ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 389 ต่อรองราคา
ตอนที่ 389 ต่อรองราคา
ตอนที่ 389 ต่อรองราคา
ความแข็งกระด้างของหยุนลี่เต๋อทำให้นายน้อยใหญ่หวงเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรังเกียจหมู่บ้านที่ทรุดโทรมและไม่ต้องการซื้ออีกต่อไป เขาจึงส่งสายตาให้นายหน้าซุนหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้นายหน้าซุนช่วยกล่าวเจรจาโน้มน้าวให้
ผู้ที่ยอมทานอาหารมื้อนี้โดยดีแน่นอนว่าไม่ใช่คนฉลาดเฉลียว นายหน้าซุนกลอกตาก่อนดึงเขาไปด้านข้าง หันไปกระซิบกับเขา “นายน้อยหวง ที่จริงแล้วหมู่บ้านแห่งนี้…”
“มันถูกทิ้งร้างไว้เพียงปีเดียวเท่านั้น…” น้ำเสียงของนายน้อยใหญ่หวงยังเต็มไปด้วยความกังวล “หากข้ารู้ล่วงหน้าคงจ้างวานให้ชาวนาเหล่านั้นมาไถพรวนไว้แล้ว!”
“เฮ้อ แต่จะว่าไปแล้ว” นายหน้าซุนเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “หากจ้างคนมาซ่อมแซมก็ต้องเสียเงินอีกจำนวนหนึ่ง มิสู้ท่านยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แทนพวกเขาดีกว่าหรือ? ข้าจะได้ไปเจรจากับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ผ่อนปรนคนละหนึ่งก้าว…”
“นี่…” นายน้อยใหญ่หวงขบฟันแน่น
“แปดร้อยตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ เลย ครัวเรือนในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้านใกล้เคียงหากเสาะหาให้ดีคงมีตัวเลือกอื่น ใช่ว่าพวกเขาจะสิ้นไร้ไม้ตอกต้องง้อหมู่บ้านของท่านเท่านั้น…”
หลังจากขบคิดอย่างหนักอยู่ครู่ใหญ่ นายน้อยหวงก็พยักหน้าด้วยความจำยอม “เช่นนั้นก็ย่อมได้! คราวนี้ข้ายอมถอยตกลงไปในคูน้ำ! เจ้าลองไปเจรจาดูเถิด เจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง เงื่อนไขคือต้องจ่ายเป็นตัวเงินสดไม่มีการผ่อน!”
นายหน้าซุนพยักหน้า สะบัดแขนเสื้อขณะเดินไปหาตระกูลหยุนด้วยรอยยิ้ม “นายท่านหยุน พวกเราปรึกษาหารือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…”
นายน้อยใหญ่หวงพ่นลมหายใจด้วยความร้อนรน สีหน้าของเขาเปิดเผยความในใจออกมาอย่างหมดเปลือก ยิ่งเขากังวลมากเพียงใด หยุนเชวี่ยก็ยิ่งสงบนิ่งมากขึ้นเท่านั้น นางลอบส่งสายตาให้แม่นางเหลียนเป็นครั้งคราว ซึ่งแม่นางเหลียนก็เข้าใจและไม่ยอมผ่อนปรนโดยดี
“นายหน้าซุน เรื่องนี้มิได้เป็นความผิดของข้า หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีสภาพเพียบพร้อมดั่งที่พูดพล่ามมาแต่แรกเสียเมื่อไร ท่านเองก็ได้เห็นกับตาแล้ว…” แม่นางเหลียนส่ายหน้า “เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วต้องข้างคนงานจำนวนสี่สิบถึงห้าสิบคนมาช่วยกันบูรณะซ่อมแซม กว่าจะใช้การได้ก็กินเวลาไปแล้วครึ่งเดือน”
“เจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง!” นายน้อยใหญ่หวงซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้างเสนอด้วยความร้อนรนใจอีกครั้ง “หากพวกท่านยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ข้าจะจัดการมอบโฉนดที่ดินแก่ท่านทันที!”
