วันสิ้นโลก ฐานของฉันเปิดให้เช่า - บทที่ 103 จิ่งเหมียนโยนชวีหงเชี่ยวออกจากลวี่อิน
- Home
- All Mangas
- วันสิ้นโลก ฐานของฉันเปิดให้เช่า
- บทที่ 103 จิ่งเหมียนโยนชวีหงเชี่ยวออกจากลวี่อิน
บทที่ 103 จิ่งเหมียนโยนชวีหงเชี่ยวออกจากลวี่อิน
ความรู้สึกอึดอัดในใจทำให้น้ำเสียงของจิ่งเหมียนที่พูดกับชวีหงเชี่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน “ฉันยอมให้คุณเข้ามาก็เพราะเห็นแก่เหยียนผิงที่ตั้งใจมาหาฉันที่สำนักงาน คุณควรแนะนำตัวเองก่อนไม่ใช่หรือ มารยาทพื้นฐานคุณไม่รู้จักหรือไง อาชีพทหารรับจ้างไม่ใช่ข้ออ้างของคุณ และฉันขอเตือนคุณอย่างจริงจัง ถ้าคุณกล้าเรียกฉันว่า ‘น้องสาว’ อีกครั้ง ตอนนี้คุณก็ออกไปซะ”
“โอ้โห โกรธจริง ๆ ด้วย”
ชวีหงเชี่ยวทำสีหน้าเหมือนกับว่าแค่ล้อเล่น แต่เธอจริงจังไปเอง เธอหยุดชั่วครู่แล้วพูดว่า “พ่อของฉันตอนมีชีวิตอยู่เป็นหัวหน้าทหารรับจ้างที่แข็งแกร่ง พวกเขาทั้งหมดเป็นลูกศิษย์ของพ่อฉัน เหมือนเป็นลูกชายครึ่งหนึ่ง เธอว่าความสัมพันธ์ของพวกเราดีไหม” สีหน้าจำยอมของเธอเหมือนกับว่าจิ่งเหมียนตั้งใจขุดคุ้ยเรื่องเศร้าของเธอ
“อย่ามานับรวมฉันเข้าไปด้วยล่ะ ฉันไม่ใช่นะ!” อาส่านพูดอย่างไม่จริงจังทันที “ฉันมีพรสวรรค์พิเศษ ไม่จำเป็นต้องมีใครมาสอน”
ชวีหงเชียวขมวดคิ้วทันที ก่อนแสดงสีหน้าเข้มแข็งกลั้นความเจ็บปวดไว้
“อาส่านเกินไปแล้วนะ!” เหยียนผิงเอ็ดเบา ๆ
“เฮอะ… ไม่สนุกเลย” อาส่านเข้าไปนวดไหล่ให้จิ่งเหมียนจากด้านหลัง “คุณจิ่งอย่าโกรธเลย ชวีหงเชี่ยวหยิ่งผยองเป็นนิสัยแล้ว”
จิ่งเหมียนเห็นได้ชัดว่าอาส่านไม่ชอบชวีหงเชี่ยว ต้องยอมรับว่าคนเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจกลับเป็นอาส่าน
“เอามือออกไป” เฉินย่ามองมือที่วางอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างของจิ่งเหมียนด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
“โอ้โห ตอนนี้รู้แล้วสินะว่าไม่ควรแตะต้องคนที่ตัวเองชอบ”
เฉินย่าชะงักไปครู่หนึ่ง รีบหลุดออกจากใต้แขนของชวีหงเชี่ยว เขามองจิ่งเหมียนแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี
ชวีหงเชี่ยวแอบจ้องอาส่านด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ไอ้ผมเหลืองบ้านี่ชอบมายุ่ง แต่ดูแล้วเจ้าหมาป่ากับผู้หญิงคนนี้คงอยู่ด้วยกันไม่นาน คงยังไม่สนิทกันพอ
“ช่างเถอะ ๆ ทุกคนกินข้าวด้วยกันแล้วจะได้คลี่คลายกันไป!”
ชวีหงเชี่ยวทำท่าใจกว้างโบกมือเรียกทุกคนเข้าไปกินข้าวด้วยกัน เดินผ่านข้างจิ่งเหมียนพร้อมส่งสายตาท้าทายที่มีแค่พวกเธอสองคนเท่านั้นที่เห็น
แต่ในวินาทีถัดมา จิ่งเหมียนก็ดีดนิ้วพลางยิ้มเย็น ทันใดนั้นร่างของ ชวีหงเชี่ยวก็เลือนหายไปจากตรงนั้น
“นี่มัน…?” เหยียนผิงมองไปที่อากาศรอบข้างด้วยความตกใจ “หงเชี่ยวไปไหน?”
