แม่ปากร้ายยุค 80 [八零辣妈飒爆了] - ตอนที่ 1158 ไม่เต็มใจกลับประเทศจีน
ตอนที่ 1158 ไม่เต็มใจกลับประเทศจีน
……….
ตอนที่ 1158 ไม่เต็มใจกลับประเทศจีน
ทันทีที่หลินม่ายฟื้น เคอจื่อฉิงก็รีบพุ่งตัวเข้ามาหา และเห็นว่าจิตใจของหลินม่ายปกติดีและไม่เหมือนคนป่วยไข้ แต่น้ำหนักของเธอลดลงไปมากเพราะต้องพึ่งพาการฉีดสารอาหารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
เคอจื่อฉิงยังคงพูดพล่ามตามปกติ โดยบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไมตัวหล่อนถึงไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อสิ่งที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้
หากหล่อนอยู่ที่นั่นด้วย ไม่ว่าคนร้ายจะเป็นสมาชิกขององค์กรเหยี่ยวดำหรือองค์กรมืดอื่น ๆ หล่อนจะเตะลูกกระแป๋งของผู้ชายคนนั้นให้เละ
หลินม่ายบอกเธอว่า สมาชิกองค์กรเหยี่ยวดำที่ต้องการลอบสังหารหลินม่ายและสามีเป็นผู้หญิง ซึ่งไม่มีลูกอัณฑะ
เคอจื่อฉิงคิดอยู่พักหนึ่งและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเตะจิมิหล่อนสินะ”
จากนั้นเธอถามหลินม่ายว่าตื่นขึ้นมาได้อย่างไร
เป็นเพราะเสียงร้องคร่ำครวญของนกกาเหว่า หรือเพราะเสียงบ่นของฟางจั๋วหราน
เคอจื่อฉิงบอกหลินม่ายว่า ตอนที่หลินม่ายยังคงอยู่ในอาการโคม่า ฟางจั๋วหรานคอยจับมือของเธอและพูดคุยด้วยตลอดเวลา แม้แต่ป้าใหญ่วัยหมดประจำเดือนก็ยังพูดได้ไม่มากเท่าเขาเลย
หลินม่ายจับมือใหญ่ของฟางจั๋วหรานที่อยู่ด้านข้างและพูดว่า “แน่นอนว่าฉันตื่นขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงของจั๋วหราน”
ในช่วงที่อยู่ในอาการโคม่า หลินม่ายไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในอาการโคม่า แต่เหมือนแค่กำลังฝันไป
เธอฝันว่าตัวเองเป็นนางฟ้าตัวน้อยในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเห็นคางคกน่าเกลียดคู่หนึ่งกำลังผสมพันธุ์กัน
เธอเตะคางคกสองตัวนั้นด้วยความเกลียดชังออกจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วดุว่า “พวกแกมาทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นมลทินได้อย่างไร!”