แม่นางเหลียนรีบเหลือบมองหยุนเชวี่ยฉับพลัน
ใบหน้าของหยุนเชวี่ยยังคงราบเรียบไม่เผยอารมณ์ใด อย่างไรเสียนางก็ไม่คิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการฉวยโอกาส ผู้ใดใช้ให้คนแซ่หวงหลอกลวงตนก่อนเล่า การที่นางใช้วิธีเดียวกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันนับว่าไม่เกินไป
ทว่าหยุนลี่เต๋อซึ่งมีจิตใจที่เมตตากลับไม่ยอมกดขี่ข่มเหงอีกฝ่ายอีกต่อไป เขาหันมองแม่นางเหลียน แล้วส่งสายตาให้กับหยุนเชวี่ย ในที่สุดจึงพยักหน้า
“เป็นอันตกลงแล้ว!” นายหน้าซุนปีติยินดียิ่ง “เช่นนั้นวันพรุ่งนี้พวกเราจะส่งมอบโฉนดที่ดินกันแต่เช้าตรู่ดีหรือไม่?”
นายน้อยใหญ่หวงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายกมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อบนหน้าผากของตนก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมดแรงว่า “ในเมื่อตกลงยอมรับแล้ว ต่างคนไม่อาจกลับคำได้อีก เจ็ดร้อยยี่สิบตำลึงเงินไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้เกินหนึ่งถึงสองตำลึง พรุ่งนี้เช้าโปรดนำเงินมาให้ข้าด้วย”
ในที่สุดแม่นางเหลียนจึงเผยรอยยิ้มพึงพอใจอย่างไม่อาจระงับ
“และ…” นายน้อยใหญ่หวงกล่าวเสริมอีกประโยค “เมื่อพวกท่านได้รับโฉนดที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว จะทำการขายเก็งกำไรอีกไม่ได้เด็ดขาด… ท่านสองสามีภรรยาใช้มีดกรีดเฉือนเข้าเนื้อของข้าเสียแล้ว โธ่…”
คืนนั้นทั้งหยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนต่างมีความสุขเสียจนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ พวกเขาเป่าตะเกียงให้ดับแล้วแต่ยังคงนอนลืมตาโพลงอย่างนั้น ต่างพูดคุยกระซิบกระซาบกันด้วยความยินดี
แม่นางเหลียน “ท่านพี่ว่าหมู่บ้านแห่งนี้คุ้มค่าแล้วหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อ “คุ้มค่าแล้ว กล่าวกันตามตรงต่อให้จ่ายด้วยเงินแปดร้อยตำลึงก็นับว่าไม่ขาดทุนจนเกินไป”
แม่นางเหลียน “ตอนแรกข้ายังรู้สึกรังเกียจหมู่บ้านแห่งนั้นอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ยิ่งคำนึงถึงก็ยิ่งชื่นชอบ ท่านว่าแปลกคนหรือไม่?” นางพูดพลางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หยุนลี่เต๋อ “หึหึ เจ้าชอบก็ดีแล้ว”
แม่นางเหลียน “อีกสองวันก็จะถึงงานตลาดค้าสัตว์ใหญ่ พวกเราไปเลือกวัวควายไว้ใช้งานสักสองตัวเถิด อีกทั้งหมู่บ้านใหม่มีพื้นที่มากมาย เกรงว่าต้องใช้กำลังคนจำนวนไม่น้อย วันพรุ่งนี้หากรับมอบโฉนดที่ดินแล้วยังต้องรีบจ้างงานคน เพื่อที่การเพาะปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะได้ไม่ล่าช้าเกินไป…”
หยุนลี่เต๋อ “เช่นนั้นจ้างงานคนในหมู่บ้านเราก่อนเป็นอย่างไร?” เขารู้สึกว่าอย่างไรเสียเงินค่าจ้างจ่ายให้ผู้ใดก็ย่อมไม่ต่างกัน ดังนั้นสู้ช่วยเหลือคนร่วมหมู่บ้านก่อนคงเป็นการดีกว่า ดังคำสุภาษิตกล่าวไว้ว่า แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ไม่ไหลออกไปจากท้องนา*
* แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ไม่ไหลออกไปจากท้องนา = ความหมายคล้ายกันกับสุภาษิตไทย ‘เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน’ แปลว่าผลประโยชน์ย่อมไม่ตกไปสู่บุคคลภายนอก
