หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 74 ล้อม
ณ วังหลวง
วันนี้เป็นวันประชุมใหญ่ประจำเดือน ในท้องพระโรง
จึงเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางทั้งน้อยใหญ่ รวมถึงบรรดาเชื้อ
พระวงศ์ ที่มาทำหน้าที่ช่วยราชกิจ ทั้งเหล่าอ๋องและองค์
ชายรวมอยู่ด้วย
“วันนี้มีเรื่องอะไรบ้าง หม่ากงกง”
“ทูลฝ่าบาท เรื่องการค้าเมือง…….”
การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีหม่ากงกง
เป็นผู้เสนอฎีกาที่ได้รับการตรวจสอบจากกรมวังอย่าง
เข้มงวด เหล่าขุนนางต่างก็ถกข้อราชการกันเหมือนทุกครั้ง
จนถึงช่วงเวลาหยุดพักรอฎีกาฉบับต่อไป ขุนนางสองคนได้
ยืนกระซิบกระซาบกันว่า
“วันนี้ข้ารู้สึกตากระตุกแปลกๆ ดูเหมือนจะเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นไหมนะ”
“ข้าว่าตากระตุกเพราะท่านนอนไม่พอมากกว่า จะ
ไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในวังหลวงได้อย่างไรกัน”
“ข้าเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำนะ แบบนี้ลางสังหรณ์ของข้า
ไม่น่าจะพลาด”
ปัง!!
ยังไม่ทันที่ขุนนางผู้นั้นจะพูดจบ เสียงประตูท้องพระ
โรงที่ถูกกระแทกให้เปิดออกก็ดังขึ้น พร้อมปรากฏทหาร
หลายนายยืนอยู่ด้านหลังประตู
“ทุกคนอยู่ในความสงบ หากใครขัดขืนพวกเราไม่
รับรองความปลอดภัย!!”
บุรุษใส่ชุดทหารก้าวเข้ามาด้านในท้องพระโรงเป็น
คนแรกพร้อมเอ่ยบอกผู้คนอย่างโอหัง เหล่าขุนนางส่วน
ใหญ่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ทำให้พวกเขาไม่มีพลังและทักษะ
ในการต่อสู้มากนัก จึงทำได้แต่ยืนนิ่งๆอยู่กับที่เพราะทำ
อะไรไม่ถูก
ฮ่องเต้ที่เห็นทหารบุกเข้ามาในท้องพระโรงก็ไม่ได้
แสดงสีหน้าแปลกใจ เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย จนเหล่า
ทหารด้านหน้าประตูรู้สึกประหม่าเล็กน้อย พวกเขาทำตาม
คำสั่งผู้เป็นนายเท่านั้นนะ
“พวกเจ้ามีจุดประสงค์อะไรกัน ถึงมาสร้างความ
วุ่นวายในท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”
หม่ากงกงถามขึ้น เมื่อเห็นเหล่าทหารยืนรออยู่ที่หน้า
ทางเข้าท้องพระโรง
“พวกเราเพียงต้องการอยากทำให้บ้านเมืองดีขึ้น
เท่านั้น ไม่ได้ต้องการมาสร้างความวุ่นวาย”
“ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น?”
