หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 76 เรื่องเล่า
หลังจากเรื่องที่เฟยหลงเป็นโอรสของฮ่องเต้ และ
ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเกิดขึ้นเหล่าชาวบ้านล้วนอยาก
รู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นอย่างมาก จนนักเล่าเรื่องพากัน
แต่งเรื่องเกี่ยวกับบุตรชายที่พลัดพรากจากครอบครัวและ
ได้กลับมาพบกับบิดาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
“อะแฮ่ม วันนี้ข้ามีเรื่องจริงเกี่ยวกับองค์รัชทายาทมา
เล่าให้พวกเจ้าฟังด้วยนะ”
“จริงหรือ? ไหนๆ เล่ามาให้ข้าฟังหน่อย ข้าอยากรู้
จริงๆ ว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร”
“ใช่ๆ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
“พวกเจ้าตั้งใจฟังข้าเล่าให้ดีๆ นะ เรื่องมีอยู่ว่า…
เมื่อหลายสิบปีก่อนมีชายหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมกับคำ
ทำนายจากนักพรตว่าเขามีดวงมังกร ทำให้บุรุษผู้นั้นถูก
เลี้ยงดูมาเพื่อกาลนั้นโดยเฉพาะ ตั้งแต่อายุได้สามขวบเขาก็
ถูกจัดตารางเรียนเช้าจรดเย็นจนไม่เคยได้มีช่วงเวลาในวัย
เด็ก เขาถูกปลูกฝังว่าตัวเองจะได้เป็นฮ่องเต้คนต่อไป ถูก
คาดหวังจากบิดา มารดาและบรรดาญาติมิตร เขาจึงได้แต่
ก้มหน้าก้มตาเรียน เรียน แล้วก็เรียน
ต่อมาเมื่ออายุได้สิบปี ชีวิตของเขาเกิดการพลิกผัน
มารดาถูกกล่าวหาว่าสวมหมวกเขียว จนต้องโทษประหาร
ชีวิต ส่วนเขาและน้องชายถูกเนรเทศออกไปชายแดน
ช่วงเวลาที่เคยแสนสุขกลับกลายเป็นทุกข์ทรมาน ผู้คนที่
เคยห้อมล้อมเอาใจต่างหนีหน้า เขาใช้ชีวิตร่วมกับน้องชาย
อย่างยากลำบาก มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่แอบมาคอย
ช่วยเหลือนักโทษถูกเนรเทศ
หลายปีต่อมาด้วยความพยายามอย่างหนักทำให้เขา
และน้องชายได้กลับเข้าสู่วังหลวงอีกครั้ง แม้จะไม่ใช่ใน
ฐานะรัชทายาทผู้สูงส่ง แต่ก็ยังคงครองตำแหน่งองค์ชายไว้
ได้ ในตอนนั้นเขาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เมืองชายแดน
อยู่ก่อนแล้ว และได้พานางกลับมาด้วยกัน ในสถานการณ์
ของเขาและน้องชายในวังหลวงยังเต็มไปด้วยอันตรายรอบ
ด้าน ไม่นานนักภรรยาของเขาและภรรยาของน้องชายก็ได้
ตั้งครรภ์ในช่วงเดียวกัน
หลังจากนั้นไม่นานภรรยาของทั้งสองเกิดปวดท้อง
คลอดพร้อมๆ กันคนหนึ่งคลอดได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก
คนเด็กเสียชีวิตขณะคลอด ด้วยความที่ชายหนุ่มกำลังตก
เป็นเป้า กลัวว่าบุตรชายของตนจะเกิดอันตราย จึงส่งเลือก
ที่ป่าวประกาศออกไปว่าบุตรชายของตัวเองเสียชีวิต และ
ฝากบุตรชายไว้กับน้องชายของเขา
ต่อมาเมื่อเขาได้ขึ้นครองราชย์และคิดจะพาบุตรชาย
คนโตกลับมา ก็เกิดเหตุร้ายขึ้นกับครอบครัวของน้องชาย
ของเขาก่อนแต่ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้างที่ในที่สุดเขาได้รู้ว่า
บุตรชายของตนยังมีชีวิตอยู่และได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
ทำให้เขาตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้บุตรชายของเขาเพื่อ
ชดเชยช่วงเวลาที่ผ่านมา…
เรื่องราวทั้งหมดก็เช่นนี้แหละ”
