หย่ารักประธานฉี - บทที่ 177 เขาเป็นคนแปลกหน้าเหรอ?
บทที่ 177 เขาเป็นคนแปลกหน้าเหรอ?
ส่าวเหมยไม่เต็มใจที่จะหลีกทางจากประตู แต่ก็ยืนกรานใช้ร่างเล็ก ๆ ของตัวเองกั้นฉีส่าวฉิงไว้ พลางบ่นไม่หยุด “คุณแม่คะ คุณครูบอกว่าไม่ควรพาคนแปลกหน้ากลับบ้าน คุณแม่ไม่เชื่อฟังเลย”
ฉีส่าวฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว เขาเป็นคนแปลกหน้าเหรอ?
แม่บ้านเฉินหัวเราะคิกคัก รีบหันไปทำอาหารต่อ ดูเหมือนคุณหนูส่าวเหมยจะตั้งใจแกล้งคุณชายเสียแล้ว
ลู่จั่นเหยียนรู้สึกอึดอัดไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอจะบอกได้อย่างไรว่าฉีส่าวฉิงเป็นคนตามขึ้นมาเองอย่างไม่ยอมแพ้?
เหลือบไปเห็นเค้กสตรอว์เบอร์รีบนโต๊ะที่ถูกกินไปเกือบครึ่งแล้ว เธอจึงตีหัวส่าวเหมยเบา ๆ อย่างตำหนิ แล้วหันไปมองแม่บ้านเฉินที่กำลังยุ่งอยู่ในครัว
“ป้าเฉินคะ ส่าวเหมยหลอกให้ป้าซื้อเค้กให้อีกแล้วใช่ไหมคะ”
แม่บ้านเฉินปิดก๊อกน้ำ เมื่อได้ยินคำถามชัดเจนก็ถามอย่างประหลาดใจ “เค้กนี้ไม่ใช่คุณหนูสั่งให้ส่งมาเหรอคะ?”
“ฉันเหรอ?” วันนี้เธอใจลอย… ไม่ได้สั่งให้ส่งเค้กอะไรมาเลย
“ไม่ใช่คุณแม่เหรอคะ? หรือจะเป็นคุณแม่จิ้งจิ้ง? คุณแม่ลองถามคุณแม่จิ้งจิ้งดูสิคะว่าซื้อเค้กจากร้านไหน หนูไม่เคยกินเค้กสตรอว์เบอร์รีอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”
ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายวิบวับ ตอนเช้าคุณแม่จิ้งจิ้งโทรมาบอกว่าจะซื้อเค้กสตรอว์เบอร์รีมาให้กิน ต้องเป็นคุณแม่จิ้งจิ้งสั่งให้ส่งมาแน่ ๆ นึกถึงเค้กอร่อยแล้วเด็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะกินอีกคำ จมดิ่งอยู่ในความสุขจากรสชาติอันแสนอร่อย
ลู่จั่นเหยียนโทรหาเจียงจิ้งด้วยความสงสัย ปลายสายเสียงดังเหมือนมีคนเยอะ “จิ้งจิ้ง เธออยู่ไหนน่ะ?”
“ฉันกำลังซื้อเค้กสตรอว์เบอร์รีที่ร้านโปรดของส่าวเหมยน่ะ ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นอะไร คนเยอะมาก ต่อแถวยาวเหยียดเลย”
เสียงของเจียงจิ้งดังมา สีหน้าของลู่จั่นเหยียนเปลี่ยนไปทันที แต่ก็พยายามควบคุมลมหายใจและน้ำเสียง “ไม่ต้องต่อแถวแล้ว คืนนี้ฉันจะพาส่าวเหมยไปทดลองเรียนปั้นดินเผา พรุ่งนี้ค่อยซื้อให้เธอแล้วกัน วางสายก่อนนะ”
วางสายแล้วหัวใจของเธอก็เต้นรัวขึ้นมาทันที เห็นส่าวเหมยกำลังจะเอาเค้กเข้าปากอีก จึงรีบแย่งส้อมมา
“ห้ามกินนะ!”
“คุณแม่คะ?”