“ใช่แล้วท่านกงกง นี่ก็ผ่านมานานมากแล้ว ฮ่องเต้ยัง
ไม่ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียที หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น
จะทำอย่างไร พวกท่านว่าจริงหรือไม่”
กล่าวจบผู้นำทหารก็หันไปถามความเห็นจากเหล่า
บรรดาขุนนางที่ยืนอยู่สองข้างฝั่งท้องพระโรง บ้างก็แสดงสี
หน้าเห็นด้วย บ้างก็อยู่ระหว่างครุ่นคิด อย่างไรก็ตามแม้
พวกเขาจะคิดอย่างไร แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยตอบคำถาม
ทหารผู้นั้นออกมา
“นี่เจ้ากำลังแช่งข้าอยู่ใช่หรือไม่”
ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่นิ่งเงียบอยู่นาน ทำให้
เหล่าทหารรู้สึกตกใจในเสียงอันทรงพลัง จนบางคนถึงกับ
เข่าอ่อน ปกติพวกเขามีหน้าที่ดูแลความสงบของบ้านเมือง
ไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้ามาในวังมากนัก แต่ยังมีบางคนที่แม้
จะกลัวแต่ก็ยังมีความกล้า เอ่ยตอบขึ้นมาว่า
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วง
บ้านเมืองเท่านั้น”
“พวกเจ้าหาว่าข้าไม่ห่วงบ้านเมืองงั้นหรือ!?!”
ฮ่องเต้ตวาดเสียงดังจนทหารที่อยู่ด้านล่างจากที่มี
ความกล้าอยู่บ้าง กลับไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกเสนาบดี
ไป๋ที่เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมว่าพวกเขาน่าจะเป็นห่วง
บ้านเมืองจริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ ถึงได้เสี่ยงทำเรื่องแบบนี้”
“ข้าถามความเห็นของท่านแล้วหรือ?”
“ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางรอบข้างที่ได้ยินต่างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ออกมา จนเสนาบดีไป๋ที่กำลังยิ้มน้อยๆ ถึงกับหน้าแข็งค้าง
กลับไปยืนอยู่ที่เดิม พร้อมกัดฟันแน่น
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ไม่รู้ว่าเสนาบดีคนนี้เป็นคนอย่างไร แม้
จะเป็นคนทะเยอทะยานแต่ก็ทำงานไม่ขาดตกบกพร่อง
ตระกูลไป๋เป็นตระกูลเก่าแก่ ทั้งยังมีคุณงามความดีในอดีต
มากมาย นอกจากนี้ยังมีขุนนางใจซื่อมือสะอาดคนอื่นๆ
ที่มาจากตระกูลไป๋ ทำให้เขายังคงให้เสนาบดีไป๋ดำรง
ตำแหน่งเดิมอยู่
ฮ่องเต้เลิกสนใจเสนาบดีไป๋ หันไปถามขุนนางคน
อื่นๆ ขึ้นแทนว่า
“ทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”
เสนาบดีไป๋ที่ได้ยินคำถามยิ่งกัดฟันแน่นมากขึ้น
นอกจากหักหน้าเขายังไม่พอ ยังต่อด้วยการเหยียบซ้ำอีก
ไม่นานหลานชายเขาจะได้ขึ้นครองราชย์ เขาจะเหยียบ
พวกที่หัวเราะเยาะเหล่านี้จมธรณีไปเลย คอยดู
เหล่าขุนนางที่ได้ยินคำถามต่างก็ออกความเห็นของ
ตัวเอง โดยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยที่
จะให้ฮ่องเต้แต่งตั้งรัชทายาท แม้ฮ่องเต้จะมีอายุไม่มากจึง
ยังไม่แต่งตั้งองค์รัชทายาท แต่เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระ
โรงรู้สึกว่าการแต่งตั้งองค์รัชทายาทตอนนี้ก็ไม่ได้เสียหาย
ทั้งยังช่วยป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคตได้อีกด้วย
ถึงการแสดงออกของเหล่าทหารที่มาล้อมห้องโถงอยู่
ในตอนนี้ จะบ่งบอกว่าคนเหล่านี้มีจุดประสงค์กดกัน
เพื่อให้เลือกองค์ชายคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นรัชทายาท แต่
พวกเขาไม่คิดว่าคนจำนวนแค่นี้จะมากดดันคนที่อยู่ในท้อง
พระโรงได้
ฮ่องเต้ส่งสัญญาณบางอย่างไปให้หม่ากงกง ทางหม่า
กงกงที่เห็นเช่นนั้นก็ขยับตัวไปด้านขวามือของฮ่องเต้ และ
ยืนนิ่งไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ อยู่ตรงนั้น ก่อนจะเริ่มเอ่ยเรื่อง
คัดเลือกรัชทายาทออกมา
“ตอนนี้มีองค์ชายที่มีพระชนมพรรษามากกว่าสิบห้า
พรรษาอยู่สามคน คือองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์
ชายสาม ข้าน้อยขอเสนอให้เลือกหนึ่งในสามคนนี้พวกท่าน
เห็นว่าเป็นเช่นไร?”
