ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 319 หนึ่งร้อยตำลึง
ตอนที่ 319 หนึ่งร้อยตำลึง
ตอนที่ 319 หนึ่งร้อยตำลึง
หยุนเชวี่ยกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอุรา ครั้นได้ยินเสียงล้อเกวียนบดถนนจึงหรี่ตามองผ่านกำแพงเตี้ยออกไป พบว่าเด็กหนุ่มผู้ขับเกวียนล่อช่างคุ้นตายิ่งนัก
ซึ่งผู้ที่มาพร้อมกันกับเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเถ้าแก่ผู้ดูแลร้านของภัตตาคารหลงชิงที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“เถ้าแก่หวัง?” หยุนเชวี่ยขยี้ตามองครั้งหนึ่งก่อนส่งยิ้มจนตาหยี “ลมใดหอบพัดพาท่านให้มาเยี่ยมเยียนข้าถึงหมู่บ้านนี้กัน? ท่านมาส่งวัตถุดิบอย่างดีให้บ้านตระกูลเหออีกแล้วหรือ?”
คุณชายรองแห่งตระกูลเจิ้งเป็นคู่ค้าทางการค้าที่ใจกว้างยิ่ง ตั้งแต่เหอเซียงเอ๋อแต่งงานเข้าตระกูลเจิ้งไป พวกเขาก็ส่งคนให้เวียนมาส่งสุราชั้นดีให้พ่อตา บ้างก็ส่งขนมและของว่างสดใหม่ให้กับน้องชายของภรรยา ชาวบ้านรู้เข้าต่างพากันอิจฉา สรรเสริญกันว่าคุณหนูสามของตระกูลเหอวาสนาดีแต่งงานกับสามีผู้รู้ร้อนรู้เย็นเป็นที่ตั้ง ชีวิตคู่จึงประสบแต่ความสุขสมหวัง ทว่าทุกครั้งที่มาส่งของเสี่ยวเอ้อจะขับเกวียนล่อเข้ามาเพียงผู้เดียว ทว่าครั้งนี้เถ้าแก่หวังกลับเดินทางมาด้วยตนเอง ไม่อาจทราบเจตนาว่ามีเรื่องสลักสำคัญอันใด
“ทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้รับลมที่พัดพามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตาเฒ่าผู้นี้ได้กลิ่นผักดองเลิศรสของเจ้าถึงเดินทางมาสัมผัสมันด้วยตนเอง” เถ้าแก่หวังเป็นชายชราร่างผอมบาง อายุอานามประมาณห้าสิบกว่าปี เขายกชายเสื้อคลุมยาวขึ้นขณะก้าวลงมาจากเกวียนล่อ
หยุนเชวี่ยมีปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้าไปครึ่งจังหวะ แม่นางเหลียนรีบเดินมาเปิดประตูต้อนรับแขก ก่อนหันไปสั่งหยุนเยี่ยนให้รีบรินน้ำเตรียมไว้
“แม่นางน้อย ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานคุณชายรองของข้า เจ้าเองก็ได้ไปร่วมงานด้วยและนำผักดองมาให้ข้า ยังจำได้อยู่หรือไม่?” เสี่ยวเอ้อเอ่ยถามพลางผูกเชือกจูงล่อเข้ากับประตูรั้ว
“จำได้สิ” หยุนเชวี่ยพยักหน้า จากนั้นจึงรีบไปยกเก้าอี้สองตัวมาให้ทั้งสองได้นั่งสนทนากันอย่างผ่อนคลาย นางพอจะเข้าใจจุดประสงค์ในการมาของเถ้าแก่หวังในครั้งนี้บ้างแล้ว จึงยิ้มกว้างพร้อมกล่าว “ข้าหมักผักดองไว้ตั้งหลายสิบไห ท่านต้องการจำนวนเท่าไรดีล่ะเจ้าคะ?”
“หลายสิบไหเชียวรึ?” เถ้าแก่หวังเป็นคนฉลาด ทั้งยังมีไหวพริบดีคิดคำนวณได้คล่องแคล่ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหรี่ตาลง ใช้มือข้างหนึ่งลูบเคราตนเองพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะ “สาวน้อย สมองของเจ้าช่างฉับไวยิ่งกว่าลูกคิดเสียอีก ฮ่า ๆ ๆ!”