แม่นางเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่หมู่บ้านนั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราไปประมาณสี่สิบถึงห้าสิบลี้ นับรวมระยะทางไปกลับก็เกือบหนึ่งร้อยลี้แล้ว”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด” หยุนลี่เต๋อกล่าว “ในหมู่บ้านยังมีเรือนหลังใหญ่ เก็บกวาดห้องให้เรียบร้อยสักสองสามห้องพอให้อาศัยพักแรมชั่วคราวได้ก็เพียงพอแล้ว”
แม่นางเหลียน “เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย วันพรุ่งนี้ข้าจะลองประกาศถามดูว่ามีผู้ใดสนใจทำงานนี้บ้าง”
เช้าวันรุ่งขึ้น
สมาชิกทั้งสามของครอบครัวหยุนเดินทางไปที่คลังสมบัติเพื่อแลกเงินจำนวนแปดร้อยตำลึง จากนั้นจึงทำตามข้อตกลงโดยนำเงินไปจ่ายให้กับนายน้อยใหญ่หวง ก่อนเดินทางไปยังที่ว่าการมณฑลเพื่อโอนย้ายโฉนดที่ดิน ครั้นได้รับเงินครบถ้วนแล้วนายน้อยใหญ่หวงก็รีบนำกลับไปใช้หนี้อย่างไม่รอช้า
ทั้งสามจ้างเกวียนล่อและซื้อเครื่องมือทำการเกษตร เครื่องครัว รวมถึงเมล็ดพืชนานาพันธุ์มาจากในตัวเมือง เมื่อพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านก็ได้พบกับแม่ม่ายเหลียวตรงปากทางเข้าหมู่บ้านโดยบังเอิญ
“โอ้ เหตุใดพวกเจ้าจึงซื้อสิ่งของประเภทนี้มามากมายนักเล่า?” แม่ม่ายเหลียวเอ่ยถามขณะถือตะกร้าไว้ในมือ
“สะใภ้เหลียว เจ้ากำลังจะไปไหนรึ?” แม่นางเหลียนก้าวลงจากเกวียนล่อก่อนหันไปโบกมือให้หยุนลี่เต๋อเป็นสัญญาณให้เขาตรงกลับไปที่บ้านก่อน
“พอดีแม่ของอู๋ต้าหวังบอกกล่าวว่าจะเดินทางเข้าไปในเมืองวันนี้ ข้าจึงเสนอให้นางนำไข่ไก่ที่เก็บรวบรวมได้ไปขายเพื่อแลกเงินเสียหน่อย” แม่ม่ายเหลียวเปิดผ้าที่คลุมอยู่บนตะกร้าออกพร้อมเผยรอยยิ้ม
ยังไม่ทันพูดคุยกันให้สิ้นสงสัย พวกนางก็เห็นแม่ของอู๋ต้าหวังหอบตะกร้าเดินตรงมาจากทางหมู่บ้าน นางกวักมือเรียกคนทั้งสองมาแต่ไกล ทั้งยังตะโกนเสียงดังว่า “โอ๊ย ข้ากำลังจะเดินทางเข้าเมืองอยู่พอดีเชียว”
“ข้ากับพี่รองเพิ่งกลับมาจากในเมืองเมื่อครู่นี้เอง” แม่นางเหลียนยิ้ม “ระหว่างทางมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนต้าหวังและเยี่ยนเอ๋อที่ร้าน ไม่เลวเลย ชีวิตของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่นมากทีเดียว”
“ข้าเองก็ตั้งใจจะแวะไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเช่นกัน” แม่ของอู๋ต้าหวังรีบสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ตบตะกร้าในมือเบา ๆ “ข้าตุ๋นเนื้อไก่ไว้ให้เยี่ยนเอ๋อ ทั้งยังทอดลูกชิ้นร้อน ๆ กรอบใหม่ อย่างน้อยยังช่วยประหยัดเวลาการหุงหาอาหารได้สักมื้อหนึ่ง คู่รักหนุ่มสาวมัวยุ่งอยู่กับหน้าที่การงานจนละเลยมื้ออาหารดี ๆ ไป”
“เฮ้อ เจ้าทำให้ข้านึกไม่ออกว่าควรกล่าวอย่างไรดี” แม่นางเหลียนยิ้มกว้าง “เจ้ามีฐานะเป็นแม่สามี แต่กลับปฏิบัติต่อลูกสะใภ้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ เช่นข้าที่ปฏิบัติต่อลูกสาวเสียอีก”
“เยี่ยนเอ๋อร์แต่งเข้าตระกูลข้าแล้ว นับว่านางเป็นคนของข้าเช่นกัน” แม่ของอู๋ต้าหวังยิ้มเสียจนตาหยี ก่อนจะลดระดับเสียงให้เบาลง “ต้องกินดีอยู่ดี ดูแลสุขภาพให้ดี ข้าหวังเหลือเกินว่าจะได้อุ้มหลานในเร็ววัน!”
