หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 37 ความเจ็บปวด
หลี่เอ้อลูกชายคนรองถูกพาไปที่บ้านหลังใหญ่ที่อยู่
ไม่ไกลจากงานเลี้ยงมากนัก บ้านหลังนี้ทั้งใหญ่ทั้งร่มรื่น ทำ
ให้หลี่เอ้อถึงกับตกตะลึง
“ทุกคนอยู่ที่นี่หรือขอรับ”
“ใช่ เพิ่งตกแต่งเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง”
“…”
หลี่เอ้อเงียบเสียงไม่พูดไม่จาอะไรและเดินตามพี่ชาย
ของเขาเข้าไปในบ้านอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาคิดถึง
จุดประสงค์ที่ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ หัวใจของเขาเริ่มเต้น
แรงขึ้นแรงขึ้นจนแทบจะหลุดออกมา เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง
โถง เขาก็พบกับคนมากมายนั่งอยู่ในนั้น
“พวกเจ้า…”
ความดีใจจนจุกอกมันเป็นเช่นนี้เอง เขาไม่สามารถ
พูดอะไรออกมาได้ในตอนนี้
“พี่รอง ข้าสวยจนท่านตกตะลึงเลยหรือเจ้าคะ หรือ
ท่านยังอยากให้ข้าขี่คอไปไหนมาไหนด้วยกันอีกครั้ง”
เป่าเปาเอ่ยหยอกเย้าพี่ชายคนรองเมื่อเห็นเขากำลัง
ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
“ใช่ที่ไหน พี่รองกำลังตะลึงกับความสูงของข้า
ต่างหาก”
หลี่ซานน้องชายคนที่สามเอ่ยขึ้น
“…ข้าดีใจที่ได้เจอพวกเจ้าต่างหาก”
ในที่สุดหลี่เอ้อพี่ชายคนรองก็ตั้งสติได้และเอ่ย
ออกมา เขากวาดตามองไปพบกับเหล่าพี่น้องที่มานั่งอยู่
ราวกับกำลังรอการกลับมาของเขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านอาเล่า”
คำถามนี้ของหลี่เอ้อทำให้ทุกคนหันมองไปทางเป่า
เปาน้องสาวคนเล็กเป็นสายตาเดียวกัน เป่าเปาผู้ถูกมองมา
ก็เอามือลูบศีรษะที่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านพ่อออกไปข้างนอกอีกสักพักเดี๋ยวคงกลับ ท่าน
อาตอนนี้น่าจะอยู่ในห้องหนังสือ ส่วนท่านแม่…เอ่อ…”
คำตอบอ้ำอึ้งๆ ของน้องสาวคนเล็กทำให้หลี่เอ้อรู้สึก
กระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยถามอย่างร้อนรน
ขึ้นว่า
“ท่านแม่เป็นอะไรไป!?!”
“ท่านแม่พักผ่อนอยู่ในห้องเจ้าค่ะ”
“พักผ่อน? แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องอ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยเล่า”
เป่าเปาเงยหน้ามองไปทางพี่ๆ ของนาง ก่อนจะสูด
หายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“มากับข้า แล้วข้าจะเล่าทุกอย่างให้พี่รองฟังเองเจ้า
ค่ะ”
หลี่เอ้อยังคงไม่เข้าใจแต่ก็เดินตามน้องสาวคนเล็กไป
เงียบๆ ระหว่างทางเป่าเปาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปี
ก่อนให้เขาฟัง
เริ่มจากตอนที่มีคนบุกเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัว
ลงมือสังหารหลี่กังผู้เป็นอา และหลี่หลิงผู้เป็นมารดา ส่วน
คนอื่นๆ หนีออกมาได้
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาที่กำลังท้อแท้สิ้นหวังได้
พบหมอเทวดาผู้หนึ่งที่เป็นคนช่วยชีวิตหลี่กังผู้เป็นอาและห
ลี่หลิงผู้เป็นมารดาเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์
ผู้คนต่างคิดว่าทั้งสองตายไปแล้ว แต่หมอเทวดากลับ
พบว่าทั้งสองมีความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ ทำให้แม้
จะหยุดหายใจและคนทั่วไปตรวจไม่พบชีพจรแต่สัญญาณ
การมีชีวิตอยู่ของทั้งคู่ยังไม่มอดดับ
แม้ทั้งสองจะยังไม่ตายแต่ก็ไม่ได้กลับมาสมบูรณ์
แข็งแรงเหมือนเดิม
หลี่กังใช้เวลาฟื้นตัวกว่าห้าปีจึงสามารถลุกขึ้นยืนได้
อีกครั้ง แขนด้านขวาของเขาอ่อนแรงเพราะถูกดาบแทง
ทะลุผ่านเข้าจุดสำคัญ ทำให้ไม่สามารถกลับมาเขียน
หนังสือได้อีก หน้าอกของเขายังคงมีรอยแผลเป็นขนาด
ใหญ่ที่ยังสร้างความเจ็บปวดให้เขาทุกครั้งที่สัมผัสมัน
ส่วนหลี่หลิงผู้เป็นแม่อาการสาหัสกว่ามากเพราะนาง
ถูกแทงหลายจุด ทั้งยังถูกโยนลงพื้นอย่างไร้ปรานี ทำให้
ถึงแม้ตอนนี้จะมีลมหายใจแต่ยังคงไม่ได้สติ
หลี่เอ้อพี่ชายคนรองที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอาแต่โทษ
ตัวเองอยู่ในใจหากเขาอยู่ด้วยอาจจะช่วยทุกคนได้ไม่มากก็
น้อย เป่าเปาเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายคนรองเป็นอย่างดี
นางและพี่ชายคนอื่นๆ เองก็โทษตัวเองมาตลอด
เช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงใช้ความรู้สึกผิดหวังในตัวเองเป็น
แรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด เพื่อรอ
โอกาสตอบโต้คนที่ทำร้ายครอบครัวของนาง
หลี่ต้าพี่ชายคนโตตั้งใจเล่มเรียน และสอบระดับ
ภูมิภาคจนได้ตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ด เป็นผู้ดูแลศาลกลาง
เมืองทังโจว ด้วยวัยเพียงยี่สิบแปดปี โดยมีอดีตเจ้าเมือง
ทังโจวอย่างจางเหว่ยคอยเป็นมือขวาช่วยให้คำปรึกษาและ
สอนทักษะด้านการเมืองการเป็นขุนนางและมีหลี่กังผู้เป็น
อาคอยเป็นมือซ้ายคอยสอนวิชาต่างๆ ในตำราให้
หลี่ซานน้องชายคนที่สามประสบความสำเร็จในการ
เป็นพ่อค้าคนกลาง ซื้อมาขายไป จนสามารถเปิดโรงรับ
จำนำที่มีชื่อเสียงและอยู่เบื้องหลังการค้าขายกับร้านค้า
ใหญ่ๆในเมืองทังโจวได้สำเร็จ
หลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่พลิกผันตัวเองเป็นหมอ เพราะ
เขาไม่อยากเห็นคนในครอบครัวต้องบาดเจ็บโดยที่ไม่อาจ
ช่วยอะไรได้ เขาใช้ความพยายามเกือบสองปีเพื่อขอให้หมอ
เทวดาช่วยสอนทักษะการแพทย์แก่เขา ด้วยความมุ่งมั่น
ตั้งใจทำให้หมอเทวดายอมรับเขาเป็นศิษย์
และเป่าเปาน้องสาวคนเล็กอย่างนางย่อมต้องไม่
ธรรมดา ในสิบปีที่ผ่านมานางได้วางเครือข่ายข่าวสารไว้ทั่ว
เมืองจนร้านน้ำชากลายเป็นแหล่งข่าวที่ไม่อาจดูถูกได้
บางครั้งทางการเองยังต้องขอพึ่งแหล่งข่าวของร้านน้ำชา
แห่งนี้
เมื่อหลี่เอ้อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็พยักหน้าเป็นเชิง
รับรู้ พี่น้องของเขาประสบความสำเร็จ ตัวเขาเองก็ประสบ
ความสำเร็จเช่นกัน ตอนนี้เขาเป็นถึงนายกองของทหารใน
เมืองทังโจว แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจคือ ในเมื่อทุกคนอยู่ใน
เมืองทังโจวมาตลอด เหตุใดถึงไม่มาหาเขา แล้วเหตุใดเขา
ถึงหาทุกคนไม่พบ
เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“จะโทษก็โทษข้าเถอะ เป็นข้าเองที่ไม่ให้ทุกคนแสดง
ตัวให้พี่รองเห็น”
“เพราะเหตุใดกัน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบปีที่ผ่านมาข้า
เป็นห่วงพวกเจ้ามากแค่ไหน?”
“พวกเรายังอยู่ในสถานะไม่ปลอดภัย คนเหล่านั้นคิด
จะทำร้ายท่านอาหลี่กัง หากพวกเขารู้ว่าท่านอายังมีชีวิต
อยู่ ทุกคนอาจตกอยู่ในอันตราย อีกอย่าง ข้าให้คนคอย
ตามดูแลพี่รองอยู่ตลอดทำให้รู้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้สนใจที่
จะทำร้ายท่าน ทุกคนถึงได้เบาใจ”
“อย่างน้อยเจ้าให้คนส่งข่าวมาให้ข้าก็ได้นี่”
“หากข้าบอกพี่ตอนนั้น แน่ใจหรือว่าพี่จะไม่วิ่งเข้าใส่
คนพวกนั้นในทันทีที่รู้เรื่อง?”
หลี่เอ้อหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง เมื่อลองย้อนคิดกลับไป
ในตอนนั้น เขาอาจจะทำแบบที่น้องสาวคนเล็กพูดจริงๆ
เป่าเปาที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ
อีกว่า
“พวกเรามีแรงผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า ข้าเองก็
อยากให้ท่านมีแรงผลักดันเช่นกัน ดังนั้นพวกเราจึง
ตัดสินใจทำเช่นนี้ และตอนนี้พวกเราพร้อมแล้วที่จะ
เผชิญหน้ากับกลุ่มคนชั่วเหล่านั้น พวกเราจึงเปิดเผยตัวตน
ที่แท้จริงและไม่คิดที่จะหลบซ่อนอีกต่อไป”
คำพูดของเป่าเปาทำให้พี่ชายคนรองถึงกับตกตะลึง
นี่คือความคิดของเด็กวัยห้าขวบในตอนนั้นงั้นหรือ? นาง
ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ต้องเจ็บปวดมามากเพียงใด ถึงได้มี
ความคิดลึกซึ้งขนาดนี้ได้เขาคิดเพียงแค่ตัวเองเป็น
ผู้ถูกกระทำ แต่เมื่อได้ยินทุกอย่างก็รู้ได้ทันทีว่าความเสียใจ
ของเขาเทียบไม่ได้เลยกับเหล่าพี่น้องทั้งหลาย ทำให้หลี่เอ้อ
รู้สึกผิดและเอ่ยขอโทษเป่าเปากับคนอื่นๆ
เมื่อเป่าเปาพาเดินออกมาที่โถงรับแขกอีกครั้ง หมิงจู
ที่กำลังพาบุตรสาวนามว่าเยว่ซินและบุตรชายนามว่าเยว่
เล่อเดินมา ก็ได้แนะนำตัวให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
เด็กทั้งสองชอบท่านอาคนใหม่ของพวกเขาเป็นอย่าง
มาก เพราะท่านอาหน้าตาหล่อเหลาหมดจด ทั้งยังมีรูปร่าง
สูงใหญ่กำยำ ทำให้เด็กๆ ติดท่านอารองจนผู้เป็นแม่ถึงกับ
ต้องดุให้พวกเขาไปนอน
“ว่าแต่ท่านพ่อไปไหนหรือ?”
“อ้อ ข้าลืมไปเลย มาๆ ข้าจะพาพี่รองไปหาท่านพ่อ
เจ้าค่ะ”
เป่าเปามองไปบนฟ้าเมื่อเห็นว่าน่าจะถึงเวลาก็พาหลี่
เอ้อไปยืนรอที่หน้าประตูบ้านจังหวะที่ทั้งสองหยุดยืนพร้อม
กัน เสียงที่หน้าประตูก็ดังขึ้นทันที
แอ๊ดด~~~
ประตูแง้มออกอย่างแผ่วเบาโดยมีหลี่ชุนผู้เป็นบิดา
ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาและปิดประตูลงอย่างเบามืออีกครั้ง
“ท่านพ่อทำอะไรอยู่หรือขอรับ”
เสียงทักของลูกชายคนรองทำให้หลี่ชุนผู้เป็นพ่อ
สะดุ้งตกใจก่อนจะกระซิบเบาๆ ขึ้นว่า
“ชู่วๆ อย่าเสียงดัง เดี๋ยวแม่เจ้ารู้ว่าข้าแอบไปเที่ยว
นางจะลุกขึ้นมาตีข้า”
หลี่เอ้อพี่ชายคนรองคิดจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง แต่ถูก
เป่าเปาห้ามเอาไว้ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่เอ่ยสิ่งใด
ออกมา
หลี่ชุนผู้เป็นบิดาค่อยๆ เดินช้าๆ ไปที่ห้องนอนของ
เขาและภรรยา ดึงผ้าห่มลงก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในนั้น
แล้วเอ่ยรำพึงรำพันขึ้นว่า
“วันนี้ข้าก็ไปเที่ยวหอดนตรีมาอีกแล้วนะ เมื่อไหร่เจ้า
จะลุกขึ้นมาไล่ตีข้าเสียที…”
“…….”
หลี่เอ้อที่เห็นเช่นนั้นถึงกับน้ำตาเอ่อคลอ คนที่
เจ็บปวดน้อยที่สุดน่าจะเป็นเขากระมัง เขาได้แต่สะเทือนใจ
เมื่อเห็นผู้เป็นบิดาในตอนนี้