หย่ารักประธานฉี - บทที่ 171 กินหญ้าเก่า
บทที่ 171 กินหญ้าเก่า
ฉีส่าวฉิงสร้างสถิติการแถลงข่าวที่ใช้เวลาสั้นที่สุด แต่ทรงพลังมากที่สุด เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ยอดแชร์บนโลกออนไลน์ก็ทะลุหมื่นครั้งแล้ว ลู่จั่นเหยียนมองวิดีโอที่เจียงจิ้งส่งมาให้ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งกลับเปลี่ยนเป็นซับซ้อนเพราะคำพูดของเขาที่เรียกเธอว่าคุณนายฉี
“ไอ้บ้านี่ ตอนแรกเขาเองนั่นแหละที่ประกาศหมั้นกับเซี่ยงหว่าน ตอนนี้จะยกเลิกการหมั้นก็ยกเลิก แถมยังบอกว่าเธอเป็นคุณนายฉีเพียงคนเดียว เขาคิดจะทำอะไร? คิดจะกินหญ้าเก่าหรือไง”
“จิ้งจิ้ง เธอใจเย็น ๆ ก่อน”
ลินดารู้ว่าจิ้งจิ้งเป็นคนที่มีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ แต่เรื่องนี้พวกเธอทำได้แค่เป็นผู้สังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
“ฉันจะไม่โมโหได้ยังไง ลินดา เธอก็รู้ว่าฉีส่าวฉิงเคยปฏิบัติกับจั่นเหยียนยังไงในอดีต เพราะเขา จั่นเหยียนกับส่าวเหมยเกือบตายในทะเล”
“แต่ตอนนั้น ฉีส่าวฉิงก็กระโดดลงไปช่วย จนตัวเองหมดสติ…”
ลินดาพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วหยุดไป แต่ลู่จั่นเหยียนก็หันมามองด้วยความประหลาดใจ “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ?”
“ท่านประธาน จริง ๆ แล้วตอนที่คุณตกทะเล คุณชายฉีก็กระโดดลงไปด้วย แต่หาคุณไม่เจอ สุดท้ายก็ถูกทีมกู้ภัยนำขึ้นมา แล้วส่งโรงพยาบาลในสภาพหมดสติ”
สีหน้าของลู่จั่นเหยียนเปลี่ยนไปทันที หลายปีมานี้เธอมักฝันถึงภาพนั้นบ่อย ๆ ในฝันเธอลืมตาโพลงตกลงไปในน้ำ น้ำทะเลเค็มแสบตาจนเจ็บ ในความพร่ามัว เหมือนมีใบหน้าหนึ่งเข้ามาใกล้ แต่พอเธอพยายามลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก กลับเห็นฉีส่าวฉิงกับเซี่ยงหว่านกอดกันยืนอยู่ริมหน้าผา ข้าง ๆ ยังมีฉีจวินถิง ทั้งสามคนยิ้มหวานกัน
ฝันบ่อยเข้า ก็รู้สึกว่าบางทีนั่นอาจเป็นความจริง
พอเธอตื่นขึ้นมา ก็พยายามกำจัดทุกอย่างที่เกี่ยวกับฉีส่าวฉิงออกไป ไม่คิดว่าจะพลาดอะไรไปมากมายขนาดนี้
“ที่ฉีส่าวฉิงทำแบบนั้นเพราะรู้สึกผิด เขาทำร้ายเธอก่อน ตอนนี้ก็เลือกที่จะทิ้งเซี่ยงหว่าน เขาเป็นแค่คนเลว!”