“ข้าอิจฉาเจ้าเสียจริงเชียว” แม่ม่ายเหลียวยิ้มกว้างเช่นกัน “ชีจินของข้ายังเล็กนัก ไม่รู้ต้องรอคอยอีกนานเพียงใดจึงจะแต่งภรรยาได้”
“เจ้าจะรีบร้อนไปไย อีกไม่ถึงสองสามปีเท่านั้น” แม่ของอู๋ต้าหวังเหลือบไปเห็นไข่ในตะกร้าของแม่ม่ายเหลียว “เจ้าเองก็จะเข้าเมืองเช่นกันรึ?”
“ตอนแรกข้าตั้งใจว่าจะรบกวนให้เจ้าช่วยนำไข่ไก่ของข้าเข้าเมืองไปขายเสียหน่อย แต่ดูท่าเจ้าคงแบกรับไว้ไม่ได้แล้ว วันพรุ่งนี้ข้าค่อยเดินทางเข้าเมืองเอง” แม่ม่ายเหลียวกล่าว “วันนี้ไม่สะดวกเสียด้วย ข้ายังไม่ได้เตรียมอาหารไว้เลย”
“เสบียงที่ข้าเตรียมมาไม่ได้หนักอึ้งเกินไป ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอเสียหน่อย สตรีในหมู่บ้านของเราไหนเลยจะทำงานหนักไม่ได้ เนื้อหมูหนักร้อยชั่งข้าก็แบกมาแล้ว” แม่ของอู๋ต้าหวังเอ่ยพลางเอื้อมมือไปรับตะกร้าไข่มาถือไว้
แม่ม่ายเหลียว “แต่กว่าจะถึงตัวเมืองเป็นระยะทางกว่าสิบลี้เชียวนา…”
“สะใภ้อู๋ เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนไป” แม่นางเหลียนรีบเรียกนางไว้เสียก่อน “พี่รองจ้างเกวียนล่อไว้ ขนของในรถลงไว้ที่บ้านเรียบร้อยแล้วจะวกกลับเข้าไปในเมืองอีกหนหนึ่ง เจ้าสามารถติดตามไปพร้อมเขาได้”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าจะได้ขออาศัยนั่งรถไปด้วย จะได้ไม่ต้องออกแรงเพิ่ม” แม่ของอู๋ต้าหวังวางตะกร้าทั้งสองใบไว้บนแท่นหินโม่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก่อนปัดฝ่ามือและเอ่ยถาม “พวกนายสองคนซื้อสิ่งใดมากมายนัก ถึงขั้นต้องใช้เกวียนล่อขนสองสามรอบเชียวหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก” แม่นางเหลียนยกยิ้ม “แต่ข้ามีเรื่องต้องการให้พวกเจ้าช่วยเหลือ…”
เรื่องของเรื่องคือนางซื้อหมู่บ้านขนาดใหญ่พื้นที่กว่าสองร้อยไร่ไว้ในครอบครอง จึงคิดจะจ้างคนจากในหมู่บ้านเพื่อให้ไปเก็บกวาดซ่อมแซมพื้นที่รกร้างให้ใช้การได้ แม่ของอู๋ต้าหวังและแม่ม่ายเหลียวได้ยินแล้วถึงขั้นตะลึงงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้สติกลับคืนมา
แม่ม่ายเหลียว “ให้ตายสิ! พื้นที่กว่าสองร้อยไร่! นั่นต้องใช้เงินมากมายเพียงใดกัน?!”
