หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 13 ดูข้าเป็นตัวอย่าง
เช้าวันรุ่งขึ้น เป่าเปายังคงตื่นตั้งเแต่เช้าและเข้าไป
นอนต่อหลังออกกำลังกายจนเหนื่อย เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ก็พบว่าวันนี้เป็นวันที่พี่ชายสองคนของนางต้องออกไปขาย
ของที่ตลาดในเมือง เป่าเปาที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านแม่ ข้าอยากไปเที่ยวตลาดด้วยเจ้าค่ะ”
หลี่หลิงผู้เป็นแม่ที่กำลังจะเอ่ยปฏิเสธก็ถูกหลี่ชุนผู้
เป็นสามีเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“โอ้ว เป่าเปาน้อยของพ่ออยากไปเที่ยวหรือเดี๋ยวพ่อ
พาลูกไปเอง”
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อรู้สึกอิจฉาเหล่าลูกชายที่ได้อยู่กับเป่า
เปามากกว่าเขารีบเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปกระซิบกับภรรยา
ที่รักว่า
“ลูกเพิ่งหายป่วย หากเจ้าปฏิเสธนางจนล้มป่วยไป
อีกจะทำอย่างไร”
หลี่หลิงเหลือบตามองสามีนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้ท่านรับงานสร้างบ่อน้ำที่บ้านเศรษฐีคุนมิใช่
หรือ? ท่านจะพาลูกสาวเราไปเที่ยวอย่างไร”
หลี่ชุนผู้เป็นสามีกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด แต่
ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ก็ถูกภรรยาพูดดักคอขึ้นก่อนว่า
“หากท่านบอกว่าจะยกเลิกงานเพื่อพาเป่าเปาไป
เที่ยวแล้วล่ะก็ หึ”
“ไม่ๆๆๆ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย”
“อ้าวท่านพ่อจะผิดคำพูดกับข้าหรือเจ้าคะ”
“ไม่ๆๆๆ พ่อไม่ได้จะผิดคำพูด”
“แล้วตกลงท่านจะเอายังไง”
สตรีต่างวัยสองนางมองไปทางหลี่ชุนเป็นสายตา
เดียวกัน ราวกับว่าหากได้รับคำตอบไม่ถูกใจ ท่านได้มีเรื่อง
กับข้าแน่ ทำให้หลี่ชุนถึงกับเหงื่อตก ยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ
ทิ้งไป เมื่อเหลือบไปเห็นลูกชายคนโตที่กำลังเดินเข้ามาก็
รีบเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้พ่อไม่ว่าง ให้พี่ชายคนโตของลูกไปแทนก็แล้ว
กัน”
“มันจะดีหรือ?”
“เรื่องอันธพาลที่เคยมาหาเรื่องนั่นก็ผ่านไปนานมาก
แล้ว เขาคงเลิกสนใจต้าหลางแล้วล่ะอีกอย่างข้าว่าต้าหลาง
กับเอ้อหลางเองก็โตมากพอจะพาน้องสาวของเขาไปตลาด
ได้บ้างแล้วนะ”
เป่าเปาพยักหน้าสนับสนุนจนคอของนางแทบจะ
หลุดลงมา หลี่หลิงยังไม่เลิกจ้องหน้าสามีของตัวเอง แต่
นางก็คิดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ดีที่สุดแล้ว หากลูก
สาวคนเล็กต้องการไปเที่ยวที่ตลาด นางขบคิดถึงคำพูดของ
สามีที่บอกว่า เป่าเปาพึ่งหายอาจรู้สึกผิดหวังจนล้มป่วยไป
อีกทำให้นางยินยอมให้บุตรสาวได้ไปตลาดในครั้งนี้
จริงๆ แล้วหลี่หลิงก็อยากเป็นคนพาเป่าเปาไปด้วย
ตัวเอง แต่ที่บ้านยังต้องมีคนช่วยอยู่จัดการเรื่องอาหาร
ครั้นจะใช้วิธีซื้อกลับมาแทนที่การลงมือทำเอง ดูท่าจะเสีย
เงินมากเกินความจำเป็น ตั้งแต่บุตรสาวป่วยสองรอบ
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เรื่องการเงินที่บ้านก็ค่อนข้างขัด
สนดังนั้นอะไรที่ประหยัดได้นางก็ควรประหยัด
“ไว้ครั้งหน้าแม่เป็นคนพาลูกไปดีหรือไม่?”
