ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 321 คำนวณชีวิตอย่างพิถีพิถัน
ตอนที่ 321 คำนวณชีวิตอย่างพิถีพิถัน
ตอนที่ 321 คำนวณชีวิตอย่างพิถีพิถัน
นายหน้าเปรียบได้กับพ่อค้าคนกลางในสมัยโบราณ หรืออาจเรียกนักจัดหาก็ย่อมได้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานนี้ล้วนพูดเจรจาได้อย่างคล่องแคล่ว สมองปราดเปรื่องทั้งยังมีหูตารอบทิศ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจด้านข้อมูลทรัพยากรทั้งหลายเป็นเลิศ
เถ้าแก่ร้านโต้วหูที่หยุนเชวี่ยรู้จักมักคุ้นได้แนะนำนายหน้าคนหนึ่งของตัวเมืองอันผิงซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควรให้รู้จัก ชายผู้นี้แซ่ซุน อายุประมาณสี่สิบปีเศษ ใบหน้าขาวผ่องแจ่มใส แม้รูปร่างหน้าตาค่อนข้างดาษดื่นพบเห็นได้ทั่วไป แต่เมื่อเปิดปากสนทนาแล้วจะพบว่าถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นน่าเชื่อถือ
หยุนเชวี่ยเรียกเขาว่าลุงซุนอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนายหน้าซุนก็พยักหน้ารับอย่างร่าเริง ทั้งสองพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอยู่ประมาณสองสามประโยค จากนั้นหยุนเชวี่ยจึงกล่าวเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา “ข้าไม่มีข้อจำกัดยุ่งยากซับซ้อน เพียงอยากได้ที่ดินซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านของข้ามากนัก ทั้งยังเป็นทุ่งนาที่มีทำเลเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก รบกวนท่านส่งจดหมายแจ้งกลับโดยเร็วด้วยนะเจ้าคะ หากพบเจอผืนที่ดินโดยไวข้าจะได้รีบทำการวางแผนได้อย่างทันท่วงที”
นายหน้าซุนรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ พร้อมอธิบายให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่าหากเขาจัดหาที่ดินได้แล้ว ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายจะเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกสองตำลึงสำหรับค่าหน้านายในการประสานงานหลังจากลงนามในสัญญาเช่าที่ดิน
หลังจัดการเรื่องสำคัญเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามแม่ลูกจึงเดินเล่นรอบเมืองด้วยความผ่อนคลาย
“ไปที่ร้านขายผ้าก่อนเถิด หลังจากซื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยไปที่ร้านเครื่องประดับ รอจนถึงช่วงมื้อกลางวันพวกเราค่อยไปอุดหนุนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหวังจี้” หยุนเชวี่ยใช้มือข้างหนึ่งคล้องแขนผู้เป็นแม่ ส่วนอีกมือจับจูงหยุนเยี่ยนพร้อมกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข
หยุนเชวี่ยคุ้นเคยกับร้านรวงและเส้นทางในตัวเมืองเป็นอย่างดี แทบหลับตานำทางไปยังร้านที่ต้องการจับจ่ายซื้อของได้ ทว่าระหว่างตอนที่นางเดินเตร่ไปตามตรอกซอกซอยโดยแบกตะกร้าไว้บนหลัง และตอนนี้ที่เดินตัวเปล่าไร้ภาระอื่น ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ตัวเมืองช่างวุ่นวายเสียจริง” แม่นางเหลียนทอดถอนใจ