ถ้าเป็นคนอื่น เจียงจิ้งก็คงไม่โมโหขนาดนี้ แต่จั่นเหยียนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ เธอเห็นกับตาว่าจั่นเหยียนเคยถูกทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ไม่อยากให้เธอต้องพลาดซ้ำรอยเดิมอีก
แต่ลู่จั่นเหยียนกลับเหมือนไม่ได้ยิน ก้มหน้าลง เงียบไปอย่างใช้ความคิด
ที่แท้ เขาก็ไม่ได้มองดูเธอตายต่อหน้าต่อตา
เจียงจิ้งยังอยากจะพูดต่อ แต่ถูกลินดาลากออกมาจากห้องทำงาน “ทำไมเธอถึงลากฉันออกมา ฉันไม่อยากเห็นจั่นเหยียนหวั่นไหวเพราะเรื่องแค่นี้”
“จิ้งจิ้ง คนเราจะหวั่นไหวก็ต่อเมื่อยังรักคน ๆ นั้นอยู่ เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”
ตั้งแต่ท่านประธานกลับมา ดูเหมือนเรื่องแก้แค้นจะไม่เคยหยุด แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ทำร้ายคนโดยตรง ไม่ใช่เพราะท่านประธานไม่โหดพอ แต่เป็นเพราะในใจยังซ่อนความรักอยู่
ยิ่งซ่อนลึก ก็หมายความว่า ยิ่งรักมาก
ลินดาพูดจบ เจียงจิ้งก็เงียบลงทันที เธอจ้องมองประตูห้องทำงานของประธานที่ปิดลงอย่างเหม่อลอย ดวงตาแดงก่ำ แต่ก็ยังพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างดื้อรั้น
เพราะรู้ว่าในใจของจั่นเหยียนยังไม่ได้ปล่อยวางอย่างสมบูรณ์ เธอถึงได้รู้สึกกังวลและกลัว กลัวว่าจั่นเหยียนจะเดินกลับไปบนเส้นทางที่เจ็บปวดอีกครั้ง กลัวว่าจะต้องเผชิญกับการพลัดพรากอันน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง และที่กลัวที่สุดคือ ครั้งหน้าจั่นเหยียนอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
“จิ้งจิ้ง เราปล่อยให้เธอเลือกเองดีกว่า”
เรื่องความรักไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เหตุผลมาอธิบายได้ สิ่งที่พวกเธอทำได้คือคอยปกป้องจั่นเหยียนเมื่อเธอต้องการ ส่วนเรื่องอื่น ๆ พวกเธอช่วยอะไรไม่ได้เลย
ลู่จั่นเหยียนนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน จนกระทั่งรู้สึกปวดคอจึงเงยหน้าขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้ามืดลงแล้ว เธอจึงค่อย ๆ ยกมือที่เกร็งขึ้นมาหยิบโทรศัพท์ข้าง ๆ แล้วโทรกลับบ้าน
“ฮัลโหลคุณแม่ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกล่ะคะ?”
เสียงหวานใสดังมาจากปลายสาย ทำให้ดวงตาของเธอแดงขึ้นมาอีกครั้ง มือที่จับโทรศัพท์บีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ “ส่าวเหมย วันนี้แม่ต้องทำงานล่วงเวลา ลูกกินข้าวให้เรียบร้อย แล้วเข้านอนตรงเวลาสามทุ่มนะ”
“ทำงานล่วงเวลาเหรอคะ? ได้ค่ะ งั้นคุณแม่รีบทำงานให้เสร็จแล้วกลับบ้านเร็ว ๆ นะคะ ส่าวเหมยรักคุณแม่นะคะ”
“แม่ก็รักลูกเหมือนกันนะ”
ลู่จั่นเหยียนพยักหน้าให้กับอากาศว่างเปล่าพลางกลั้นน้ำตา แล้ววางสาย จากนั้นจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง
‘ฉีส่าวฉิง นายรู้ไหมว่าการเกลียดใครสักคนมันยากแค่ไหน ทำไมกระทั่งเรื่องนี้ก็ไม่ยอมให้ฉันทำ!’
รถแล่นมาจอดที่หน้าผับหงเหยียนโดยไม่รู้ตัว ลู่จั่นเหยียนจอดรถ ทันใดนั้นก็มีพนักงานมาเปิดประตูให้ แต่พอเห็นว่าลูกค้าเป็นใคร ปากก็เริ่มอึกอัก “คุณ…คุณนายฉี?”
ตอนแรกเขาตั้งใจจะเรียกคุณลู่ แต่นึกถึงงานแถลงข่าวของคุณชายฉีวันนี้ จึงรีบเปลี่ยนคำเรียก
“เฉิงสืออยู่ไหม?”