มีชาวบ้านธรรมดาที่ใดบ้างหมักผักดองเอาไว้ร่วมหลายสิบไหในคราวเดียว ต่อให้รสชาติอร่อยล้ำเลิศเพียงใดก็ไม่อาจกินได้หมดทั้งไหตลอดหน้าหนาว นี่แสดงว่าเด็กหญิงผู้นี้วางแผนไว้แต่แรกแล้ว นางคงหมักไว้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง รอจนกว่าจะถึงหน้าหนาวจึงค่อยแบ่งไปเร่ขายในตัวเมือง
“เถ้าแก่ต้องการซื้อกี่ไหเจ้าคะ?” เมื่อเงินลอยมาถึงปากประตู หยุนเชวี่ยจึงไม่รอช้าที่จะเป็นฝ่ายเจรจาก่อน คราวที่แล้วนางแบ่งผักดองใส่ไหใบเล็กและนำส่งให้ทางภัตตาคารหลงชิงลองทานดูเพื่อทดสอบตลาดเท่านั้น ทว่าจนแล้วจนรอดข่าวคราวกับเงียบหายไป จนนางไพล่คิดไปว่ารสชาติอาจไม่เป็นที่นิยมก็เป็นได้ คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะรอจนของเดิมหมดเกลี้ยงแล้ววกกลับมาถามไถ่อีกครั้ง
“นายท่านของพวกเราเปิดภัตตาคารใหม่ในตัวเมืองมณฑลอันเล่อที่อยู่ถัดจากมณฑลอันผิงของเรา เกรงว่าผักดองหลายสิบไหที่เจ้ามีคงไม่เพียงพอเป็นแน่” ดวงตาของเถ้าแก่หวังแม้ฝ้าฟางลงไปบ้างตามวัยแต่ยังเปล่งประกายวาววับตามแบบฉบับของผู้ทำการค้าอาวุโส คิ้วทั้งสองเลิกขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นแล้วความหมายของท่านก็คือ…”
“หมายความว่าภัตตาคารของเราต้องการซื้อสูตรหมักผักดองของเจ้า กิจการเราใหญ่โตกว้างขวาง มีลูกค้าขาประจำและขาจรเดินทางมาอุดหนุนอย่างเนืองแน่น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีวัตถุดิบที่เพียงพอยาวไปจนถึงปีหน้า” เถ้าแก่หวังหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนชูนิ้วขึ้น “จำนวนนี้… สาวน้อยพึงพอใจหรือไม่?”
หยุนเชวี่ยไม่ได้ตอบรับในทันที ทว่ายังสงวนท่าทีและไว้เชิงพลางหลุบตาลงเพื่อครุ่นคิด
“แม่นางน้อยเชวี่ยเอ๋อ…” เสี่ยวเอ้อเกรงว่าหยุนเชวี่ยจะปฏิเสธจึงรีบใช้ข้อศอกตนแตะแขนนางเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หนึ่งร้อยตำลึง หนึ่งร้อนตำลึงเชียวนา มิใช่สิบตำลึง!”
ความหมายแฝงในคำกล่าวนั้นก็คือ ‘พยักหน้าตอบรับเร็วเข้า! ตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ! ยังต้องลังเลอะไรอีก?!’
แม้ระดับเสียงของเสี่ยวเอ๋อแผ่วเบาและทุ้มต่ำ ถึงกระนั้นก็ดังพอที่ทุกคนซึ่งอยู่รอบบริเวณลานบ้านได้ยินอย่างแจ่มแจ้ง หยุนเยี่ยนที่กำลังล้างพุทราป่าเตรียมหั่นเป็นชิ้นใส่จานต้อนรับแขกพลันนิ่งอึ้งไป ทว่ารอยยิ้มอ่อนหวานอย่างปีติยินดียิ่งกลับประดับบนใบหน้า
หนึ่งร้อยตำลึง!