“หากมีงานเฉลิมฉลองใหญ่โตจะยิ่งครึกครื้นมีชีวิตชีวายิ่งกว่านี้หลายเท่าตัว” หยุนเชวี่ยนับนิ้วคำนวณ “อีกสามวันจะมีการจัดงานใหญ่ ถึงเวลานั้นพวกเราเรียกให้ท่านพ่อและเสี่ยวอู่เข้ามาเที่ยวเล่นพร้อมพวกเราคงดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ”
“แม่ไม่ได้เที่ยวเล่นตามงานเฉลิมฉลองใหญ่มาหลายปีดีดัก” แม่นางเหลียนเผยสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวัง “สมัยที่แม่ยังเล็ก แม่มักจะติดตามบรรดาน้องสาวในหมู่บ้านเข้ามาในเมืองเพื่อเที่ยวเล่นเช่นกัน”
พื้นเพเดิมของแม่นางเหลียนมาจากต่างถิ่น หลังแต่งงานได้ไม่กี่ปี พ่อและแม่แท้ ๆ กลับมาตายตกไปทีละคน ในบ้านยังมีพี่ชายน้องชายอีกสองคน ทว่าพวกเขากลับไม่สมัครสมานกลมเกลียว เอาแต่ทุบตีกันเพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ทั้งยังมีน้องสาวอีกหนึ่งคน นางแต่งงานออกเรือนไปทางหัวเมืองทิศเหนือ ไร้ข่าวคราวติดต่อกลับตั้งแต่ประมาณห้าถึงหกปีก่อน ครั้นบอกกล่าวเล่าเรื่องราวในอดีตใจก็พาลนึกถึงครอบครัวอันร้าวฉานของตนไม่ได้ จนต้องทอดถอนใจทุกครั้งไป
“ถึงร้านขายผ้าแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกระตุกมือมารดากระทั่งนางหลุดออกจากห้วงภวังค์ความคิด
แม่นางเหลียนเงยหน้ามองแผ่นป้ายที่ตั้งตระหง่านสง่างามเหนือบานประตู นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งทั้งยังรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา นางใช้ชีวิตดิ้นรนอย่างลำบากมานานเกินไป ตอนนี้แม้แต่ความมั่นใจที่จะเดินเข้าห้างร้านเพื่อจับจ่ายสิ่งของยังไม่มีความกล้ามากพอ
“ท่านแม่?” หยุนเชวี่ยเอียงคอมอง “เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”
“อ้อ เปล่าหรอก” แม่นางเหลียนถอนสายตากลับมามองลูกสาวก่อนหลุบเปลือกตาลงต่ำอีกครั้ง
ทันทีที่เห็นว่าลูกค้ามาเยือนถึงหน้าร้าน เด็กหนุ่มซึ่งเป็นลูกจ้างของร้านจึงเดินออกมาสองสามก้าวพร้อมกล่าวต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “ท่านทั้งสามเชิญด้านในก่อน ดูว่าต้องการซื้อหาผ้าแบบใด ร้านของเราล้วนจำหน่ายแต่เนื้อผ้าชั้นดี ดูอย่างผ้าลายดอกไม้ผืนนี้เป็นที่นิยมยิ่งนักในวงกว้าง ท่านลองสัมผัสดูก่อนก็ย่อมได้…”
เขาเดินวนไปมารอบร้านพลางแนะนำคุณสมบัติของผ้าแต่ละอย่างไม่หยุดหย่อน แม่นางเหลียนลองลูบคลำเนื้อผ้าด้วยความถูกอกชอบใจไปเสียทุกสิ่ง ทว่าราคาที่หลุดออกจากปากของเด็กหนุ่มทำให้นางตกตะลึงยิ่ง
“นี่… เพียงหนึ่งฟุต ราคาแปดสิบเหรียญเชียวหรือ?”
“ท่านต้องใช้สายตาพิจารณาให้ละเอียด ผืนผ้าที่ท่านพึงใจนั้นคือผ้าแพรเนื้อนุ่มชั้นเลิศ อาจกล่าวได้ว่าร้านขายผ้าทั้งสามทั่วทั้งเมืองอันผิงไม่มีผ้าชนิดใดคุณภาพดีเทียบเท่า หรืออาจมีราคาสูงกว่าร้านของเราเป็นเท่าตัว ท่านดูสิขอรับว่าเนื้อผ้าช่างนุ่มลื่น เมื่อตัดเย็บสวมใส่แล้วไม่เพียงงดงามเท่านั้น แต่ยังสบายไม่ระคายผิวอีกด้วย…” เด็กหนุ่มพ่นคำแนะนำอย่างแข็งขัน