“แต่ข้าอยากไปกับพี่ๆ วันนี้นี่เจ้าคะ”
เป่าเปาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ อาจารย์
เปลี่ยนใจไม่รับเป็นศิษย์แถมยังไม่ได้ไปเที่ยวอีก จิตใจอัน
บอบบางของเด็กหญิงตัวน้อยเริ่มสั่นไหว ทำให้หลี่หลิงผู้
เป็นแม่ถอนหายใจก่อนจะอนุญาตให้นางติดตามพี่ชายไป
ตลาดในครั้งนี้ได้ แต่นางเอ่ยกำชับขึ้นว่า
“ไปครั้งนี้ลูกต้องเชื่อฟังคำพูดของพี่ชายให้มากๆ รู้
หรือไม่ ไม่เช่นนั้น ครั้งหน้าแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกไปกับพี่ๆ
อีก”
เป่าเปาพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ก่อนจะยิ้มและ
ตะโกนอย่างดีใจออกมา สำหรับเด็กในเมืองกับเด็กใน
ชนบทนั้นแตกต่างกัน ทุกๆ วันเด็กในชนบทต้องเอาตัว
รอดจากสภาพแวดล้อมทำให้เด็กในชนบทส่วนใหญ่มี
ความคิดและการกระทำที่โตกว่าเด็กในเมือง อย่างเช่นเป่า
เปาที่มีอายุเพียงสี่ขวบ แต่กลับพูดจาฉะฉาน ฟังคำสั่งและ
ทำตามได้ทั้งหมด เพราะความที่เป่าเปาเป็นเด็กที่เชื่อฟังดี
มาโดยตลอดดังนั้นหลี่หลิงถึงยอมให้นางเข้าเมืองไปกับพี่ๆ
ในครั้งนี้
หลี่ต้าพี่ชายคนโตกับหลี่เอ้อพี่ชายคนรองฟังคำ
กำชับของแม่อย่างตั้งใจก่อนจะเริ่มออกเดินทางโดยมี
น้องสาวคนเล็กเป็นผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้
ระหว่างทางหลังจากเดินทางมาได้พักหนึ่งเป่าเปาก็
เริ่มเหนื่อยจนเดินไม่ไหว พี่ชายทั้งสองจึงผลัดกันให้เป่าเปา
ขึ้นขี่คอ เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ตลาดเมืองทังโจว ระหว่าง
ทางเด็กน้อยช่างจ้อก็เอ่ยขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ ท่านมีสตรีในดวงใจหรือยังเจ้าคะ?”
“ยังไม่มีหรอก”
“ข้าว่าพี่หมิงจูก็น่ารักดีนะเจ้าคะ”
“หมิงจูทำไมหรือ”
คำพูดและสีหน้าเรียบเฉยของหลี่ต้าพี่ชายคนโตทำ
ให้เป่าเปาเลิกถามพี่ชายคนโตในเรื่องนี้ ก่อนจะหันไปถาม
พี่ชายคนรองแทน
“แล้วพี่รองล่ะเจ้าคะ มีสตรีในดวงใจแล้วหรือยัง?”
“น้องเล็ก เจ้ายังเป็นเด็กเป็นเล็ก จะมารู้เรื่องรักๆ
ใคร่ๆ ได้อย่างไรกัน ”
ระหว่างทางเป่าเปาหาเรื่องคุยกับพี่ชายไปเรื่อยๆ
เพราะนางไม่ชอบความเงียบ ไม่คิดว่าคำถามของนางจะทำ
ให้หลี่เอ้อพี่ชายคนรองจะหน้าขึ้นสีเล็กน้อย
“เอ๊ะ พี่รอง ท่านตอบไม่ตรงคำถามอยู่นะ”
“ไม่มีๆ ข้ายังไม่มีคนที่ชอบหรอก ไม่มีจริงๆ”
“เอ๋ ท่านแม่เคยบอกไว้ว่า คนที่ชอบพูดซ้ำๆว่า ไม่มีๆ
จริงๆ แสดงว่ามี”
“ก็บอกแล้วว่าไม่มีไงเล่า”
ยิ่งพูดหน้ายิ่งขึ้นสี แต่คำปฏิเสธหนักแน่นทำให้เป่า
เปาอดสงสัยไม่ได้ ก่อนจะถามต่อไปว่า
“ไม่มีจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีๆๆ”
คำปฏิเสธไม่หยุดของหลี่เอ้อ บวกกับท่าทางกระวน
กระวายใจทำให้แม้แต่พี่ชายคนโตอย่างหลี่ต้ายังรู้สึกได้
น้องชายของเขาแอบชอบสตรีผู้ใดกันนะ เป่าเปาหรี่ตาลงอ
ย่างสงสัยแต่ก่อนจะถามอะไรมากกว่านี้ นางกลับหันไป
สนใจประตูเมืองทังโจวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า จนเลิกสนใจ
เรื่องของพี่ชายคนรอง
ทั้งสามเดินทางไม่นานก็สามารถมายืนอยู่หน้าประตู
ทางเข้าเมือง และเดินเข้าไปด้านในโดยไม่มีการเก็บค่าผ่าน
ทาง
“โชคดีจังเลยนะพี่ใหญ่ ที่ไม่โดนเก็บค่าเข้าเมืองแล้ว”
ก่อนหน้านี้ที่เขากับน้องชายคนที่สามเข้าเมืองครั้ง
ก่อน ได้ถูกเก็บค่าเข้าคนละหนึ่งเหวิน ทำให้พวกเขาสอง
คนต้องนำของมาขายเยอะขึ้น แต่ตอนนี้หลังจากใต้เท้าอู
ถูกปลดและรอผู้รักษาการคนใหม่ เจ้าเมืองได้ประกาศ
ยกเลิกการเก็บค่าเข้าเมือง ทำให้เมืองทังโจวแห่งนี้กลับมา
คึกคักขึ้นอีกครั้ง
“พี่ใหญ่ๆเขาประกาศรับคนรักษาการผู้ตรวการเมือง
ทังโจวงั้นหรือ”
“หืม น้องเล็ก เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ก็กระดาษที่ติดตรงนั้นมันเขียนแบบนี้”
“เอ๋!! น้องเล็ก เจ้าอ่านประกาศนั้นออก หรือ?”
เป่าเปาเกาหัวทีหนึ่งเมื่อครู่นี้เหมือนนางจะอ่านมัน
ออกอยู่นะ แต่ตอนนี้เมื่อมองไปอีกครั้งกลับพบว่านางอ่าน
ไม่ออกเสียแล้วนางจึงได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ
หลี่ต้ามองน้องสาวก่อนจะพยักหน้า ไม่แน่ว่า
น้องสาวอาจจะได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดกันก็เป็นได้ มันจะ
เป็นไปได้อย่างไรที่นางจะอ่านหนังสือออกทั้งๆ ที่ยังไม่ได้
เรียน ดังนั้นเขาจึงปัดเรื่องนี้ทิ้งไป ก่อนจะบอกให้น้องชาย
คนรองออกไปหาที่วางแผงขายของเหมือนทุกครั้ง
หลังจากหลี่เอ้อจากไป อันธพาลคนเดิมได้เดินมาหยุดอยู่
ตรงหน้าสองพี่น้อง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“โอ้ นี่เจ้ายังจะกล้ามาขายของอีกหรือ?”
อันธพาลคนเดิมเมื่อเห็นหลี่ต้าก็ตรงเข้ามาหาทันที
จริงๆแล้วเขาไม่ได้สนใจเจ้าหนุ่มคนนี้มากนักหรอก แต่
เพราะเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีและอยากหาเรื่องคน เมื่อเห็น
เป้าหมายจึงพุ่งตรงเข้ามาทันที
หลี่ต้าพี่ชายคนโตตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่
เพราะน้องสาวคนเล็กอยู่ด้านหลังของเขา ทำให้เขาไม่
สามารถแสดงความอ่อนแอออกมาได้ในขณะนี้ ดังนั้นเขา
จึงตั้งสติก่อนจะเอ่ยตอบไปว่า
“ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เป็นของใคร เหตุใดข้าถึงมาขาย
ของไม่ได้”
“ปากกล้าดีนี่ ไม่เห็นเหมือนครั้งที่แล้ว เฮอะ เอา
เถอะ ตอนนี้ที่นี่ข้าคุม หากเจ้าต้องการขายของก็จ่ายค่า
คุ้มครองมาซะ ข้าคิดครั้งละสิบอีแปะ”
เป่าเปาเหลือบมองหลี่ต้าพี่ชายคนโตที่กำลังสับสน
ก่อนจะมองไปทางอันธพาลที่มาหาเรื่องพวกนาง พี่ชาย
ใหญ่ตัวโตกว่าอันธพาลผู้นั้นเสียอีก มีอะไรน่ากลัวกัน
ดังนั้นเป่าเปาจึงตัดสินใจสร้างแรงฮึดให้พี่ชายคนโตโดยเอ่ย
ขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ท่านดูข้าเป็นตัวอย่างให้ดี!!”