แม่ของอู๋ต้าหวัง “เจ้าและเจ้ารองเก่งกาจเกินไปแล้ว ทำกิจการค้าขายจนได้เงินเป็นกอบเป็นกำกลายเป็นเศรษฐี กลับนิ่งเงียบไม่ปริปากใด ๆ เลย…”
“เดิมทีพวกข้าเพียงต้องการซื้อที่ดินไว้เท่านั้น ทว่าช่วงรีบร้อนกลับพบเจอสถานที่นี้เข้า ราคาหรือก็เหมาะสมคุ้มค่า ครั้นสำรวจพื้นที่โดยรวมแล้วก็ตัดสินใจซื้อทันที” แม่นางเหลียนเล่าความเป็นมาโดยคร่าว ทั้งยังกำชับเพิ่มเติมอีกว่า “เจ้าสองคนช่วยข้าป่าวประกาศไปตามหมู่บ้านทีเถิด ดูแล้วหากพบว่าผู้ใดว่างงานก็ชักชวนเขาได้ หมู่บ้านใหม่ต้องได้รับการจัดการโดยเร็วที่สุด ก่อนจะถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่อาจปล่อยให้ล่าช้า”
“ข้าเอง ข้าจะต้องไปแน่!” แม่ม่ายเหลียวตบต้นขาตนฉาดใหญ่ “ที่นาของครอบครัวข้ามีอยู่เพียงไม่กี่ไร่เท่านั้น ชีจินทำการหว่านดำเสร็จสรรพแล้ว ข้าจะไปทำงานให้เจ้าเอง!”
“ร้านค้าเนื้อของเขาก็มีตาเฒ่าอู๋คอยดูแลอยู่ ข้าก็จะไปช่วยเจ้าเช่นกัน!” แม่ของอู๋ต้าหวังเอ่ยขึ้นบ้าง
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน ข่าวว่าตระกูลหยุนจะจ้างคนในหมู่บ้านไป๋ซีให้ไปทำงานที่หมู่บ้านแห่งใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่ว พวกเขารับผิดชอบดูแลเรื่องอาหารการกิน มีที่พักอาศัยให้ชั่วคราว และให้ค่าจ้างในอัตราวันละยี่สิบเหรียญ ระยะเวลาทำงานติดต่อกันประมาณยี่สิบวัน ค่าตอบแทนดังกล่าวนับว่าไม่เลวเลย
พริบตาเดียว ลานบ้านตระกูลหยุนที่มีขนาดไม่กว้างขวางนักกลับเต็มไปด้วยผู้คน แม้แต่เด็กอายุเพิ่งจะสิบขวบก็ถูกพ่อแม่ของเขาลากไปด้วย ทุกคนล้วนต้องการย้ายไปทำงานที่หมู่บ้านแห่งใหม่ของตระกูลหยุนกันถ้วนหน้า
“ทุกคนโปรดฟังคำกำชับของข้าสักนิดเถิด” แม่นางเหลียนประกาศเสียงดังทั้งที่หยดเหงื่อไหลโซมกาย “งานเพาะปลูกในผืนที่นาของตนสำคัญกว่า ฉะนั้นอย่าได้ละทิ้งงานเดิมจนเสียโอกาสในช่วงฤดูใบไม้ผลิไปเลย งานของข้าจ้างวานในระยะสั้น ๆ เพียงชั่วคราว ต้องการเฉพาะผู้ที่ว่างงานอย่างแท้จริง…”
“ข้า ข้าเอง! ให้ลูกชายคนโต เจ้ารอง และเจ้าสามไปแทน!” สตรีนางหนึ่งรีบผลักลูกชายทั้งสามของตนให้ไปยืนจ่ออยู่ตรงหน้าแม่นางเหลียน เด็กสองในสามคนยังมีน้ำมูกไหลจากจมูกตนตลอดเวลา
แม่ม่ายเหลียวกล่าว “สะใภ้รองหลี่ เจ้าอย่าคิดสร้างปัญหาที่นี่เลย ลูกชายของเจ้าต่อให้มีสามคนก็สู้งานไม่เท่าผู้ใหญ่หนึ่งคนด้วยซ้ำ หวังจะหาเงินโดยใช้ลูกตนเป็นเครื่องมือ เหตุใดไม่คำนึงถึงความเป็นจริงเสียบ้าง?”