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาล้วนแปลกและประหลาด เธอฝันเยอะมาก แต่น่าเสียดายที่จำความฝันทั้งหมดไม่ได้
แต่หลินม่ายจำดวงตาอันชั่วร้ายของคางคกสองตัวที่เธอเจอได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะการที่คางคกตัวผู้ที่ต้องมองมาที่เธอ ซึ่งทำให้เธอรังเกียจอย่างมาก
การจ้องมองของมันเหมือนกับการมองของอู๋เสี่ยวเจี๋ยน ซึ่งทำให้หลินม่ายเกือบเข้าใจผิดว่าคางคกตัวผู้ในความฝันและอู๋เสี่ยวเจี๋ยนเป็นตัวเดียวกัน
ขณะที่เธอเดินไปทางแสงสว่าง เธอก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง
เสียงนั้นคุ้นเคยและเป็นเสียงที่เธอรู้สึกผูกพันอย่างมาก ราวกับพวกเขาครองรักกันมาหลายพันปีแล้ว
เมื่อหันกลับไปมอง เธอพบตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล
จางเสวี่ยฉุนมาโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมหลินม่ายในช่วงบ่ายหลังจากที่ฟื้นได้สติแล้ว
หล่อนเสียใจมาก โดยคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุที่หลินม่ายและสามีต้องตกอยู่ในอันตราย และเกือบทำให้พวกเขาถูกองค์กรเหยี่ยวดำลอบสังหาร
หลินม่ายปลอบใจหล่อน และบอกว่ามันไม่ใช่เพราะหล่อนเป็นต้นเหตุ
ตั้งแต่เธอตีพิมพ์หนังสือ “หายนะที่ถูกลืมของสงครามโลกครั้งที่สอง” เธอกลายเป็นหนามยอกอกขององค์กรเหยี่ยวดำ และพวกมันต้องกำจัดเธอโดยเร็วที่สุด
หลินม่ายยังพูดอีกว่า เพราะจางเสวี่ยฉุนไม่กลัวองค์กรมืดเหล่านั้น เธอเองก็ไม่กลัวเช่นกัน
ตั้งแต่ฟื้นคืนสติ หลินม่ายก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากนอนอยู่บนเตียงได้ 2 เธอก็สามารถเดินเหินไปรอบ ๆ ได้ โรงพยาบาลจึงปล่อยเธอกลับบ้าน
หลังจากกลับมาบ้าน หลินม่ายก็เดินไปยังบ้านสุนัขเพื่อเยี่ยมอาหวง
อาหวงนอนเลียนมในถ้วยภายในบ้านสุนัข เมื่อเห็นหลินม่ายมา มันก็หยุดดื่มนมและเดินออกไปวนเวียนรอบ ๆ ตัวหลินม่ายพร้อมกระดิกหางอย่างมีความสุข ทว่าการเคลื่อนไหวกลับช้าลงมาก
ดวงตาของหลินม่ายเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเห็นอาหวง หลังจากเล่นกับมันสักพักจึงปล่อยให้อาหวงพักผ่อน
หลังจากพักอยู่ที่บ้านหนึ่งวัน หลินม่ายโทรหามิเมล่าผู้ช่วยส่วนตัวในวันรุ่งขึ้นเพื่อถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีความที่ยามากุจิ เอโกะพยายามลอบสังหารเธอและสามี
มิเมล่าบอกเธอว่า ยามากุจิ เอโกะยังคงปิดปากสนิทและจิตใจเข้มแข็งมาก
ไม่ว่าตำรวจจะสอบปากคำอย่างไร หล่อนก็แกล้งทำเป็นหูหนวกและเป็นใบ้ โดยไม่ปริปากพูดสิ่งใดสักคำ
การสอบสวนดำเนินต่อไปเป็นเวลาห้าวัน กระทั่งเมื่อวานที่หล่อนทนไม่ได้อีกต่อไป และสารภาพเกี่ยวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ขององค์กรเหยี่ยวดำในนิวยอร์ก
ตำรวจได้เข้าจับกุมสมาชิกองค์กรเหยี่ยวดำเหล่านั้นทันที ซึ่งจับกุมได้ทั้งหมดสิบกว่าคน
หลินม่ายพูดด้วยรอยยิ้ม “คราวนี้ตำรวจดำเนินการได้เร็วมาก”
มิเมล่ายิ้มเยาะ “นั่นเป็นเพราะขณะที่ตำรวจกำลังสอบปากคำยามากุจิ เอโกะ มีนักข่าวหลายคนเฝ้าดูการถ่ายทอดสดในห้องติดตาม ถ้าตำรวจไม่จับกุมสมาชิกคนอื่น ๆ ขององค์กรเหยี่ยวดำในนิวยอร์กทันทีที่ได้รับข้อมูลจากยามากุจิ เอโกะ สื่อจะละเว้นให้พวกเขาหรือคะ?”
มิเมล่าหยุดเล็กน้อยและพูดต่อว่า “แต่คราวนี้ตำรวจทำหน้าที่ได้ดี และงัดปากของยามากุจิ เอโกะได้สำเร็จ!”