ก่อนหน้านี้นางได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาเหมือนกัน
นะ แม้จะแค่ในฝันก็เถอะ เป่าเปาตั้งท่าวางมือวางเท้าตาม
แบบแผนที่เคยเห็นในฝันก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ด้วยความ
มั่นใจ ก่อนจะยกเท้าเตะขึ้นเหนือศีรษะและเกิดเสียงดังลั่น
ขึ้น
ผลัก~~
“แง๊ๆๆๆ”
น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหนพาลไหลออกมาเป็นสาย
เพราะการยกเท้าผิดจังหวะทำให้เป่าเปาล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับ
พื้น ผู้คนรอบด้านที่เห็นต่างหันมามองเด็กน้อยนั่งร้องไห้
อยู่กับพื้น ก่อนจะซุบซิบนินทาอันธพาลกันยกใหญ่
“ต้าซ่งผู้นี้น่ากลัวมากขนาดเด็กหญิงตัวเล็กๆ ยังไม่
ละเว้น”
“นั่นสินึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะชั่วร้ายได้ขนาดนี้”
“เฮ้ยข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!!”
แต่ชาวบ้านไม่สนใจคำพูดของเขา ต่างคนต่างพูดคุย
กันถึงความชั่วร้ายของเขา ทำให้เขาทนไม่ไหวตะโกนเสียง
ดังลั่น
“เลิกร้องได้แล้ว ข้าไม่คิดค่าคุ้มครองจากพวกเจ้าก็ได้
!!เฮอะ!!”
กล่าวจบเขาก็รีบหมุนตัวไปทันที หลี่ต้าพี่ชายคนโตที่
เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยอย่างจริงใจว่า
“น้องเล็ก เจ้าเก่งมากจริงๆ แต่ข้าโตแล้ว คงทำแบบ
นี้ไม่ได้ผลหรอก”
“…”
เป่าเปาพูดอะไรไม่ออก นี่มันไม่ใช่สิ่งที่นางตั้งใจทำ
ให้ดูเสียหน่อย เฮ้อ
หลังจากหลี่เอ้อพี่ชายคนรองหาที่เหมาะๆ ได้ เขาก็
กลับมาหาพี่ชายของเขา โดยไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน
หน้านี้
หลี่ต้าพี่ชายคนโตเองก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้
น้องชายฟัง ส่วนเป่าเปาก็รู้อับอายเกินกว่าจะโอ้อวด
ออกไป ดังนั้นหลี่ต้าพี่ชายคนโตและหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
จึงเดินตามหลี่เอ้อพี่ชายคนรองไปเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันนี้พวกเขาขายได้เร็วเป็นพิเศษ ทั้งยังได้เงิน
มากกว่าปกติอีกเล็กน้อย อาจเพราะผู้คนที่มาซื้อผักรู้สึก
เอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยแก้มยุ้ยพุงยื่นอย่างเป่าเปา จึงไม่มี
ใครต่อราคา ทั้งยังช่วยกันอุดหนุนจนของที่นำมาขายออก
หมดอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามจึงเก็บของกลับบ้านอย่างมีความสุข โดยไม่มี
อุปสรรคใดๆ หลี่เอ้อพี่ชายคนรองที่กังวลเรื่องอันธพาลจะ
มาหาเรื่องก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขณะที่ทั้งสามกำลังจะออกจากเมือง ได้มีขบวนรถ
ม้าวิ่งผ่านหน้าพวกเขาทั้งสาม จังหวะผ่านหน้าของเป่าเปา
ได้มีแม่นางน้อยผู้หนึ่งเปิดม่านรถม้าออกมา สบสายตาเข้า
กับเป่าเปาโดยบังเอิญก่อนที่นางจะปิดม่านลงอีกครั้ง
เป่าเปาที่เห็นหน้าแม่นางน้อยผู้นั้นก็ตะโกนร้องเรียก
ด้วยความรู้สึกหลากหลายขึ้นว่า
“ต้าหนี่!!”
เป่าเปารู้สึกปวดหัวขึ้นมากะทันหัน นางไม่รู้เหตุใด
ถึงมีความรู้สึกหลากหลายแทรกซึมเข้ามาในตัวของนาง
เป่าเปาตะโกนเรียกแม่นางน้อยผู้นั้นอีกครั้งก่อนจะสลบลง
ไป โดยมีหลี่ต้าพี่ชายคนโตรับนางไว้ในอ้อมแขนได้ทันเวลา