หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 45 หลักประกัน
หลังจากหลี่ต้าได้สังเกตปฏิกิริยาและการกระทำของ
ขุนนางรอบตัวพอประมาณแล้ว เขาก็เลือกที่จะหาจังหวะ
เหมาะๆ ตอบกลับคำที่ผู้อื่นเอ่ยขึ้น
“กระหม่อมเห็นว่าการกระทำแบบนี้หากเรานำไปใช้
ที่อื่นย่อมต้องมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน กระหม่อมเห็น
ว่าขุนนางในเมืองทังโจวผู้นี้ไม่รู้จักคิดให้รอบคอบก่อน อาจ
ทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยความคิดคับแคบของตัวเองออกมา
ตั้งแต่ได้รู้เรื่องเงินทังโจว เขาก็อิจฉาคนต้นคิดมาตลอด เมื่อ
เห็นว่ามันไม่ได้ดีเหมือนที่คนอื่นยกย่อง เขาก็รีบสมทบ
ขึ้นมาทันที
หลี่ต้าที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย และคิดใน
ใจว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว ดังนั้นเมื่อขุนนางผู้นั้นพูดจบ
เขาก็เอ่ยขึ้นว่า
“ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าความคิดเรื่องเงินทังโจวจะสร้าง
ความเสียหายกับบ้านเมืองอย่างไรหรือ?”
“เห็นชัดๆ ว่าหากก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งปีแล้ว
น้องชายของเจ้าหนีไปใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเอาเงินเหวิน
ไปแลกเงินทังโจวคืน”
“น้องชายข้าเป็นพลเมืองทังโจวมาตั้งแต่เกิด เขาจะ
หนีไปไหนทำไมกัน?”
“เพราะความโลภอย่างไรเล่า!!”
ขุนนางผู้นั้นตอบกลับอย่างมั่นใจ เขาไม่เชื่อหรอกว่า
เงินเป็นหมื่นๆ แสนๆ ตำลึงจะไม่ทำให้คนเกิดความโลภ
เมื่อเกิดความโลภน้องชายของบุรุษผู้นี้ก็จะหนีไป ทำให้เงิน
ทั้งหมดถูกขโมยหายไปด้วย
“ใต้เท้า ท่านช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ น้องชายข้าน้อย
มีที่ดินและร้านค้ามากมายในเมืองทังโจวมูลค่าของพวกมัน
มิใช่น้อยๆ หากเขาหนีไปจริง เราก็แค่นำที่ดินและร้านค้า
เหล่านั้นออกขาย และนำเงินที่ได้ไปแลกคืน เท่านี้ก็ไม่มี
ปัญหา”
“แล้วท่านคิดหรือว่าร้านค้าและที่ดินที่เหล่านั้นมัน
เพียงพอที่จะชดใช้?”
ขุนนางเอ่ยถามอย่างไม่ยอมแพ้ หลี่ต้าเองก็ไม่ได้
ตกใจในคำถาม เขายังตอบกลับไปได้อย่างลื่นไหล
“เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนเงินทังโจวครั้งนี้เราให้
แลกเปลี่ยนได้ครอบครัวละไม่เกินสิบตำลึง ซึ่งเมื่อคำนวณ
จากจำนวนประชากรเมืองทังโจว ผนวกกับข้อมูลสถิติของ
พ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทางที่แวะเวียนมาที่เมืองทังโจว
มูลค่าทรัพย์สินที่เหล่านั้นย่อมเพียง ซ้ำยังเกินพอด้วย
ขอรับ”
ขุนนางผู้ใจแคบชะงักไปนิดหนึ่ง เขาพยายามคิด
จุดบกพร่องของเรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่ยอมเสียหน้า
เด็ดขาด เมื่อกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งเขา
ก็เอ่ยขึ้นว่า
“ที่ดินและร้านค้า หากไม่ได้รับคำยินยอมจาก
เจ้าของกรรมสิทธิ์ หากน้องชายท่านหนีไปหรือเกิดเสียชีวิต
ลงระหว่างนี้กว่าจะขึ้นศาลจนสามารถนำมาขายได้ ต้องใช้
ระยะเวลานานแล้วแบบนี้ชาวบ้านไม่ลุกฮือขึ้นมาก่อนได้
อย่างไร!!”