แม่นางเหลียนรีบหดมือกลับทันที “แพงเหลือเกิน หากต้องตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งชุด ประกอบกับเข็ม ด้าย และใยฝ้ายอีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วไม่เป็นราคาหกถึงเจ็ดร้อยเหรียญเชียวรึ?! แพงเกินไป แพงเกินไป…”
หยุนเยี่ยนดึงแขนเสื้อผู้เป็นแม่พร้อมพยักหน้าเชิงสนับสนุนความคิดนั้น “ท่านแม่ พวกเราไปดูที่ร้านอื่นกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“อย่าเพิ่งไปขอรับ!” เด็กหนุ่มลูกจ้างตบต้นขาฉาดใหญ่ “ร้านของเราเป็นร้านขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองอันผิง มีสินค้าครบถ้วนทั้งยังราคาย่อมเยา หากท่านไม่ต้องการผ้าแพรผืนนี้ ด้านหลังยังพอมีผ้าฝ้ายอย่างหยาบอยู่ด้วย หากท่านลองเลือกชมดูก่อนรับรองว่าไม่เป็นการเสียเวลาแน่นอน”
ในที่สุดแม่นางเหลียนจึงเลือกซื้อผ้าฝ้ายอย่างหยาบหลากหลายสีในมุมที่ร้านจัดวางไว้อย่างไม่สะดุดตา ทั้งยังซื้อเข็ม ด้าย และใยฝ้ายใหม่ทั้งหมด เมื่อคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงความคุ้มค่าแล้ว นางใช้จ่ายเงินไปทั้งหมดจำนวนเจ็ดร้อยห้าสิบเหรียญ
“แม้ชิ้นนี้จะเป็นชิ้นหัวผ้า แต่เมื่อตัดในแนวเฉียงก็สามารถเย็บเป็นกางเกงผ้าฝ้ายให้เสี่ยวอู่สวมใส่ได้ เสริมด้วยใยฝ้ายด้านในก็เพียงพอที่จะทำให้อบอุ่นได้แล้ว” แม่นางเหลียนคลี่ผืนผ้าแล้วนำมาเปรียบเทียบกันด้วยรอยยิ้ม
“ท่านแม่ ท่านไม่จำเป็นต้องประหยัดเงินถึงเพียงนี้เลย ต่อจากนี้ใช่ว่าพวกเราจะไม่หาลู่ทางทำกินอื่นแล้วเสียเมื่อไรกัน” หยุนเชวี่ยมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำให้ครอบครัวของตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและสุขสบาย โดยไม่ต้องเสียเวลากังวลเรื่องเสื้อผ้าหรืออาหารการกินอีก ทว่าตอนนี้แม้มีเงินพอกินพอใช้ แต่แม่นางเหลียนยังคงเคยชินกับการใช้จ่ายอย่างประหยัดและแบ่งเงินอีกส่วนไว้สำหรับเก็บออมอยู่เสมอ
“ในเมื่อพบเจอสินค้าที่ราคาถูกและดี เหตุใดจึงต้องใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเกินความจำเป็นด้วยเล่า?” แม่นางเหลียนตบห่อผ้าในอ้อมแขนด้วยความพึงพอใจ “อีกอย่าง ชีวิตคนเราแน่นอนไปตลอดเสียเมื่อไร ต่อให้ฝ่ามือใหญ่โตคับฟ้าเงินก็อาจรั่วไหลออกจากซอกนิ้วได้วันยังค่ำ หากพวกเจ้าแยกย้ายกันไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ก็ต้องเรียนรู้ที่จะคำนวณชีวิตอย่างพิถีพิถัน…”
หยุนเชวี่ยได้ยินแล้วได้แต่ส่งสายตาแสดงถึงความจนใจให้กับหยุนเยี่ยน
ทว่าหยุนเยี่ยนรับฟังคำสั่งสอนของผู้เป็นแม่อย่างจริงจัง ซ้ำยังพยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วยทุกประการ
