๋ต้าหวังเพื่อไปเก็บกวาดห้องครัวซึ่งถูกทิ้งร้างไว้เป็นเวลานาน
ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้คงเคยจ้างคนงานเป็นจำนวนไม่น้อย เรือนหลังหนึ่งทำห้องครัวไว้สองห้อง ขนาดกว้างขวางพอสมควร มีเตาไฟขนาดใหญ่สองเตา ขนาดเล็กหนึ่งเตา ซึ่งแต่ละเตาแยกประเภทไว้สำหรับเลือกใช้งานตามความเหมาะสม อุปกรณ์ทำอาหารต่าง ๆ ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ดี เพียงแต่มีฝุ่นหนาปกคลุมอยู่ทั่วไป
“ใกล้กับบ่อปลามีลำธารที่ไหลลงมาจากภูเขา ข้าจะพาทุกคนไปที่นั่นเพื่อหาบน้ำมาเติมใส่โอ่งไว้ให้เต็ม” แม่นางเหลียนค่อย ๆ ยกเครื่องมือทำการเกษตรลงจากเกวียนล่อ ก่อนยกถังไม้ขึ้นมา แล้วจึงพาสตรีร่างกำยำสองสามคนเดินตรงไปยังบ่อปลา
“เริ่มงานกันได้แล้ว เก็บกวาดให้สะอาดแล้วพักกินข้าวกันเสียก่อน สองคนมาทางนี้ ช่วยกันยกหม้อใบนี้และโอ่งน้ำออกไปก่อน ประเดี๋ยวล้างทำความสะอาดก็ถือเป็นอันใช้ได้” แม่ของอู๋ต้าหวังพับแขนเสื้อทบขึ้นหลายชั้น ก่อนคว้าเอากะละมังและเหยือกที่กองมากองกันไว้บริเวณเตา ส่วนเนื้อไก่และผักต่าง ๆ หย่อนลงในอ่างเพื่อทำการล้างต่อไป
ทุกคนแบ่งงานกันทำเสร็จสรรพ ขณะทำงานก็พูดคุยกันไปด้วย
หยุนเชวี่ยฉวยโอกาสนี้เดินวนไปมาโดยรอบบริเวณหมู่บ้านเพื่อทำการสำรวจอีกครั้ง และใช้พู่กันถ่านวาดแผนผังของหมู่บ้านลงบนกระดาษ ทั้งตัวเรือน แปลงปลูกผัก และทุ่งนา เดินตรงไปอีกนิดจึงพบว่ามีบ่อน้ำที่ถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าแห้งอยู่ไม่ไกล
แม่ม่ายเหลียวซึ่งพาคนหาบถังไม้เดินตามไป ได้ยินเสียงน้ำไหลดังแว่วมาก็วางถังไม้ลง ภายในบ่อนอกจากเศษใบไม้ กิ่งไม้แห้ง และหญ้าแห้งที่ร่วงหล่นปกคลุมอยู่ทั่วแล้ว น้ำที่ผุดขึ้นมาจากบ่อยังคงสะอาดพร้อมใช้
“โอ๊ย เชวี่ยเอ๋อ รีบวิ่งไปบอกท่านแม่ของเจ้าเร็วเข้า จะเดินไปหาบน้ำจากลำธารที่อยู่ไกลด้วยเหตุใดกัน? บ่อน้ำนี้ต่างหากที่มีประโยชน์ใช้สอย” แม่ของอู๋ต้าหวังกล่าวก่อนหันไปตะโกนเรียก “ทุกคนมาที่นี่เร็วเข้า หยิบแปรงมาขัดทำความสะอาดเสีย”
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทุกคนก็ช่วยกันทำความสะอาดห้องครัวอย่างเป็นระเบียบ หยุนเชวี่ยก้มเก็บกิ่งไม้แห้งบริเวณนั้นสำหรับเป็นฟืน แม่นางเหลียนและแม่ของอู๋ต้าหวังเริ่มก่อไฟทำอาหาร ส่วนคนอื่น ๆ ก็ทำหน้าที่ซ่อมแซมตัวบ้านต่อไป
วันแรกผ่านพ้นไป โดยที่ทุกคนต่างขยันขันแข็งและกระตือรือร้นยิ่ง
ครั้นตกเย็น ห้องพักจัดไว้พร้อมแล้วทั้งหมดจำนวนเจ็ดห้อง โดยสี่ห้องเป็นห้องขนาดใหญ่ที่คนงานระยะยาวรุ่นเก่าเคยพักอาศัยอยู่ก่อนหน้า แบ่งเป็นห้องของคนงานชายและคนงานหญิงอย่างละสองห้อง หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ ทุกคนก็หอบอุ้มเอาผ้าห่มผืนหน้าที่นำมาด้วยเข้าห้องไปปูนอน
บรรดาสตรีต่างช่วยกันสะบัดผ้าปูที่นอนพลางพูดคุยกันไปพลาง “จะว่าไปแล้วการทำงานนี้ช่างครึกครื้นเสียจริง กินด้วยกัน นอนร่วมกัน กระฉับกระเฉงยิ่งกว่าต่างคนต่างแยกกันทำงานเสียอีก”
“สภาพห้องนี้ไม่เลวเลย มีขนาดใหญ่ทั้งยังเปิดโล่ง ทิศทำเลที่ตั้งก็ดีนัก วันพรุ่งนี้ค่อยเปิดหน้าต่างสองบานนั้นออก ผ้าห่มและที่นอนต่าง ๆ จะได้ไม่อับชื้น”
“สะใภ้รอง เจ้าเป็นเจ้าของบ้านซ้ำยังเป็นนายจ้าง ยังมานอนที่นี่ร่วมกับพวกเราด้วยรึ?”