“เช่นนั้นก็นับพวกเขาเป็นหนึ่งคนเสียเลยสิ จ่ายค่าแรงเพียงหนึ่งย่อมไม่เป็นไร!” สตรีนางนั้นหัวเราะคิกคัก อย่างไรเสียครอบครัวของนางก็ยังมีอาหารการกินและเงินทองไม่ขาดมือ นับว่าไม่ขาดทุนแต่อย่างใด
“เด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบสี่ปีจะไม่ได้รับการคัดเลือก สงวนไว้แต่ผู้ใหญ่เท่านั้น” แม่ม่ายเหลียวยกเก้าอี้มาจากในห้องโถงก่อนก้าวขึ้นไปเหยียบยืน จากนั้นจึงยกมือขึ้นเท้าสะเอว “เจ้าอย่ารังแต่จะเอาเปรียบพวกเขาเลย ครอบครัวของเจ้ารองมีเรื่องดีงามทั้งทีก็คิดถึงคนร่วมหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก เราต่างรู้ดีว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ผู้ที่มาที่นี่ควรเป็นคนที่ทำงานได้จริงเท่านั้น!”
“ข้ายอมให้นับพวกเขาทั้งสามเป็นหนึ่งแล้ว จะกล่าวหาว่าข้าเอาเปรียบได้อย่างไร?!” สตรีนางนั้นยังคงโต้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“หากเจ้าคิดเช่นนั้นก็วางแผนเสียใหม่” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าว “เหตุใดไม่ให้หลี่เหล่าเอ้อไปทำงานที่หมู่บ้านใหม่ แล้วให้เจ้าเด็กน้อยเหล่านี้อยู่ทำนาที่บ้านเล่า?”
สะใภ้รองหลี่ได้ยินคำเหน็บแนมเช่นนั้นจึงกลอกตา ไม่กล่าวคำใดอีก
หยุนเชวี่ยยกโต๊ะออกมาตั้งใต้ชายคา บนโต๊ะมีกระดาษ พู่กันถ่าน และสมุดวางอยู่ ผู้ใดที่สนใจเข้าทำงานก็ให้แจ้งชื่อแล้วนางจะจดบันทึกลงในกระดาษ ไม่นานกระดาษแผ่นเดียวก็ถูกเขียนจนเต็มเสียแล้ว
“ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ได้รับค่าจ้างยี่สิบเหรียญต่อวันเช่นกันหรือ?” ชายผิวดำท่าทางแข็งแรงอีกคนเอ่ยถาม
“ทุกคนจะได้รับค่าจ้างยี่สิบเหรียญเท่าเทียมกัน”
“อะไรกัน? สตรีมีความสามารถในการทำงานต่ำกว่าบุรุษเสียอีก จะได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกันได้อย่างไร?”
“หากเจ้าคิดเช่นนั้น แล้วเรื่องอาหารการกินเหตุใดบุรุษจึงไม่หุงหาเอาเองเล่า?”
“หากไม่เห็นความสำคัญของผู้หญิงอย่างเรา แล้วพวกผู้ชายเช่นพวกเจ้าจะมีอาหารไว้กินดื่มตลอดทั้งวันหรือ? กางเกงขาดหากไม่ใช่หน้าที่ของสตรีแล้วผู้ใดเล่าจะซ่อมแซมได้?”
คำกล่าวที่ไม่ระมัดระวังของชายฉกรรจ์ผู้นั้นทำให้กลุ่มสตรีต่างกรูกันเข้ามารุมล้อมต่อว่า ทำให้เขาตกใจจนต้องโบกมือยอมรับความพ่ายแพ้ “ข้าเพียงเอ่ยถามให้ความสงสัยกระจ่างแจ้งเท่านั้นเอง ไม่มีเจตนาร้าย ไม่มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย…”