กล่าวจบขุนนางผู้นั้นก็ยิ้มออกมาราวกับผู้ชนะ เขา
จะดูซิว่าอีกฝ่ายจะหาอะไรมาโต้แย้ง ขุนนางคนอื่นได้ยินก็
คิดตามคำถามนี้เช่นกัน บ้างก็เชื่อว่าหลี่ต้าจะตอบคำได้
บ้างก็คิดว่าเขาจะไม่สามารถตอบได้
หลี่ต้าขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับกำลังใช้ความคิด แต่
จริงๆ แล้วเขากำลังพยายามสะกดกั้นเสียงหัวเราะของ
ตัวเองเอาไว้ น้องสาวของเขาได้ให้ไม้ตายที่สำคัญเผื่อเอาไว้
แล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอันสมควรเขาจึงหยิบกระดาษ
บางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ในขณะที่คนอื่นๆ พยายาม
เพ่งมองข้อความในกระดาษ แต่ไม่ทันได้เห็นข้อความ
กระดาษก็ถูกนำส่งให้กงกงคนสนิทของฮ่องเต้ เพื่อส่งให้
ฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตร
กงกงรับกระดาษแผ่นนั้นมาและนำไปให้ผู้เป็นนาย
ทันทีโดยไม่ได้เปิดดู เมื่อฮ่องเต้ได้อ่านกระดาษแผ่นนั้นก็
มองดูเงียบๆ หลี่ต้าที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยอธิบายขึ้นว่า
“ทูลฝ่าบาท แม้ผู้รับแลกเงินทังโจวจะเป็นน้องชาย
ของกระหม่อม และกระหม่อมเองก็เชื่อใจในตัวเขา แต่
กระหม่อมไม่ต้องการให้พวกเราถูกครหา ดังนั้นกระหม่อม
จึงขอให้น้องชายลงนามสัญญาจำนองร้านค้าและที่ดิน
เอาไว้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นไว้ก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ เขาหัวเราะ
ออกมาก่อนแสดงกระดาษไปให้คนอื่นได้เห็นแล้วจะเอ่ยขึ้น
ว่า
“นี่คือสัญญาจำนองที่ดินและร้านค้าหลายแห่งใน
เมืองทังโจวจริงๆ ทุกท่านคงไม่มีข้อสงสัยในจุดนี้แล้ว …
แล้วท่านเสนาบดีกรมคลังล่ะมีสิ่งใดต้องการจะซักถามใต้
เท้าหลี่ผู้นี้อีกหรือไม่?”
เสนาบดีกรมคลังได้ฟังคำตอบของหลี่ต้าที่ตอบของ
สงสัยของขุนนางทั้งหลายก็พยักหน้าออกมา จริงๆ เรื่องนี้
เขาก็คิดอยู่ว่าน่าจะใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา แต่สิ่งสำคัญอีก
อย่างหนึ่งที่เขายังคิดไม่ตกและคงสงสัยอยู่คือ
“ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยมีคำถามสุดท้ายที่ต้องการถาม
พ่ะย่ะค่ะ”
“เชิญท่านเสนาบดีกรมคลัง”
“ขอบพระทัย ใต้เท้าหลี่ ข้าสงสัยว่าการที่น้องชาย
ท่านเป็นคหบดีทำการค้าขาย ย่อมต้องคิดถึงกำไรขาดทุน
เป็นธรรมดา หากทำเช่นนี้น้องชายท่านจะได้สิ่งใดกันเล่า?”
“แม้น้องชายข้าน้อยจะเป็นคหบดี แต่เขาก็เป็น
ชาวเมืองทังโจวมาตั้งแต่เกิด เมื่อได้ยินว่าเมืองทังโจวเกิด
ปัญหา หากช่วยได้มีหรือจะไม่ช่วย อีกอย่างน้องชายข้า
มั่นใจว่าจะสามารถนำเงินที่ได้จากชาวเมืองในช่วง
ระยะเวลาหนึ่งปี ไปลงทุนจนเกิดกำไรมากกว่าเงินที่ต้อง
คืนพวกเขาเมื่อครบกำหนดแน่ๆและหากแม้ไม่ได้กำไรตาม
เป้า แต่เมื่อความเป็นอยู่ชาวเมืองดีขึ้น ไม่ว่าอย่างไรการค้า
ของเขาย่อมต้องดีขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอนขอรับ”
“ข้าก็ว่าแล้วว่าเหตุใดถึงมีแต่เมืองทังโจวที่ทำได้ ที่
แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เสนาบดีกรมคลังพยักหน้าอย่างเข้าใจออกมา ทำให้
ฮ่องเต้และขุนนางคนอื่นๆ ที่ได้ยินรู้สึกเหมือนจะเข้าใจแต่ก็
ไม่เข้าใจ
“เสนาบดีกรมคลัง ช่วยอธิบายสิ่งที่ท่านพูดให้พวก
เราฟังสักหน่อยได้หรือไม่”
“ข้าจะอธิบายให้ฟังง่ายๆหัวใจหลักของการแลกเงิน
ทังโจวอยู่ที่ผู้รับแลกเงินนี่แหละ ทุกท่านลองคิดดูว่า จะมี
คหบดีสักกี่คนที่จะยอมรับความเสี่ยงให้แลกเงินในอัตราที่
ตัวเองเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังต้องเอาทรัพย์สิน
ของตัวเองเป็นหลักประกันเอาไว้เสียอีก พวกท่านว่าจริง
หรือไม่”
ผู้คนที่ได้ยินก็เข้าใจในทันที ฮ่องเต้มองไปที่หลี่ต้า
อย่างชื่นชม และเอ่ยขึ้นว่า
“ใต้เท้าหลี่ ท่านมีสิ่งใดที่ต้องการเป็นรางวัล
หรือไม่??”
“ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของกระหม่อมเพียง
คนเดียว ยังมีท่านเจ้าเมือง และขุนนางคนอื่นๆที่ช่วยกัน
คิดและสนับสนุน ดังนั้นกระหม่อมไม่กล้ารับเพียงผู้เดียว
หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่เพียงแต่มีครอบครัวที่ดีคอยสนับสนุนเขาอยู่
เบื้องหลังทั้งวิธีการคิด การพูดและการกระทำยังชาญ
ฉลาด หากบุรุษผู้นี้เลือกรางวัลความดีความชอบไปเพียงผู้
เดียวในวันนี้ เขาอาจจะมีความสุขกับรางวัลที่ได้รับไป แต่
ไม่นานเมื่อกลับเมืองทังโจว ทั้งผู้บังคับบัญชารวมทั้งเพื่อน
ร่วมงานย่อมต้องไม่พอใจเขา ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้
อย่างราบรื่นและเป็นเรื่องยากที่จะก้าวหน้า ช่างเป็นคนที่
น่าสนใจจริงๆ ฮ่องเต้อดไม่ได้ที่จะชื่นชมอยู่ในใจ
ฝูเฟิ่งที่นิ่งเงียบและรับฟังคำพูดตั้งแต่ต้นจนจบของห
ลี่ต้าก็นิ่งงันไป เป็นเขาเองที่หน้ามืดไปชั่วขณะ อยากเอา
ผลงานผู้อื่นมาเป็นของตน
สุดท้ายฮ่องเต้จึงให้รางวัลขุนนางเมืองทังโจวตาม
ความเหมาะสม และแยกย้ายกันไป ขุนนางที่อยู่โดยรอบ
ต่างรอแสดงความยินดีกับพวกเขาไม่ขาดสายอยู่หน้าท้อง
พระโรง มีทั้งยินดีจากใจจริงและคนที่รู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ
จิ้นอันเองก็เป็นหนึ่งในขุนนางที่เข้าร่วมประชุมใน
วันนี้ เมื่อเห็นหลี่ต้าออกมาเขาก็เข้าไปแสดงความยินดี
“พี่ใหญ่ ยินดีด้วยนะขอรับ”
พี่ใหญ่งั้นหรือ?? เมื่อหลี่ต้าหันหน้าไปมองก็พบเข้า
กับบุรุษหน้าหยก ที่ดูคุ้นตาผู้หนึ่งมาพร้อมกับบุรุษหน้าตา
หล่อเหลาไม่แพ้กัน เมื่อคิดอยู่พักหนึ่งก็นึกออกว่าคน
ตรงหน้าคือศิษย์ผู้พี่ของน้องสาวคนเล็ก
หลี่ต้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขม่นอีกฝ่ายอยู่ในใจ แต่
เพราะตอนนี้เขาเป็นขุนนางและมีคนมากมายจับตามอง
ทำให้เขาไม่สามารถแสดงออกได้เหมือนเมื่อสิบปีก่อน
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“มิกล้าๆ ใต้เท้าจิ้นเรียกข้าเช่นนี้ไหนเลยข้าจะกล้า
รับ”
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรๆ ท่านเป็นพี่ใหญ่ของเป่าเปา ย่อม
เป็นพี่ใหญ่ของข้าด้วย”
คำพูดสองแง่สองง่ามของจิ้นอันทำให้หลี่ต้าอดไม่ได้
ที่จะรู้สึกคันไม้คันมือ เมื่อก่อนเคยหวงน้องสาวอย่างไร
ตอนนี้เขาก็ยังคงหวงน้องสาวอยู่อย่างนั้น เป่าเปาเพิ่งจะ
สิบห้าปีเองนะ นางเติบโตขึ้นมาทั้งสวยและฉลาด ทั้งยังมี
พี่ชายดีๆ อย่างพวกเขา มีหรือจะไม่เนื้อหอม
แต่เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสี่รวมทั้งหลี่ชุนผู้เป็นบิดา ทำให้
คนที่เข้ามาตามจีบล้วนกลัวหัวหด จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
เป่าเปาเพื่อเกี้ยวพาราสี นางจึงยังไม่มีคู่หมาย
“ใต้เท้าจิ้นท่านให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว ท่านกับ
น้องสาวข้าเป็นเพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเท่านั้น”
“หากท่านไม่ต้องการให้ข้าเรียกว่าพี่ใหญ่ แล้วท่าน
ต้องการให้ข้าเรียกท่านว่าอะไรขอรับ”
“แล้วแต่ท่านเถอะ”
“เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่า ‘พี่ชายคนโต’ ก็แล้วกัน”
“…”
เจ้านี่มันวอนหาเรื่องเขาใช่ไหมล่ะนี่ เหอะ อยากจะ
เกี้ยวน้องสาวข้าต้องใช้ความพยายามหน่อยแล้ว หึหึ