หย่ารักประธานฉี - บทที่ 173 ขอโทษ ผมผิดเอง
บทที่ 173 ขอโทษ ผมผิดเอง
ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าการแต่งงานกับเธอเป็นเพียงการระบายอารมณ์ แต่เมื่อเธอตกทะเลและหายสาบสูญไป เขาถึงได้ตระหนักว่าการแต่งงานกับเธอเป็นเพราะเธอคือคนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันไปตลอดชีวิต
กลิ่นอายคุ้นเคยโถมเข้ามาอีกครั้ง ราวกับยาเสพติดที่ทำให้คนหลงใหล ลู่จั่นเหยียนกัดริมฝีปาก ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักฉีส่าวฉิงออกอย่างแรง ทำให้ความรู้สึกหายใจไม่ออกดีขึ้นเล็กน้อย เธอก้าวขาที่อ่อนแรงไปหยุดที่ประตู
“ถ้าทุกอย่างสามารถกดปุ่มย้อนกลับได้ก็คงดี”
ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามารถกลับไปยังวันแรก ๆ ได้ เธอจะไม่หยิ่งเช่นนั้น เขาก็จะไม่เผด็จการเช่นนั้น ระหว่างพวกเขาจะไม่มีเซี่ยงหว่าน ไม่มีฉีจวินถิง ไม่มีความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้น เธอก็ยังคงเป็นคุณนายฉีที่หวังความสุขจากใจจริง
แต่ชีวิตเช่นนั้นได้หายไปตั้งแต่วันหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน
ฉีส่าวฉิงกระชากมือที่กำลังจะเปิดประตูของเธออย่างแรง ลมหายใจเย็นเยียบก็เร่งรีบขึ้นตามไปด้วย ไม่สนใจว่าจะทำให้เธอเจ็บหรือไม่ รีบกักขังเธอไว้
“ไม่ต้องย้อนกลับ จั่นเหยียน พวกเราเริ่มต้นใช้ชีวิตด้วยกันตั้งแต่ตอนนี้เถอะนะ”
มือถูกบีบจนเจ็บ แต่หัวใจยิ่งเจ็บกว่า ราวกับหัวใจห้องซ้ายและห้องขวาถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ในที่สุดลู่จั่นเหยียนก็ควบคุมตัวเองไม่ได้และร้องไห้ออกมา มือที่ถูกบีบกำแน่น ทุบลงบนหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงของเขาอย่างแรง
ฉีส่าวฉิงไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้เธอระบายความโกรธและความเจ็บปวดที่สะสมมาห้าปีออกมา จนกระทั่งลู่จั่นเหยียนทุบจนเหนื่อย เขาจึงโอบเธอเข้าสู่อ้อมกอด
“ขอโทษ ผมผิดเอง”
ลู่จั่นเหยียนซบอยู่ที่อกของเขา น้ำตาไหลมากขึ้น เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าในพจนานุกรมของฉีส่าวฉิงมีคำว่า ‘ขอโทษ’ ด้วย
“จั่นเหยียน ไม่ว่าคุณจะให้อภัยผมหรือไม่ ผมจะไม่ปล่อยคุณไปอีก ต่อจากนี้ ผมจะอยู่กับคุณจนถึงวันที่ผมตาย”
สติที่เหลืออยู่ถูกคำพูดเผด็จการของเขาทำลายลง ลู่จั่นเหยียนเงยหน้าขึ้น น้ำตาทำให้ตาพร่ามัว แต่กลับมองเห็นฉีส่าวฉิงชัดเจน
วันต่อมา
แสงแดดส่องกระทบใบหน้าอุ่น ๆ ลู่จั่นเหยียนลืมตาขึ้น ถึงได้พบว่าตัวเองอยู่ในวิลล่าที่ไม่คุ้นเคย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนราวกับคลื่นน้ำ ทั้งหมดไหลเข้ามาในสมอง
“ตื่นแล้วเหรอ?”