ส้อมถูกแย่งไป สีหน้าและน้ำเสียงของคุณแม่ก็ผิดปกติ ส่าวเหมยงงไปหมด คุณแม่จะห้ามเธอกินของหวานจริง ๆ และบังคับให้ลดน้ำหนักเหรอ? เธอยังเป็นเด็กอายุห้าขวบที่กำลังเติบโต มันจะโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า
“ส่าวเหมย ลูกรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม? แม่จะพาไปโรงพยาบาล”
“คุณแม่เป็นอะไรไปคะ?”
ลู่จั่นเหยียนร้อนใจ ไม่ได้ตอบคำถามของส่าวเหมย อุ้มเธอเดินออกไปข้างนอกทันที หากเค้กนี้เป็นของที่เซี่ยงหว่านส่งมา ผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดาได้
ฉีส่าวฉิงเห็นเธอตื่นตระหนกจนริมฝีปากสั่น ขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกผิด รีบยื่นมือออกไปห้ามเธอไว้
“คุณหลีกไปซะ!” เพราะความร้อนใจ น้ำเสียงของเธอจึงเย็นชามาก
“เค้กไม่ได้เป็นของที่เซี่ยงหว่านส่งมา แต่เป็นผมที่จ้างพ่อครัวมาทำให้ส่าวเหมยโดยเฉพาะ”
รู้ว่าเด็กน้อยชอบกินเค้กสตรอว์เบอร์รี จึงจ้างพ่อครัวขนมหวานระดับสูงจากฝรั่งเศสมาเป็นพิเศษ ไม่คิดว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้เธอตกใจ
“คุณเหรอ?”
ลู่จั่นเหยียนมองฉีส่าวฉิงด้วยความประหลาดใจ แขนที่อุ้มส่าวเหมยเริ่มสั่นเบา ๆ ทำให้เด็กน้อยตกใจรีบดิ้นลงจากอ้อมกอดของเธอ “คุณแม่สั่นไปหมดแล้ว ส่าวเหมยไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ”
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเธอที่ชอบกินเค้กสตรอว์เบอร์รีมากเกินไป ถึงขนาดไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนส่งเค้กมาก็กินไปตั้งเยอะ ทำให้คุณแม่ต้องกังวลและกลัว
ลู่จั่นเหยียนค่อย ๆ สงบความตื่นตระหนกและความกลัวในใจลง เงยหน้ามองฉีส่าวฉิงที่มีสีหน้าละอายใจ น้ำเสียงของเธอค่อย ๆ ดีขึ้น
“ฉีส่าวฉิง คุณช่วยออกไปได้ไหม”
แม่บ้านเฉินกำลังเตรียมผัดอาหาร เมื่อได้ยินคำสั่งไล่ออกอย่างกะทันหัน ก็หยุดมือลงด้วย คุณหนูยังให้คุณชายเข้ามาในบ้าน นั่นหมายความว่าทั้งสองคนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงได้ไล่คนออกไป
ส่าวเหมยมีรอยยิ้มซุกซนในดวงตา แต่เมื่อมองเค้กที่ยังกินไม่หมด ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา แย่แล้ว กินของคนอื่นแล้วยังพูดไม่ดีใส่เขาอีก…
“จั่นเหยียน ผมแค่อยากให้คุณกับส่าวเหมย……”
“สิ่งที่คุณให้พวกเรา นอกจากความเจ็บปวดก็มีแต่ความลำบากใจ”
ลู่จั่นเหยียนตัดบทคำพูดที่เขายังพูดไม่จบ หลับตาที่รู้สึกแสบร้อนลง สูดหายใจลึกแล้วจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ม่านตาสะท้อนใบหน้าของเขา ริมฝีปากซีดเผือดเอ่ยขึ้น “ออกไปเถอะ”
ฉีส่าวฉิงมองใบหน้าซีดเซียวของเธอหลังจากตกใจ ริมฝีปากบางขยับหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
ประตูห้องถูกเปิดและปิดลง ส่าวเหมยมองประตูแล้วหันไปมองลู่จั่นเหยียน ยืนอย่างว่าง่ายอยู่ข้าง ๆ เธอรู้สึกได้ว่าคุณแม่กำลังเสียใจ
“คุณหนู…”
เมื่อได้ยินแม่บ้านเฉินเรียก ลู่จั่นเหยียนใช้มือปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง ผ่านไปสองสามวินาทีก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
เดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว เธอปิดประตูแล้วพิงร่างกายที่อ่อนล้าลงกับบานประตู หายใจลึก ๆ หลายครั้ง จึงค่อย ๆ ย้ายเท้าเดินไปที่หน้าต่าง
เปิดม่านหน้าต่างออกเล็กน้อย ก็เห็นรถของฉีส่าวฉิงยังจอดอยู่ข้างล่าง ร่างสูงโปร่งของเขาทอดเงายาวใต้แสงไฟถนน ยาวจนราวกับจะทอดเข้าไปในหัวใจของเธอ
‘ฉีส่าวฉิง ฉันไม่สามารถหลอกตัวเองได้ ฉันยอมรับ ว่าฉันยังคงรักนาย’
‘แต่เมื่อห้าปีก่อน ความรักของฉันแลกมาด้วยความเจ็บปวดมากมาย’
ห้าปีผ่านไป ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
‘นายบอกฉันสิ ฉันควรเผชิญหน้ากับนายอย่างไร จะก้าวข้ามความกลัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้อย่างไร?’