พนักงานแอบมองสีหน้าของลู่จั่นเหยียน เห็นว่าไม่เหมือนมาหาเรื่องหรือเอาคืนจึงพยักหน้า “เจ้านายอยู่ครับ”
ลู่จั่นเหยียนลงจากรถ ส่งกุญแจให้พนักงานแล้วเดินเข้าไปข้างใน
เฉิงสือที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์สะดุ้ง ตากระตุกไม่หยุด “วันนี้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่านะ?”
พอพึมพำจบก็เห็นเงาคนเดินเข้ามาจากประตู เขารีบลงจากเก้าอี้สูง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววตื่นตระหนก
ทำไมลู่จั่นเหยียนถึงมาที่นี่? หรือว่าโกรธเรื่องงานแถลงข่าวของส่าวฉิงแล้วมาระบายที่นี่
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขาคงต้องหนีแล้วล่ะ
เขายังไม่ทันก้าวเท้า เสียงของลู่จั่นเหยียนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เฉิงสือ ฉันมีเรื่องอยากถามนาย”
“รีบไหม ถ้าไม่รีบ ฉันขอไปห้องน้ำก่อนนะ”
“ไม่ได้”
หมดหวังที่จะหนีไปเข้าห้องน้ำ เฉิงสือจึงต้องนั่งลงที่เดิมอย่างว่าง่าย “เธออยากถามอะไร?”
ลู่จั่นเหยียนนั่งลงข้าง ๆ ประสานนิ้วมือเข้าด้วยกัน คำถามที่อยากรู้ตลอดทางอยู่ที่ริมฝีปากแล้ว แต่เธอกลับลังเล
ถ้าไม่รู้ เธอก็สามารถหลอกตัวเองและเกลียดต่อไปได้
แต่ถ้าถามออกไป เธอไม่รู้ว่าจะใช้ความรู้สึกแบบไหนเผชิญหน้ากับคำตอบที่จะได้รับ
หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดริมฝีปากของเธอก็เผยขึ้นช้า ๆ “ตอนนั้นที่ฉันตกทะเล ฉีส่าวฉิงกระโดดลงไปช่วยฉันแล้วหมดสติถูกส่งเข้าโรงพยาบาลใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินเธอถามเรื่องเมื่อห้าปีก่อน รอยยิ้มที่มุมปากของเฉิงสือก็หายไปทันที “ไม่งั้นจะเป็นอะไรล่ะ เพื่อนฉันไม่ใช่พวกขายความน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความเห็นใจเหมือนเซี่ยงหว่านหรอกนะ”
แม้จะไม่ใช่คำตอบตรง ๆ แต่นิ้วมือที่ประสานกันของเธอก็กระชับแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เธอถามอีกครั้ง “แล้วทำไมเขาถึงช่วยฉัน?”
เฉิงสือหัวเราะพรืดออกมาทันที ลู่จั่นเหยียนมองไปที่เขา เขาจึงหยุดหัวเราะ
“คำถามนี้ฉันให้คำใบ้ได้แค่ว่า มีประโยคหนึ่งคือ วีรบุรุษช่วยสาวงาม และอีกประโยคหนึ่งคือ ร่วมเป็นร่วมตาย ลู่จั่นเหยียน เธอคิดว่าที่เขากระโดดลงไปช่วยเธอโดยที่ไม่สนใจแม้แต่ชีวิตตัวเอง เขาทำเพื่ออะไร”
วีรบุรุษช่วยสาวงาม? ร่วมเป็นร่วมตาย?
แม้น้ำเสียงของเฉิงสือจะเป็นการล้อเล่น แต่กลับเหมือนไม้หนัก ๆ ที่ฟาดลงมาบนตัวเธออย่างไม่ปรานี ทำให้เธอขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด จิตใจวุ่นวายสับสน
“จริง ๆ แล้วเธอไม่จำเป็นต้องให้ฉันตอบแล้วล่ะ เธอรู้ไหมว่าเธอกับฉีส่าวฉิงเหมือนอะไร? เขาเหมือนเสือที่เผด็จการ เคยชินกับการที่สัตว์ทั้งหลายยอมจำนน ส่วนเธอเหมือนนกยูงที่เย่อหยิ่ง ยอมอยู่อย่างเดียวดายแต่จะรักษาความภาคภูมิใจของตัวเองไว้ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร”
สุดท้าย ทั้งเสือและนกยูงต่างก็เจ็บทั้งคู่