ฉีส่าวฉิงเดินออกมาจากห้องน้ำ มีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอว ผมที่ยังเปียกชัดเจนว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
ลู่จั่นเหยียนเพียงแค่มองแวบเดียว ใบหน้าก็แสดงความตื่นตระหนก เมื่อคืนเธอเมามากจริง ๆ
เห็นเธอยังคงหลบหนีหลีกเลี่ยง ฉีส่าวฉิงจึงนั่งลงข้างเตียง มองสีหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาติของเธอ ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มพลางเอ่ยว่า “เรื่องเมื่อคืน…”
“เมื่อคืนฉันดื่มมากเกินไป เป็นแค่ความผิดพลาดจากความเมา จำอะไรไม่ได้เลย!”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ลู่จั่นเหยียนรีบพูดตัดบทคำพูดที่เขากำลังจะพูดต่อ แต่ในใจกลับพบอย่างอับจนว่า เธอไม่เพียงแต่จำได้ แม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยก็จำได้อย่างชัดเจน
ฉีส่าวฉิงไม่ได้เปิดโปงคำโกหกของเธอ “ไม่เป็นไร เมื่อคืนผมเคยบอกว่าต่อไปนี้ผมจะอยู่กับคุณจนกว่าผมจะตาย ถ้าคุณลืมอีกก็ไม่เป็นไร คุณลืมครั้งหนึ่ง ผมก็จะพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง”
จนกว่าพวกเราจะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิต
“……”
ลู่จั่นเหยียนขยับปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี ราวกับย้อนกลับไปเหมือนเมื่อก่อน เธอพูดหนึ่งประโยค ฉีส่าวฉิงก็เตรียมสิบประโยคไว้รอเธอแล้ว
“หิวแล้วสินะ ผมไปทำอาหารให้คุณก่อน”
ฉีส่าวฉิงพูดพลางยิ้ม ลุกขึ้นจากไปท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเธอ จนกระทั่งได้ยินเสียงทำอาหารจากชั้นล่าง ลู่จั่นเหยียนถึงได้สติกลับมา
เธอจัดการตัวเองอย่างง่าย ๆ มองกล่องที่เปิดฝาอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ข้างในเป็นชุดแบรนด์ที่เธอชื่นชอบ แม้แต่สไตล์ก็เป็นแบบเรียบง่ายที่เธอชอบ
แม้รู้ว่านี่เป็นชุดที่ฉีส่าวฉิงเตรียมไว้ให้เธอเปลี่ยน แต่ลู่จั่นเหยียนก็ยังคงยื่นมือปิดฝากล่อง หยิบชุดเมื่อวานที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้ามาสวมใส่แล้วเดินลงบันได
ในครัวชั้นล่าง ฉีส่าวฉิงสวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวอ่อน มือหนึ่งถือตะหลิว อีกมือหนึ่งจับกระทะ ดูเหมือนอะไรก็ตามที่อยู่ในมือเขาสามารถทำได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ
กลิ่นหอมของไข่ดาวลอยมา กระตุ้นความหิว ลู่จั่นเหยียนหรี่ตามองด้วยความรู้สึกไม่สบายตาเล็กน้อย ภาพแบบนี้เธอเคยจินตนาการไว้กี่ครั้งก็จำไม่ได้แล้ว แต่พอจู่ ๆ มันปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอจริง ๆ กลับพบว่าหัวใจกลับเต้นระรัว
ราวกับเห็นภาพลวงตาที่สวยงามจนทำให้คนหลงใหลไม่อาจถอนตัว กลัวว่าเพียงแค่จามเบา ๆ หรือลมพัดมา ความงดงามทั้งหมดที่เห็นก็จะสลายไปในพริบตา
ไม่กล้าหยุดอยู่นานอีก เธอค่อย ๆ ย่องลงบันได แทบจะวิ่งหนีออกจากวิลล่าไป
เสียงปิดประตูเบามาก แต่ฉีส่าวฉิงที่อยู่ในครัวกลับชะงักมือ การทอดด้วยอุณหภูมิสูงต้องการเวลาที่แม่นยำ แม้เพียงแค่เกินไปไม่กี่วินาที กลิ่นหอมฟุ้งก็จะมีกลิ่นไหม้เจือปนเล็กน้อย
เขาตักไข่ดาวที่ไหม้เล็กน้อยใส่จาน ถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร
‘จั่นเหยียน ผมเคยบอกว่าจะไม่ปล่อยคุณอีกแล้ว คุณอยากหนีก็หนีไป ไม่ว่าคุณจะหนีไปไหน ผมก็จะตามคุณไปทุกที่’
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ ฉีส่าวฉิงขึ้นไปเปลี่ยนชุดสูทที่พอดีตัว กำลังจะไปบริษัท จู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เขาขมวดคิ้ว เดินตามเสียงไปหา ถึงได้พบว่าโทรศัพท์มือถือของลู่จั่นเหยียนตกอยู่ใต้เตียง
ก้มตัวลงเก็บโทรศัพท์ขึ้นมา เขามองดูหน้าจอแสดงสายเรียกเข้า มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นพร้อมกับกดปุ่มรับสาย
[ฮัลโหลคุณแม่ หนูกินอาหารเช้าแล้วนะคะ ทำไมคุณแม่ยังไม่กลับมาอีกล่ะ?]
เสียงอ่อนหวานนุ่มนวลของส่าวเหมยดังออกมาจากในสาย สีหน้าของฉีส่าวฉิงพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
[คุณแม่คะ?]
ส่าวเหมยไม่ได้ยินเสียงของลู่จั่นเหยียน จึงอดไม่ได้ที่จะเรียกอีกครั้ง ไม่นานเสียงแหลมก็ดังออกมาอีก
[คุณเป็นใคร! ทำไมไม่พูด โทรศัพท์ของคุณแม่ไปอยู่ที่คุณได้ยังไง!]
ถามติดกัน มุมปากของฉีส่าวฉิงอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นอีก “ฉันคือพ่อของหนู แม่ของหนูเพิ่งไปทำงาน”
อะไรนะ? พ่อ?
อีกฝั่งของสาย ส่าวเหมยตกใจจนอ้าปากกว้างราวกับจะกลืนไข่ไก่ทั้งฟองได้ พ่อของเธอ?
เธอมีพ่อด้วยเหรอ?