หลินม่ายพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา ไม่ใช่ตำรวจหรอกที่งัดปากของยามากุจิ เอโกะได้
แต่ตอนที่เธอสะกดจิตยามากุจิ เอโกะ เธอป้อนคำสั่งให้อีกฝ่ายสารภาพหลังจากสอบปากคำมาห้าวัน
มีเพียงคำสารภาพที่เกิดขึ้นหลังจากการต่อต้านอย่างดื้อรั้นเท่านั้นที่จะเชื่อได้
ไม่กี่วันต่อมา หนังสือพิมพ์ก็ได้เผยแพร่ข่าวว่ายามากุจิ เอโกะถูกผู้ต้องหาคนอื่นทุบตีจนปางตายในเรือนจำ
หลินม่ายคิดในใจ อำนาจขององค์กรเหยี่ยวดำในนิวยอร์กถูกตำรวจอเมริกันกวาดล้างไป หัวหน้าใหญ่คงโกรธมากจนส่งคนไปฆ่ายามากุจิ เอโกะ เพื่อเป็นการเตือนสมาชิกคนอื่น ๆ ไปในตัว
หลินม่ายไม่ได้ให้ความสำคัญกับข่าวนี้มากนัก มันก็แค่ข่าวหมากัดกัน และไม่คุ้มค่าที่จะให้ความสนใจ
โดยไม่คาดคิด การเสียชีวิตของสมาชิกองค์กรเหยี่ยวดำจะกระตุ้นให้เกิดการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่าทั่วสหรัฐอเมริกา
พวกเขาประณามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกาที่แอบปฏิบัติการอย่างลับ ๆ โดยการกำจัดยามากุจิ เอโกะเพื่อสนับสนุนองค์กรมืด และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงแก่ประชาชน
ในที่สุดองค์กรเหยี่ยวดำก็เงียบหายไปเนื่องจากแรงกดดันต่าง ๆ
หนึ่งเดือนต่อมา นักศึกษาทุกคนที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโทสามปีด้วยทุนจากหลินม่ายสำเร็จการศึกษา หลินม่ายค่อนข้างยุ่งกับการเตรียมการให้พวกเขาเดินทางกลับประเทศจีน
ฟางจั๋วหรานช่วยเหลือหลินม่ายซื้อโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของเมื่อหกเดือนที่แล้ว ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิป
จากนั้นก็แค่รอให้ผู้มีความสามารถด้านชิปที่ได้รับทุนจากภรรยากลับไปยังประเทศจีน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงงานชิป
นักศึกษาที่ได้รับทุนเกือบทั้งหมดยอมรับข้อตกลงของหลินม่ายและเดินทางกลับประเทศจีน แต่ยังมีอีกห้าคนที่ปฏิเสธ
ในบรรดาห้าคนนี้คือเฉินเย่าหัว
แม้หลินม่ายจะโกรธมากที่อีกฝ่ายผิดสัญญาและต้องการอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่เธอก็ยอมรับมันโดยไม่เต็มใจ
อย่างที่ฟางจั๋วหรานกล่าว เงินทุนของเธอเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศก็เป็นการลงทุนเช่นกัน และการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง
ถึงอย่างนั้นการทรยศของเฉินเย่าหัวก็ทำให้เธอไม่สบายใจ
เฉินเย่าหัวเป็นคนมาขอร้องเธอด้วยตัวเอง หลินม่ายยอมตกลงช่วยเหลือก็เนื่องจากการทำงานหนักของเขา
แต่ไม่คาดคิดว่าเธอจะอุปถัมภ์หมาป่าตาขาวที่หันหลังให้เธอหลังประสบความสำเร็จ
หลินม่ายบอกฟางจั๋วหรานเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจ
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลว
ตั้งแต่เลี้ยงโต้วโต้วที่กลายเป็นหมาป่าตาขาวตัวน้อย พอช่วยเหลือเฉินเย่าหัว เขาก็กลายเป็นแบบเดียวกัน
ต่างกันแค่ว่าเขาเป็นหมาป่าตาขาวตัวใหญ่