หยุนเชวี่ยคอยพร่ำบอกอยู่เสมอว่านางจะพยายามทำการค้าหาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อที่วันหนึ่งจะได้กลายเป็นเศรษฐี ทว่าสองแม่ลูกไม่เคยเก็บเอามาฝันใฝ่จริงจัง ทั้งยังไม่คิดไม่ฝันว่าหยุนเชวี่ยจะมากความสามารถถึงขั้นหาเงินได้จำนวนมากในคราวเดียวเช่นนี้…
“หนึ่งร้อยตำลึง” หยุนเชวี่ยลากเสียงพึมพำพลางใช้นิ้วเคาะขอบเก้าอี้เป็นจังหวะ จากนั้นจึงเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากข้ายินยอมขายสูตรแต่โดยดี แล้วพวกท่านยังมีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
“เจ้าช่างเป็นสาวน้อยที่ปราดเปรื่องยิ่งนัก เจ้านายของข้ามอบหมายธุระเจรจาการค้าให้ข้าทำมานับหลายปี ข้าไม่เคยพบเห็นสตรีนางใดที่ฉลาดไปมากกว่าเจ้า” เถ้าแก่หวังเห็นว่าหยุนเชวี่ยยังคงรักษาท่าทีนิ่งสงบเช่นเดิมจึงอดไม่ได้ที่จะจับจ้องนางด้วยความชื่นชม “แน่นอนว่าต้องมีเงื่อนไข เพราะสูตรหมักผักดองนี้นับว่าเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ย่อมต้องมีขายเฉพาะในภัตตาคารเท่านั้น ไม่อาจนำออกจำหน่ายตามตรอกซอกซอยเช่นบ๊วยดองได้”
ประโยคดังกล่าวกลมกล่อมไพเราะชวนฟัง ทว่ามีนัยหลักคือพวกเขาอุตส่าห์จ่ายเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อซื้อสูตรผักดองไปแล้ว เพราะฉะนั้นภัตตาคารหลงชิงจึงถือสิทธิ์ขาดในการจำหน่ายเพียงผู้เดียว แม้แต่หยุนเชวี่ยก็ไม่อาจนำไปเร่ขายในเมืองได้อีก
หยุนเชวี่ยนิ่งคิดพลางลูบสันจมูก
เดิมทีนางวางแผนไว้ว่าปีนี้จะลองเปลี่ยนสินค้าโดยหมักผักดองออกเร่ขายดูก่อน หากนำไปขายในเมืองแล้วได้ผลตอบรับที่ดีอาจนำไปสู่การเปิดโรงผลิตขนาดย่อมในอนาคตก็เป็นได้ เพื่อที่นางจะได้ถือโอกาสสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและเหล่าหญิงสาวในหมู่บ้าน แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว…
“แม่นางน้อย เจ้ายังลังเลสิ่งใดอีกรึ?” เสี่ยวเอ้อร้อนใจขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีของหยุนเชวี่ย “เงินตั้งหนึ่งร้อยตำลึง เจ้าลองคำนวณดูเถิดว่าหากนำไปเร่ขายในเมืองต้องขายได้กี่ไหจึงจะได้เงินมากเท่านี้”
หยุนเชวี่ยแทบไม่ต้องคิดคำนวณเลยด้วยซ้ำ นางตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขายในราคาสี่ถึงห้าเหรียญต่อสองจิน เมื่อหักต้นทุนแล้วอาจเหลือกำไรเพียงน้อยนิด อีกอย่างนางยังกังวลว่าการค้าในครั้งนี้อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง อีกอย่างการขายผักดองก็มีลักษณะคล้ายกันกับการขายบ๊วยดอง หากทำรายได้ดีผู้คนรู้เข้าก็เก็บเอาไปอิจฉาริษยา หรืออาจลอกเลียนแบบขายตามในฤดูหนาวปีหน้า ถึงเวลานั้นเห็นทีคงต้องทำป้ายติดไว้ว่า ‘สูตรต้นตำรับภัตตาคารหลงชิง’ จึงจะสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นของแท้หรือของปลอม
“เชวี่ยเอ๋อ…” แม่นางเหลียนไม่อาจล่วงรู้ว่าลูกสาวคนรองครุ่นคิดสิ่งใดในใจ หากเป็นผู้อื่นมีคนมาติดต่อขอซื้อสูตรอาหารโดยให้ราคาถึงหนึ่งร้อยตำลึงคงดีใจจนเนื้อเต้นประดุจพายไส้เนื้อร่วงลงมาจากฟากฟ้า แม้แต่นางยังรู้สึกยินดีไม่น้อย เมื่อเห็นหยุนเชวี่ยลังเลจึงอดกระวนกระวายใจไม่ได้
“เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ ถึงอย่างไรก็นับเป็นสินน้ำใจที่นายท่านแห่งภัตตาคารหลงชิงอุตส่าห์มอบให้ ข้าจะบังอาจปฏิเสธได้อย่างไรกัน?!” หยุนเชวี่ยคิดคำนวณอย่างรอบคอบอีกครั้งแล้วจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “ข้าจะไปหากระดาษและพู่กันสำหรับเขียนสูตรโดยละเอียดให้กับท่านเดี๋ยวนี้!”