“ข้าเห็นด้วย”
“ข้าก็เห็นด้วย” ….
“ในเมื่อทุกคนเห็นด้วย เช่นนั้นข้าน้อยขอให้ฝ่าบาท
เป็นผู้ทรงเลือกด้วยตัวเอง…”
“ช้าก่อน กระหม่อมขอเสนอให้ทุกคนช่วยกันออก
ความคิดเห็นในเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ทายาทของข้าเหตุใดต้องฟังผู้อื่น?”
“ทูลฝ่าบาท หากไม่ทำเช่นนี้ ทหารที่มาล้อมท้องพระ
โรงอาจไม่พอใจผลการคัดเลือกได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกนั้นกล้างั้นหรือ!?!”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ แต่คนฟังกลับรู้สึกกริ่ง
เกรงจนตัวสั่น หัวหน้าทหารที่ยังพอมีความกล้าอยู่บ้างจึง
เอ่ยข่มขู่ขึ้นว่า
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พวกเรายังมีกองทหารจาก
หน่วยทมิฬเป็นกำลังเสริม”
เหล่าทหารที่กำลังใจฝ่อ เมื่อได้ยินว่าฝั่งตัวเองมี
กำลังเสริมเป็นหน่วยทมิฬก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง มีใครบ้างไม่
รู้จักหน่วยทหารที่แสนลึกลับและมีฝีมือมากที่สุดอย่าง
หน่วยทมิฬบ้าง
เหล่าขุนนางที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึง ขุนนางฝ่ายบู๊บาง
คนที่กำลังคิดแผนตอบโต้เหตุการณ์นี้ถึงกับหยุดชะงักเมื่อ
ได้ยินชื่อของหน่วยทมิฬ เป็นไปได้อย่างไรที่คนพวกนี้จะมี
หน่วยทมิฬคอยช่วยเหลือ หรือผู้อยู่เบื้องหลังจะเป็น
ทายาทของชินอ๋องมาแก้แค้น
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับมามีสีหน้า
ดังเดิม ตั้งแต่ที่ทหารปิดล้อมท้องพระโรงเขาก็พอเดาได้
แล้วว่าเป็นฝีมือของใคร จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก แต่
พอได้ยินชื่อของหน่วยทมิฬก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจขึ้นมา
เพราะหยกที่เป็นสัญลักษณ์หน่วยทมิฬหายไปพร้อม
เหตุการณ์ชินอ๋องคราวนั้น
ก่อนหน้านี้เขาได้รู้ข่าวเรื่องทายาทของชินอ๋องที่ยัง
หลงเหลืออยู่ จากเสนาบดีจิ้น แล้วได้คุยกับเด็กหนุ่มคนนั้น
เป็นการส่วนตัว ทำให้เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นผู้
อยู่เบื้องหลังเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นแต่หยกทมิฬที่ทหารหน้า
ท้องพระโรงพูดถึงมันคือสิ่งใดกันล่ะ หรือจะเกิดเรื่องไม่ดี
กับทายาทของชินอ๋อง
เหล่าทหารที่เห็นฮ่องเต้ขมวดคิ้วก็รู้สึกได้ใจ แม้อีก
ฝ่ายจะเป็นถึงเจ้าแผ่นดิน แต่ก็ยังเกรงกลัวหยกทมิฬสินะ
ดูท่างานครั้งนี้คงไม่ยากเกินไปเสียแล้ว