สามแม่ลูกเดินเที่ยวชมเมืองตลอดทั้งช่วงเช้า ถึงช่วงกลางวันทุกคนต่างอุดหนุนร้านก๋วยเตี๋ยวหวังจี้ด้วยบะหมี่คนละหนึ่งชาม จากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ การเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้ใช้เงินไปสามตำลึง สมาชิกในครอบครัวทั้งห้าคนล้วนมีเสื้อผ้าตัวใหม่สวมใส่ เสี่ยวอู่ได้กระดาษและพู่กันใหม่ไว้ใช้ในการเล่าเรียน หยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยซื้อตุ้มหูขนาดประมาณเมล็ดถั่วมาคนละคู่ แม่นางเหลียนจำใจซื้อผงหอมไว้ใช้เองหนึ่งตลับตามคำคะยั้นคะยอของลูกสาวทั้งสอง ส่วนหยุนลี่เต๋อได้สุราหมักน้ำเต้ากลับมาหนึ่งไห ทั้งยังซื้อติ่มซำ ผลไม้แห้ง ของว่างอีกหลายห่อ ทั้งยังมีซี่โครงหมูอวบอ้วนหลายชิ้นอีกด้วย
พวกนางกลับมายังหมู่บ้านพร้อมสิ่งของที่หอบพะรุงพะรังเต็มฝ่ามือ
บริเวณทางเข้าหมู่บ้านไป๋ซี เหออวี้นั่งอยู่บนแผ่นหินโม่พร้อมด้วยเหล่าเด็กเล็กวัยกระเตาะ แต่ละคนต่างรุมล้อมฟังหวังหลี่เจิ้งเล่านิทานปรัมปราแสนมหัศจรรย์จากคัมภีร์ขุนเขาและท้องทะเลอย่างเพลิดเพลิน ขณะเขาเล่าเรื่องจนถึงจุดอันน่าตื่นเต้นที่สุด เหออวี้จึงเห็นหยุนเชวี่ยพร้อมด้วยแม่และพี่สาวของนางเดินตรงมาตามถนนทางเข้าหมู่บ้านพร้อมด้วยข้าวของเต็มไม้เต็มมือ
“เชวี่ยเอ๋อ!” เหออวี้ใช้มือดันก้อนหินและกระโดดลงไป ก่อนวิ่งเหยาะ ๆ ตรงไปหาและอาสาช่วยถือของหลายสิ่ง “เจ้าเข้าเมืองอีกแล้วหรือ? เหตุใดจึงซื้อข้าวของกลับมามากมายถึงเพียงนี้? จริงสิ เถ้าแก่หวังสั่งให้เสี่ยวเอ้อมาขนไหผักดองที่เจ้าฝากไว้ที่บ้านข้าไปจนหมดเกลี้ยง ทั้งยังบอกด้วยว่าเขาติดต่อซื้อจากเจ้าเรียบร้อยแล้ว…”
“ข้ากำลังจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้ารู้อยู่พอดีเชียว” หยุนเชวี่ยเดินตรงไปยังบ้านหลังใหม่พลางเล่าเรื่องราวการเจรจาซื้อขายทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด เหออวี้นิ่งฟังแล้วก็ตะลึงงันไปถึงขั้นปริปากกล่าวคำใดไม่ออก
“หนึ่ง… หนึ่งร้อยตำลึงเชียวรึ?!”
“อืม”
“ขายได้หนึ่งร้อยตำลึงจริงหรือ?”
“จริงสิ”
เหออวี้ตบต้นขาเสียงดัง “เป็นเรื่องที่ประเสริฐยิ่งนัก! เชวี่ยเอ๋อ เจ้าสามารถหาเงินได้ถึงหนึ่งร้อยตำลึงภายในชั่วพริบตาเท่านั้น! ช่างมากความสามารถเสียจริง!”
“ก่อนหน้านี้เราตกลงกันไว้ว่าเจ้าจะได้รับเงินสองในสิบส่วน…”
หยุนเชวี่ยกล่าวยังไม่ทันจบประโยค เหออวี้ก็รีบโบกมือเป็นพัลวันพร้อมส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายแทบเผลอกัดลิ้นตนเอง “ไม่ ไม่ ไม่สิ เราตกลงกันไว้ว่าข้าคิดสองในสิบส่วนจากยอดขายผักดอง ไม่ใช่จากสูตรที่เจ้าขายไปเสียหน่อย!”
“เจ้าเดือดเนื้อร้อนใจไปไย? ไม่คิดต้องการเงินก้อนใหญ่ก้อนโตบ้างหรือ?” ทุกครั้งที่เหออวี้เห็นจำนวนเงินที่มากโข ดวงตาจะเปล่งประกายวาววับ ทว่าครั้งนี้เขากลับเอาแต่ปฏิเสธราวถือเผือกร้อนอยู่ในมือ สิ่งนี้ทำให้หยุนเชวี่ยอดรู้สึกขบขันไม่ได้
“สูตรนั่นนับเป็นภูมิปัญญาทางความคิดของเจ้า เงินที่ได้มาเป็นของเจ้าทั้งหมดก็นับว่าสมควรแล้ว” เหออวี้แสร้งแสดงสีหน้าอิจฉาก่อนแลบลิ้นออกมา “หากข้ายอมรับเงินสองในสิบส่วนคงน่าละอายพิลึก ต่อให้ผิวหน้าของข้าจะหนาทนเพียงใดก็ตาม!”