ขายสิ! เหตุใดจะไม่ขาย?! มีเงินก้อนใหญ่มาป้อนตรงหน้ายังต้องคิดกังวลหาทางอื่นที่ดีกว่าไปไยกัน? นางต้องการหาเงินให้ได้จำนวนมากเพื่อจะพัฒนาฐานะเป็นเศรษฐี ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดเลยที่นางจะหวงห้ามแม้แต่สูตรการหมักผักดองไว้กับตัวจนเสียโอกาสสำคัญ
“แม่สาวน้อยช่างกล้าหาญนัก” เถ้าแก่หวังหรี่ตามองหยุนเชวี่ยครู่หนึ่งราวต้องการมองทะลุความคิดของนางให้ปรุโปร่ง จากนั้นจึงหันไปส่งสัญญาณให้เสี่ยวเอ้อรีบนำเงินออกมา เขายกยิ้มพลางถอนหายใจ “ข้าคิดว่าที่แม่สาวน้อยลังเลในครั้งแรก คงเป็นเพราะนางอาจเกรงว่าเงินจำนวนนี้จะไม่เพียงพอ”
เสี่ยวเอ้อตีความคำกล่าวของเถ้าแก่หวังได้ไม่ถ่องแท้นัก ส่วนตัวเขารู้สึกว่าสำหรับครอบครัวในแถบชนบทห่างไกลเช่นนี้ เงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงนับว่ามากโขแล้ว เหตุใดเถ้าแก่จึงคิดว่าอาจไม่เพียงพอสำหรับพวกเขากัน?
หยุนเชวี่ยเดินกลับมาพร้อมกระดาษและพู่กันที่เสี่ยวอู่ใช้ในการฝึกอ่านเขียนคัดลายมือ นางวางเรียงอย่างเป็นระเบียบลงบนโต๊ะตรงหน้าเถ้าแก่หวังพร้อมเอ่ยขึ้น “ตัวข้าผู้นี้อ่านเขียนไม่ค่อยถนัดนัก ลายมือยิ่งย่ำแย่ประหนึ่งไก่เขี่ย รบกวนท่านเถ้าแก่ช่วยจรดปลายพู่กันแทนข้าทีเถิด”
ที่จริงแล้วในตัวอำเภออันผิงก็มีผู้คนนิยมทำผักดองเช่นเดียวกัน ทว่าสูตรนั้นเรียบง่ายไม่ซับซ้อน โดยปกติแล้วมักนำผักลงดองในไหและใส่น้ำสะอาดพร้อมเกลือเจือจางลงไป ตัวผักจะทำปฏิกิริยาจนเกิดรสเปรี้ยว บ้างก็ใส่ขิงและโป๊ยกั้กเพิ่มเพื่อชูรสชาติ ทว่าหยุนเชวี่ยใช้สูตรการดองผักที่พิถีพิถันจากหัวเมืองทางทิศใต้ แต่เมื่อต้องเฉลี่ยวัตถุดิบเพื่อดองผักปริมาณมากในไหขนาดใหญ่ นางได้ทำการเปรียบเทียบสัดส่วนอยู่นานโดยมีแม่นางเหลียนเป็นผู้ช่วย เมื่อทดลองทำหลายครั้งจึงได้สูตรที่แน่นอน
“เกลือ น้ำตาล สุราขาว เม็ดยี่หร่า ฮวาเจียว กระเทียม… ที่นิยมดองกันในขวดโหลใหญ่ พริกไทยหนึ่งเหลี่ยงห้า* โป๊ยกั้ก…” หยุนเชวี่ยไล่เรียงวัตถุดิบและปริมาณที่ถูกต้องแม่นยำ ซึ่งเถ้าแก่หวังก็จดบันทึกตามทีละอย่างโดยละเอียด
*เหลี่ยง = หน่วยย่อยบอกน้ำหนัก โดย 10 เหลี่ยง เท่ากับ 1 จิน
สูตรหมักผักดองก็ครบถ้วนทุกกระบวนการแล้ว เรื่องเงินก็จัดการสะสางเรียบร้อยดี เถ้าแก่ยอมควักเงินเพิ่มอีกสิบตำลึงเพื่อซื้อผักดองที่หยุนเชวี่ยหมักไว้เรียบร้อยแล้วจำนวนสิบไหไปพร้อมกันด้วย ทั้งยังกำชับเสี่ยวเอ้อให้ขนขึ้นเกวียนและนำกลับไปยังภัตตาคารหลงชิงอย่างระมัดระวังไม่ให้แตกเสียหาย ตอนนี้บ้านของหยุนเชวี่ยจึงเหลือผักดองอยู่เพียงสองไหเท่านั้น ตั้งใจเก็บไว้สำหรับบริโภคเองในครอบครัวเมื่อถึงฤดูหนาว