แม่นางเหลียนพยักหน้าพร้อมเผยรอยยิ้ม “อยู่ร่วมกันหลายคนออกจะมีชีวิตชีวา ซ้ำยังได้พูดคุยกันอีกด้วย”
“เช่นนั้นหากคืนนี้ข้านอนกรน เจ้าก็อย่าได้รังเกียจข้าเลย” หญิงร่างอวบซึ่งเพิ่งปูเตียงเสร็จเรียบร้อยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง พลางกล่าวหยอกล้อ
“สามีของข้านอนกรนเสียงดังจนแผ่นหลังคาแทบจะเปิดออก ต่อให้ตะโกนเรียกก็ใช่ว่าจะตื่นขึ้นโดยง่าย” สตรีอีกคนส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ข้าเคยชินกับมันเสียแล้ว ขอแค่เจ้าอย่าละเมอขึ้นมานั่งตีโพยตีพายกลางดึกก็เพียงพอแล้ว”
“เฮ้อ ข้าเคยได้ยินมาว่าจางเหล่าซานชอบละเมอกลางดึก วันดีคืนดีกลับลุกขึ้นมานั่งจ้องเขม็งอย่างดุร้าย กล่าวอ้างว่าตนเป็นภูตปีศาจมาจากยมโลก ทำเอาภรรยาของเขาตื่นตระหนกเสียจนฉี่แทบราด…”
“เป็นเรื่องจริงงั้นรึ คนอะไรช่างน่าประหลาดแท้…”
“เห็นทีคงจริง ภรรยาของเขาเป็นผู้เล่าเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง เรื่องนี้ทำให้นางตื่นกลัวเสียจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว”
“ข้าคิดว่าคงเป็นความตั้งใจของจางเหล่าซานมากกว่า เขาถูกภรรยาดุด่าตลอดทั้งวัน ทว่าขี้ขลาดเกินกว่าที่จะตอบโต้ต่อหน้า ทั้งยังคิดหาวิธีแก้เผ็ดความไร้เหตุผลของนางไม่ได้เสียที…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เมื่อสาวชาวบ้านมาอยู่รวมกัน พวกนางจึงพูดคุยกันอย่างออกรสไม่หยุดปาก จนกระทั่งเวลาดึกดื่นภายในห้องจึงค่อย ๆ เงียบสงัดลง ทดแทนด้วยเสียงลมหายใจเข้าออกที่ดังเป็นจังหวะ หยุนเชวี่ยพลิกตัวนอนตะแคงไปอีกทางโดยหันหน้าเข้าหากำแพง ศีรษะครึ่งหนึ่งซุกเข้าไปในผ้าห่ม สติเลือนรางลงไปทุกขณะเพราะความง่วงงุน
วันรุ่งขึ้นหยุนเชวี่ยตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ห้องนอนใหญ่ที่มีคนจำนวนสิบกว่าคนนอนรวมกันวุ่นวายไม่น้อย บรรดาท่านป้าเหล่านี้ต่างส่งเสียงพูดคุยกันส่งเสียงดัง ทั้งเสียงฝีเท้าเดินไปมา เสียงน้ำจากการชะล้างใบหน้า หรือแม้แต่เสียงซักผ้าที่ดังโครมครามนั้นครึกครื้นเกินกว่าจะข่มตานอนบนเตียงต่อไป
ไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าแม่นางเหลียนและแม่ของอู๋ต้าหวังตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร ห้องครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจากการอุ่นขนมปังรังนกที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งยังมีเนื้อสับผัดผักดองอีกครึ่งหม้อ พวกนางร้องเรียกให้ทุกคนมากินข้าวร่วมกันในตอนที่ยังร้อน ๆ
อาหารมื้อนี้ดีกว่าอาหารการกินของชาวบ้านคนอื่น ๆ ในเวลาปกติเสียอีก แม่ม่ายเหลียวยกชามอาหารร้อน ๆ ขึ้นมาพลางกล่าวด้วยเสียงอันดัง “ทุกคนรีบกินอาหารให้อิ่มหนำเสียเถิด หากหนักท้องแล้วก็ได้เวลาลงแรงทำงานเสียที…”