“โอ้ว ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครอีกนะนี่”
“นั่นสิกว่าจะได้พบกันคงต้องผ่านเวลาที่ยากลำบาก
มามากแน่ๆ”
“ข้าเคยเห็นองค์รัชทายาทครั้งหนึ่งด้วยนะ หน้าตา
เหมือนกับฮ่องเต้อย่างกับแกะเลยจริงๆ”
“จริงหรือ ไหนเจ้าบอกรูปร่างหน้าตาองค์รัชทายาท
ให้ข้าฟังหน่อย”
เมื่อนักเล่าเรื่องพูดจบ ชาวบ้านต่างพากันพูดคุยถึง
เรื่องเล่าที่เพิ่งจบลง ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรื่องที่นักเล่าเรื่อง
เล่าออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ส่วนมากผู้คนที่ได้
ยินเรื่องใดก่อนเป็นเรื่องแรกมักจะเชื่อว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่อง
จริงเสมอ
ยิ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงยิ่งนำไปเล่าสู่กันฟังปากต่อ
ปาก การส่งสารที่เคยได้รับมีหรือจะเป็นเหมือนเดิมได้
ทั้งหมด ยิ่งเล่าต่อกันเท่าไหร่ยิ่งผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับถึง
ขั้นว่า
จากเดิมนักพรตทำนายว่าชายหนุ่มมีดวงมังกร
กลายเป็นว่า
“นี่ๆ พวกเจ้ารู้หรือไม่ ตอนฮ่องเต้เกิดมีมังกรทองมา
ห้อมล้อมตัวไว้เชียวนะ”
“จริงรึ”
“จริงสิเรื่องนี้แม่ข้าที่เคยเป็นนางกำนัลในวังหลวงก็
บอกเหมือนกัน”
“ยังมีอีกนะ…”
ไม่มีสิ่งใดไวเท่าข่าวลือ เป่าเปาที่ยืนฟังเรื่องเล่าจาก
นักเล่าเรื่องจบ ก็หมุนตัวเดินกลับบ้าน โดยมีพี่ชายทั้งสี่เดิน
อยู่กับนาง
“พี่ใหญ่ พี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันฟังแล้วแปลกๆ หรือไม่
เจ้าคะ”
“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
“พี่ใหญ่ เป่าเปา พวกท่านต้องการที่จะสืบเรื่องนี้
หรือ?”
“ไม่หรอกพี่รอง ข้าแค่รู้สึกสงสัย แต่เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผล
ร้ายต่อเรา ซ้ำยังเป็นผลดีเสียด้วยซ้ำ ข้าจะไปทำอะไรที่
เปล่าประโยชน์เช่นนั้นทำไมกัน”
“เรื่องคนอื่นช่างเถอะ นานๆ พี่น้องเราจะได้อยู่
พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งที ไปสนุกกันดีกว่า”
เป่าเปาในคราบบุรุษหน้าหยกเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอบ
ยิ้มกรุ้มกริ่มไปทางหลี่ซานพี่ชายคนที่สาม ก่อนจะพาไปที่
หน้าหอโคมเขียวอย่างรู้ใจกัน
“น้องเล็ก เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเข้าไปที่นี่จริงๆ”
“แน่ใจสิขอรับ”
หลี่ต้ากับหลี่เอ้อมองหน้ากันทีหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้า
ไปในหอโคมเขียวด้วยสีหน้าจำใจ หากภรรยาของพวกเขา
เจอเข้า แค่อ้างเป่าเปาก็พอแล้วกระมัง พวกเขาได้แต่
ปลอบตัวเองในใจ
เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ไม่คิดว่าจะพบกับคนรู้จัก
อย่างจิ้นฝูผู้เป็นปู่ของจิ้นอัน
“อ้าว นั่นไม่ใช่พ่อหนุ่มตระกูลหลี่หรอกหรือ มาๆ นั่ง
ด้วยกันนี่”
หลี่ต้าหันไปมองหน้าบรรดาน้องๆ ของเขา เมื่อเห็น
ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน จึงพากลุ่มของพวกเขาไปนั่งด้วยกัน
กับจิ้นฝู
“อ้าวแม่หนู…อะแฮ่ม เป่าเปาเจ้าก็มากับเขาด้วย
หรือ”