ฟางจั๋วหรานปลอบใจเธอและบอกว่าทุกสิ่งในชีวิตไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้นเธอควรเปิดใจให้กว้าง
ไม่ใช่ว่าหลินม่ายไม่สามารถยอมรับความจริงเรื่องเฉินเย่าหัวเป็นหมาป่าตาขาว สิ่งสำคัญที่เธอรับไม่ได้คือ เธอไม่สามารถใช้พรสวรรค์ของเฉินเย่าหัวให้เกิดประโยชน์และไม่สามารถนำเขากลับไปรับใช้มาตุภูมิ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกา เฉินเย่าหัวทำผลงานได้ดีมาก แม้แต่ที่ปรึกษาของเขาก็ยังเอ่ยปากชมไม่หยุด
ก่อนที่เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งในอเมริกาจ้างเขามาสอน และบริษัทชื่อดังหลายแห่งก็จ้างเขาด้วยเงินเดือนสูง
เพื่อให้เฉินเย่าหัวทำงานในบริษัทของตนเอง ทางบริษัทที่มีชื่อเสียงจึงยินดีจ่ายค่าเสียหายที่หลินม่ายสนับสนุนให้เขา
เมื่อเรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ หลินม่ายไม่สามารถปฏิเสธและทำได้เพียงยอมรับความจริง
โชคดีที่หนึ่งในห้าของนักเรียนที่กำลังศึกษาต่อในต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาลยินดีที่จะกลับไปรับใช้มาตุภูมิ และเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก็คือจางชาน
เขาเก่งกว่าเฉินเย่าหัวเสียอีก และเต็มใจที่จะกลับไปรับใช้มาตุภูมิ ซึ่งทำให้หลินม่ายรู้สึกสบายใจมาก
เมื่อหลินม่ายคิดว่าเธอมีเวลาพักหายใจแล้ว บอดี้การ์ดทั้งสองที่ถูกส่งไปปกป้องจางเสวี่ยฉุนก็รายงานเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับจางเสวี่ยฉุน
หลินม่ายรีบไปเยี่ยมหล่อนทันที
ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองครอบครัวกินอาหารเย็นด้วยกันเป็นการเฉลิมฉลองที่วิทยานิพนธ์ของหลินม่ายผ่านแล้ว ในเวลานั้นจางเสวี่ยฉุนยังคงสามารถหัวเราะเสียงใสดั่งกระดิ่ง และใบหน้าแดงก่ำจากการหัวเราะ
แต่คราวนี้เมื่อพบเจอกัน จางเสวี่ยฉุนดูค่อนข้างซีดเซียว ดวงตาทั้งสองของหล่อนกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง
สามีของหล่อนบอกว่า หล่อนมักจะซ่อนตัวและร้องไห้เงียบ ๆ เสมอ
หลินม่ายรู้สึกใจสั่นรัว บางทีจางเสวี่ยฉุนอาจกำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าเหมือนกับในชีวิตชาติก่อน
หลินม่ายถามเมสันหลังจากเดินออกมาว่า จางเสวี่ยฉุนเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เมสันลังเลอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “อาจจะสักสิบวันได้”
หลินม่ายถาม “คุณพาหล่อนไปหาหมอแล้วหรือยัง?”
เมสันพยักหน้า “พาไปแล้ว ผมเพิ่งพาหล่อนไปโรงพยาบาลเมื่อวานนี้เอง แพทย์บอกว่าหล่อนเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากมีความเครียดทางจิตใจมากเกินไป”
หลินม่ายเม้มริมฝีปากแน่น มันเป็นไปตามที่เธอคาดเดาไว้ไม่มีผิด
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
บางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมได้อะ ทำได้อย่างเดียวคือปล่อยวาง
ชาตินี้ม่ายจื่อจะเปลี่ยนจุดจบของจางเสวี่ยฉุนได้ไหมนะ
ไหหม่า(海馬)
……….
เ