ข้างล่าง ฉีส่าวฉิงจุดบุหรี่แต่ไม่ได้นำขึ้นริมฝีปาก ปล่อยให้มันลุกไหม้ระหว่างนิ้วมือในสายลมเย็น สายตาลึกล้ำของเขาจ้องมองหน้าต่างชั้นบนสุดไม่วางตา
จนกระทั่งบุหรี่เกือบจะไหม้มือ เขาจึงละสายตาและก้มลงดับมัน
รถแล่นมาถึงผับหงเหยียน เฉิงสือเห็นเขามาช่วยทำยอดขาย ก็ยิ้มอย่างสดใส “นับว่านายยังมีน้ำใจอยู่บ้าง วางใจเถอะ ฉันจะไม่รีดไถนายหนักเกินไป ทำธุรกิจต้องคำนึงถึงความยั่งยืน”
ค่อย ๆ รีดไถตามแผนจึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
“อย่าพูดมาก เอาเหล้ามา”
ฉีส่าวฉิงถอดเสื้อสูทโยนลงบนโซฟา นิ้วเรียวยาวดึงเนคไทออก แล้วทิ้งตัวลงนั่ง
เฉิงสือเห็นสภาพของเขาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จึงเลิกคิ้วขึ้น “ไม่จริงน่า ผู้หญิงอารมณ์แปรปรวนเร็วก็พอเข้าใจได้ แต่นายเป็นผู้ชายตัวโต ทำไมเปลี่ยนแปลงง่ายเหมือนกัน เมื่อคืนก้าวหน้าไปไกล ยังไม่ทันได้ฉลองก็ทำหน้าบึ้งอีกแล้ว คราวนี้เป็นอะไรอีกล่ะ?”
อดอาหารมาห้าปีในที่สุดก็ได้กินเนื้อ ควรจะดีใจกันถ้วนหน้า ใครไปทำให้ไอ้หมอนี่โมโหอีก?
เมื่อเผชิญหน้ากับเพื่อนสนิท ฉีส่าวฉิงก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร เขาเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แล้วยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียวหมด “นายว่าฉันใจร้อนเกินไปหรือเปล่า?”
เขาไม่กลัวที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตกับลู่จั่นเหยียน แต่กลับหวังว่าจะสามารถลบความทรงจำห้าปีนั้นออกไปได้เร็ว ๆ และสร้างความทรงจำแห่งความสุขขึ้นมาใหม่
แต่ความจริงก็คือ ระหว่างพวกเขาไม่ใช่แค่ช่วงเวลาห้าปีเท่านั้น ยังมีเซี่ยงหว่านอีกคนด้วย
“ใจร้อนก็สมควรแล้ว เรื่องนี้ต้องตีเหล็กตอนร้อน แต่เซี่ยงหว่านก็เป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ”
ตราบใดที่เธอยังอยู่ ก็เหมือนกับระเบิดเวลาที่วางอยู่ระหว่างฉีส่าวฉิงกับลู่จั่นเหยียน