“ข้าน้อยอยากเปิดหูเปิดตาขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆ เป็นอย่างนี้นี่เอง มาๆ เดี๋ยวข้าพาพวกเจ้า
เปิดหูเปิดตาเอง หรวนเอ๋อร์ จัดสาวงามมาให้อีกห้าคนที
คืนนี้ข้าเลี้ยงเอง”
“เจ้าค่ะนายท่าน”
กล่าวจบ สตรีผู้ถูกเรียกว่าหรวนเอ๋อร์ก็ยิ้มปากกว้าง
เดินออกไปตามสตรีมาอีกห้านาง แต่ละนางกระจายไปหา
เหล่าพี่น้องตระกูลหลี่ที่มาใหม่อย่างรู้งาน
“ท่านปู่มาที่นี่บ่อยหรือขอรับ ดูเหมือนท่านจะรู้จัก
กับคนที่นี่เป็นอย่างดี”
“พูดแล้วจะหาว่าคุย พวกเจ้าอย่าเสียงดังไปนะ
จริงๆ แล้วข้าจะมาที่นี่เดือนละครั้งสองครั้งนะ”
“เอ๋ ได้ยินว่าท่านย่าให้เบี้ยรายเดือนของท่านไปกับพี่
จิ้นอันไม่ใช่หรือขอรับ ท่านปู่นำเงินที่ไหนมาเที่ยว”
“ความลับๆ อย่าไปพูดถึงเรื่องคนอื่นเลย เรามาสนุก
กันดีกว่า”
จิ้นฝูหัวเราะชอบใจ ก่อนจะชวนเหล่าพี่น้องตระกูลห
ลี่พูดคุยเรื่องทั่วไป จนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม สุราที่ดื่มเข้า
ไปเริ่มออกฤทธิ์ ต่างคนต่างพูดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่าง
สนุกสนานจนกระทั่ง
“นี่พวกเจ้ารู้หรือไม่ ข้าเอาเงินจากไหนมาเที่ยว”
“ไม่รู้ขอรับ”
“นั่นสิพวกเจ้าจะรู้ได้ยังไง ขนาดยายแก่ที่บ้านข้าที่
เก่งนักเก่งหนา ยังไม่รู้เลย”
เมื่อสุราเริ่มได้ที่ ความลับก็ไม่มีอีกต่อไป จิ้นฝูเอ่ยขึ้น
เสียงดังด้วยความขบขันขึ้นว่า
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ อะไรคือสิ่งใดที่สตรีมีใหม่ไม่ขาด”
“เสื้อผ้า?”
“บร๊ะ!! สมควรแล้วที่เจ้าจะมาเป็นคนในครอบครัวข้า
บ้านข้ามีตัดชุดใหม่เกือบตลอดปี ส่วนทุกเดือนจะมีการคัด
ชุดเก่าส่งให้เหล่าสาวใช้เป็นของรางวัล ข้าก็แค่ไปซื้อชุด
เหล่านั้นต่อจากพวกนาง แล้วก็นำออกมาแลกเปลี่ยนค้า
กำไลต่อยอดกับการเที่ยวที่นี่ เป็นอย่างไรบ้าง ข้าฉลาด
หรือไม่”
“ฉลาดมาก!!!”
“แน่นอน ถ้าข้าไม่ฉลาดจะอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้
อย่างไร เจ้าว่าไ…. ภรรยารัก นี่เจ้า เจ้า ….”
“จะถามว่าข้ามาได้อย่างไร หรือจะถามข้าได้ยิน
อะไรบ้าง?”
“เอ่อ ข้าจะถามว่าเจ้ากินอะไรมาหรือยังต่างหาก ข้า
จะได้สั่งอาหารมาให้ ข้าพาเด็กๆ มากินข้าว แค่นี้จริงๆ
นะ”
จิ้นฝูพยายามเอ่ยแก้ตัว ในขณะที่ตอนนี้หน้าของเขา
ซีดเซียวราวกับคนป่วยฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองสามีนิด
หนึ่ง ก่อนจะเดินมากระซิบบอกเป่าเปาขึ้นว่า
“หลานสะใภ้ จำเอาไว้ อยู่นอกบ้านต้องไว้หน้าสามี
มีอะไรให้จัดการที่บ้านนะ”
กล่าวจบนางก็ขอตัวพาสามีกลับบ้าน แต่ถูกเป่าเปา
รั้งไว้
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ”
จิ้นฝูที่ได้ยินเสียงเรียกของเป่าเปาก็เงยหน้าขึ้นมอง
อย่างมีความหวัง อย่างน้อยนางก็คิดจะช่วยพูดให้เขารอด
ตายสินะ
“อะแฮ่ม เป่าเปา เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?”
“ท่านปู่บอกว่าจะเลี้ยงพวกเราไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
ตุบ~
เสียงเข่ากระทบพื้นของจิ้นฝูดังลั่นห้อง และหลังจาก
นั้น… เขาก็ได้พักฟื้นอยู่บ้านเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน