หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 29 ย่ำยี
ยังไม่ทันที่นางจะได้ถามเรื่องที่เขารู้จักนางในชาติ
ก่อน ก็มีเสียงวุ่นวายดังแว่วมาจากทางบ้านของนาง ทำให้
เป่าเปาต้องรีบชวนพี่ชายคนรองกลับไปที่บ้านทันที เสียง
ดังขนาดนี้ต้องมีเรื่องใหญ่แน่ๆ
แล้วก็เป็นดังคาด มีชาวบ้านในหมู่บ้านซานซัน
มากมายยืนล้อมอยู่ที่ลานบ้านของนาง เป่าเปารีบลงจาก
หลังของพี่ชายรอง ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปฟังเรื่องราว
พบว่ามีสตรีนางหนึ่งนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่กับพื้น โดย
มีสตรีวัยกลางคนที่คาดว่าจะเป็นมารดานั่งร้องไห้อยู่ข้าง
กัน
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับลูก
สาวข้าด้วยนะเจ้าคะ ฮือๆๆ”
เสียงสตรีวัยกลางคนเอ่ยขึ้นเหลือบตามองไปทาง
หัวหน้าหมู่บ้าน ก่อนจะหลุบตาลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เฟินซื่อ ท่านบอกว่าเอ้อหลางของเราข่มเหงรังแก
บุตรสาวของท่าน ท่านมีอะไรมายืนยัน??”
“บุตรสาวข้ายังเสียหายไม่พออีกหรือ ยังต้องให้นาง
เอาเรื่องเลวร้ายของลูกชายเจ้ามาแสดงให้ผู้อื่นเห็นอีกหรือ
อย่างไร”
เฟินซื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เมื่อเหลือบไป
เห็นเป่าเปาที่กำลังแทรกตัวเข้ามา นางก็เอ่ยขึ้นอีกว่า
“เจ้าเองก็มีบุตรสาว หากบุตรสาวถูกกระทำเช่นนี้
บ้างจะรู้สึกอย่างไร?”เมื่อถูกเบนประเด็นไปที่เป่าเปา หลี่
หลิงผู้เป็นแม่ถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง จนลืมคำถามที่ตั้งไว้
ก่อนหน้านี้
เฟินซื่อยืนขึ้นเท้าเอวเมื่อเห็นหลี่เอ้อกำลังก้าวเข้ามา
นางก็รีบวิ่งไปทางผู้นำหมู่บ้านและผู้อาวุโส ก่อนจะเอ่ยขึ้น
ว่า
“นั่นไงตัวการ ท่านต้องจัดการให้ข้านะ”
ทุกคนหันมองไปทางหลี่เอ้อลูกชายคนรองของ
ตระกูลหลี่เป็นสายตาเดียวกัน แม้แต่เป่าเปาเองก็มองไป
ทางพี่ชายของนางถึงจะยังไม่รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร แต่มัน
ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
หลี่เอ้อผู้ตกเป็นเป้าสายตามองไปรอบๆ ด้วยความ
งุนงง ผู้คนมากมายมาอยู่ที่บ้านของเขา ทั้งยังมีคนจาก
ตระกูลเฟินมายืนชี้หน้าเขาอยู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลี่หลิงผู้เป็นแม่ที่เห็นสีหน้างุนงงของลูกชายคนรอง
ก็รู้สึกสบายใจ แม้นางจะมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดน่าจะเป็น
เรื่องเข้าใจผิด แต่ก็อดรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้ เมื่อสบายใจ
แล้วนางก็เอ่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ลูกชายคนรอง และ
คนที่ไม่ได้อยู่ฟังเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้ฟังว่า
“เอ้อหลาง สะใภ้เฟินบอกว่าเจ้าไปข่มเหงรังแก
บุตรสาวของนางเมื่อสองวันก่อน”
“!!!”
หลี่เอ้อที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วที่เขาต้องคอยรับส่งเป่าเปาอยู่
ตลอดเวลา แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปข่มเหงรังแกผู้อื่น
เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามออกมา
ว่า
“ตั้งแต่สองวันที่แล้ว แล้วเหตุใดเพิ่งมาโวยวาย เอ้ย
มาร้องเรียนตอนนี้หรือเจ้าคะ”
“เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็กจะไปรู้อะไร”
เฟินซื่อตวาดกลับเสียงแข็ง ตราบใดที่นางได้
ค่าชดเชย นางก็ไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นว่าที่น้อง
สามีของบุตรสาว
“ข้าไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ หากเป็นข้าที่ถูกข่มเหงรังแก
ข้าจะร้องขอให้คนมาช่วยตั้งแต่วันที่ถูกรังแกแล้ว หากบอก
ว่าน่าอับอาย ข้าก็จะเงียบไว้ให้รู้ในใจเพียงคนเดียว ไม่
ออกมาป่าวประกาศให้คนมากมายรู้หรอกเจ้าค่ะ”
ชาวบ้านที่ได้ยินต่างมองไปที่เฟินซื่อด้วยความรู้สึก
หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของเป่าเปา
ที่ว่า เหตุใดเพิ่งออกมาตอนนี้
“เจ้ามันคนตระกูลหลี่ คนตระกูลหลี่จะไม่รับผิดชอบ
บุตรสาวข้าใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นผู้คนเริ่มคิดตามคำพูดของเด็กตัวเล็กๆ อย่าง
เป่าเปา เฟินซื่อก็เริ่มยืนไม่เป็นสุข รีบเรียกร้องความเป็น
ธรรมให้ตัวเองอีกครั้ง
หลี่เอ้อผู้เป็นจำเลยในเรื่องนี้ก็ไม่ยินยอมให้ตัวเองถูก
มัดมือชก ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“หากเจ้าบอกว่าข้าข่มเหงรังแกเจ้า ช่วยโปรดบอก
เวลาและสถานที่มาให้ข้าได้รู้ด้วยได้หรือไม่ แม้แต่ตัวข้าเอง
ยังจำไม่ได้เลย”
แม้คำพูดดูเหมือนจะเป็นคำถามธรรมดาๆ แต่
น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความแข็งกร้าวแม้แต่มือยังไม่เคย
จับจะให้เขามารับผิดชอบได้อย่างไร อีกทั้งตัวเขาเองยังมี
สตรีที่หมายปองอยู่ด้วย
“ย่ำยีร่างกายยังไม่พอ นี่เจ้าต้องการจะทำให้
บุตรสาวของข้าอับอายงั้นหรือ!!”
ย่ำยีร่างกาย?? ใครกันแน่ที่ทำให้บุตรสาวของตัวเอง
อับอาย
“สะใภ้เฟิน หากเจ้ามีหลักฐานก็รีบแสดงออกมา”
“หลักฐานงั้นหรือ? นี่ท่านคิดจะให้ข้าเอามาจากไหน
กัน มันไม่ใช่การขโมยของ แต่เป็นการขโมยพรหมจรรย์
ของบุตรสาวข้า จะไปเอาหลักฐานจากที่ไหนกัน!!”
ขโมยพรหมจรรย์??ยิ่งพูดบุตรสาวของนางยิ่งมีสีหน้า
ย่ำแย่ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็คิดเช่นเดียวกันแม้แต่ผู้นำ
หมู่บ้านยังรู้สึกว่าเฟินซื่อยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้บุตรสาวตัวเองดู
แย่ลงในสายตาผู้อื่น จนอดเอ่ยเตือนขึ้นมาไม่ได้
“งั้นเจ้าช่วยบอกสิ่งที่จะชี้ได้ว่าหลี่เอ้อผู้นี้ คือ
ผู้กระทำผิดต่อบุตรสาวเจ้า เพื่อให้พวกเราช่วยกันตัดสิน”
“เพ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงบอกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกไป”
“คือ ข้า…วันนั้นข้าอยู่ที่บ้านคนเดียวเพราะมารดา
ออกไปทำธุระ จู่ๆ พี่หลี่เอ้อก็บุกมาหาข้าถึงที่บ้าน แล้วก็
เอ่อ แล้วก็ ….ฮือๆๆๆ”
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของนางทำให้ชาวบ้านที่
เริ่มสงสัยกลับมารู้สึกสงสารขึ้นอีกครั้ง แม้จะรู้อยู่แล้วว่า
สองแม่ลูกคู่นี้โกหก แต่เป่าเปารู้สึกอยากรู้ว่าพวกเขา
ต้องการอะไรกันแน่ จึงกระซิบกับมารดาสองสามคำ หลี่
หลิงผู้เป็นแม่พยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“พวกท่านต้องการอะไรกันแน่”
“ข้าต้องการให้พวกเจ้ารับผิดชอบบุตรสาวของข้า”
“รับผิดชอบอย่างไร”
“เพราะพวกเจ้าทำผิดต่อตระกูลข้า ข้าเองก็ไม่ใช่คน
ใจร้ายกับว่าที่สามีของบุตรสาว ขอเพียงสินสอดและค่าทำ
ขวัญสิบตำลึง ข้าจะยอมให้บุตรสาวข้าแต่งเข้าตระกูลพวก
เจ้า”
เมื่อคำพูดของเฟินซื่อจบลง เสียงพูดคุยของเหล่า
ชาวบ้านก็ดังขึ้น
“เฮ้ สิบตำลึงมันไม่มากไปหรือ?”
“ได้ยินว่าพวกเขาได้เงินทำขวัญจากตระกูลตู้มาเยอะ
แค่นี้คงไม่มีปัญหาหรอก”
“เป็นข้านะ เอาตำลึงเดียวก็พอแล้ว ข้าวสุก
กลายเป็นข้าวสารแบบนี้ ถึงให้แต่งไปตระกูลอื่นคงยาก”
เฟินเพ่ยที่ได้ยินว่าตนจะได้แต่งงานกับหลี่เอ้อ บุรุษที่
ตนหมายปองก็ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย นางเคยปรึกษากับ
มารดาเรื่องที่นางชอบหลี่เอ้อมานานแล้วแต่เมื่อรู้ว่าหลี่เอ้อ
เป็นผู้ถูกเลือกไปทำงานที่เหมืองก็นั่งไม่ติด จนมารดาคิด
แผนการนี้ขึ้นมาได้
เป่าเปาที่ได้รู้จุดประสงค์ของสองแม่ลูกก็หัวเราะ
เยาะในใจ ดูจากปฏิกิริยาของเฟินเพ่ยแล้ว ต้องพึงพอใจ
พี่ชายคนรองอยู่แน่นอน คิดจะมาเป็นพี่สะใภ้ของข้าด้วย
วิธีการสกปรกงั้นหรือ ฝันไปเถอะ
“พี่สาว สองวันมานี้พี่ชายข้าไม่เคยอยู่ห่างจากข้าเลย
แม้แต่ก้าวเดียว หากเขาจะไปทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายกับท่าน
ข้าก็ต้องอยู่ในเหตุการณ์ด้วยน่ะสิเจ้าคะ”
“เจ้ามันพวกเดียวกัน จะพูดอะไรก็พูดได้”
“เรื่องนี้ข้าเป็นพยานได้ สองวันมานี้เป่าเปาจะขี่คอ
พี่ชายของนางตลอดเวลา จนข้ายังรู้สึกอิจฉาที่นางไม่ต้อง
เดินเองอยู่เลย”
ป้าจูที่อยู่บ้านข้างเคียงยืนอยู่ในกลุ่มคนเอ่ยขึ้นอย่าง
ติดตลก
“ข้าเองก็เป็นพยานได้ ช่วงกลางวัน เขาอยู่กับลูก
ศิษย์ของข้าตลอด ทั้งยังนั่งเรียนเป็นเพื่อนนางอีกด้วย”
ฮุ่ยซิ่วผู้เป็นอาจารย์ หลังได้ยินเสียงความวุ่นวายทาง
บ้านตระกูลหลี่ก็ตามมา และช่วยยืนยันด้วยกันอีกเสียง
หนึ่ง ทำให้ตอนนี้สองแม่ลูกเริ่มยืนไม่ติด สะกิดกันไปมา
“ไม่ใช่ๆ … ไม่ใช่ตอนกลางวัน แต่เขามาหาข้าตอน
กลางคืน!!”
เฟินเพ่ยรีบเอ่ยออกมาโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน
ทำให้เป่าเปาสวนถามกลับไปว่า
“พี่สาว บ้านท่านกับข้าอยู่ไกลกันพอสมควร หาก
พี่ชายข้าไปข่มเหงรังแกท่านจริง กว่าจะเดินไปเดินกลับก็
ต้องมีคนเห็นเขาบ้าง ข้าขอถามว่าในที่นี้มีใครเคยเห็น
พี่ชายข้าเดินเพ่นพ่านยามดึกบ้างหรือไม่?”
“เฮอะ คนจะออกมาทำเรื่องชั่วร้ายที่ไหนกล้าแสดง
ตัวให้ผู้อื่นเห็น เขาต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แล้ว พวกท่านว่า
จริงหรือไม่”
ชาวบ้านที่ได้ยินส่วนใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย คงไม่มี
ใครที่จะเดินอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อออกไปทำเรื่องเลวร้าย
แน่นอน ดังนั้นคำพูดนี้ของเฟินซื่อจึงฟังดูสมเหตุสมผล
อีกอย่างเรื่องเสียหายแบบนี้คงไม่มีใครนำมาพูดเล่น
กันหรอก ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังรู้สึกเห็นใจตระกูลเฟิน
คิดว่าเขาเป็นผู้ถูกกระทำ
“ไม่จริง ข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
หลี่เอ้อลูกชายคนรองเป็นคนตรงไปตรงมา คิด
อย่างไรพูดอย่างนั้น เฟินซื่อที่ได้ยินก็ยิ้มมุมปาก ก่อนจะ
แสร้งเช็ดน้ำตาเอ่ยขึ้นว่า
“หากเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่แล้ว แล้วจะมาทำเช่นนี้
กับบุตรสาวข้าทำไมกัน เพ่ยเอ๋อร์ผู้น่าสงสารของแม่”
ผู้คนที่ได้ฟังก็คิดไปทางเดียวกับเฟินซื่อกล่าวเพราะห
ลี่เอ้อมีคนที่ชอบอยู่แล้วจึงไม่ยอมรับผิดชอบบุตรสาว
ตระกูลเฟิน เป่าเปาได้แต่ส่ายหัวในความตรงไปตรงมาของ
พี่ชาย ก่อนจะถามคำถามออกไปว่า
“พี่สาวบอกว่าพี่ชายรองข้าไปหาท่านตอนมารดา
ท่านไปทำธุระ ธุระอะไรถึงต้องไปทำดึกๆ ดื่นๆ หรือเจ้า
คะ”
“เฮอะ ข้าจะมีธุระส่วนตัวไม่ได้หรืออย่างไร”
ผู้นำหมู่บ้านที่เห็นคำตอบคลุมเครือจึงเอ่ยขึ้นว่า
“หากเจ้าอยากยืนยันความถูกต้อง ควรตอบให้
ชัดเจน”
“ข้าออกไปดื่มวันครบรอบวันแต่งงานกับสามีที่หลุม
ศพ เจ้าค่ะ”
เฟินซื่อตอบโดยไม่ติดขัด เพราะนางพูดถ่วงเวลา
เพื่อให้มีเวลาคิดคำตอบเอาไว้ เป่าเปาไม่ได้ตื่นตระหนกที่
อีกฝ่ายสามารถตอบได้ นางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะถามขึ้นอีกว่า
“เช่นนั้น ข้าขอถามคำถามสุดท้ายว่า พี่ชายข้าจะรู้ได้
อย่างไรว่าท่านป้าเฟินไม่อยู่บ้านในวันนั้นเจ้าคะ”