“ฉันโยนเธอออกไปนอกเขตคุ้มครองแล้ว”
ทุกคนต่างมองไปที่จิ่งเหมียนเป็นตาเดียว
“นายท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก! ฮ่าฮ่า ถูกใจข้ายิ่งนัก!” อาส่านหัวเราะชอบใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“คุณทำแบบนี้ทำไม?” เหยียนผิงเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว
จิ่งเหมียนขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเหยียนผิง ชัดเจนว่าชวีหงเชี่ยวไม่ใช่คนดีอะไร การกระทำแบบเชือดไก่ให้ลิงดูเช่นนี้อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ชวีหงเชี่ยว ได้รับความเห็นใจจากคนอื่น แต่จิ่งเหมียนไม่สนใจ แม้แต่หานซินรุ่ย เธอยังกล้าสั่งขังคุกได้ ชวีหงเชี่ยวที่เที่ยวมาหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้ก็สมควรได้รับบทเรียน
หากเหยียนผิงคิดว่าพลังพิเศษของตนเองแข็งแกร่งพอที่จะมาตั้งคำถามกับเธอได้ เขาก็คิดผิด ถึงเวลาที่ต้องสั่งสอนเขาเสียแล้ว
“ฉันจะทำอะไร จำเป็นต้องอธิบายให้นายฟังด้วยหรือไง? เพื่อนของนาย ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเพื่อนฉัน ในเมื่อเธอมาก่อเรื่องกับฉัน ฉันก็มีสิทธิ์จัดการ”
“เธอก่อเรื่องอะไร?”
เหยียนผิงเริ่มโมโห จนมองไม่เห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้มันแปลกไป “เธอก็แค่ไม่ได้เรียกคุณว่าเจ้านายไม่ใช่เหรอ แถมยังเอาแขนมาคล้องผมกับอาส่านอีก คุณนี่ขี้น้อยใจชะมัด!”
“เหยียนผิง!” เฉินย่ากับอาส่านร้องเรียกพร้อมกัน
ยังไม่ทันที่เหยียนผิงจะได้ตอบ จิ่งเหมียนก็ดีดนิ้วอีกครั้ง เหยียนผิงก็หายวับไปกับตา
เหยียนผิงคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญของกลุ่มนักล่าเงินรางวัล ถึงได้กล้ามาขึ้นเสียงใส่เธออย่างนี้!
ทุกคนเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของจิ่งเหมียน ต่างก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เจ้านายแสดงความหึงหวงอย่างเปิดเผยแบบนี้เป็นครั้งแรก ปกติจิ่งเหมียนจะทำตัวเป็นกันเองกับคนในครอบครัวผิงอัน เหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีอารมณ์ คราวนี้ทุกคนต่างก็ใจหายใจคว่ำแทนเหยียนผิง เขาเล่นไปแหย่หนวดเสือเข้าซะแล้ว
“เหมียนเหมียน… เหยียนผิงเขาเป็นห่วงคุณหงชวี่มากก็เลยตื่นเต้นไปหน่อย” เฉินย่าพูดขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อแก้ต่างให้เพื่อน
“ฉันก็เลยให้เขาออกไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหงชวี่ไงล่ะ”
ตอนนี้จิ่งเหมียนดูแข็งกร้าว เฉินย่าเรียกเธอว่าหงชวี่ ไม่ได้เรียกว่าคุณหงชวี่ “ทำไม คุณก็ให้ความสำคัญกับหงชวี่มากหรือไง”
คำว่า ‘หงชวี่’ สองพยางค์ จิ่งเหมียนพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เธอผ่านการทรยศหมางเมินมามากมาย จึงมีความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ เมื่อทุ่มเทความจริงใจก็กลัวว่าจะถูกหักหลัง พอรับเอาเฉินย่าเข้ามาอยู่ในใจ ก็เกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาอีก
ทุกคนดูเหมือนกำลังชมฉากการต่อสู้ รู้สึกว่าถ้าเฉินย่าพูดผิดไปก็คงจะถูกเจ้านายโยนออกจากร่มเงาเช่นกัน
“คุณก็รู้ว่าหัวหน้าทีมคนเก่ามีบุญคุณกับผม ก่อนตายเขาสั่งเสียให้พวกเราดูแลเธอดี ๆ” เฉินย่าพูดตามตรง
จิ่งเหมียนเงียบไปสองสามวินาที ดูแลดี ๆ? ต้องดูแลแค่ไหนถึงจะเรียกว่าดูแลดี ๆ
“มาตรฐานการดูแลดี ๆ ในใจคุณคืออะไร?” จิ่งเหมียนเบื่อหน่ายกับการเดาใจไปมา เธอจึงถามตรง ๆ
เฉินย่าที่มีนิสัยเย็นชาอยู่แล้ว เมื่อถูกจิ่งเหมียนถามแบบนี้ต่อหน้าคนมากมาย รู้สึกเหมือนไม่ได้รับความไว้วางใจ “คุณหมายความว่ายังไง คุณสงสัยความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณเหรอ? คุณกังวลเรื่องพวกนี้ไปทำไม?”
“ฉันไม่ได้สงสัยคุณ ฉันแค่อยากรู้ว่าความรู้สึกของคุณถูกแบ่งปันให้คนอื่นบ้างหรือเปล่า”
เหมือนอันหลิงอวี่ในชาติก่อน แม้เขาจะแค่เล่น ๆ กับผู้หญิงคนอื่น จิ่งเหมียนก็เบื่อหน่ายความรักที่ไม่มีขอบเขตแบบนี้ ถ้าให้เธอไม่ได้ทั้งหมด เธอขอไม่เอาดีกว่า
เฉินย่าถอนหายใจลึก ๆ พลางส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณไม่ไว้ใจผม”
“ฉันแค่รู้สึกว่าคุณปฏิบัติกับเธอไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น คำถามของฉันสมเหตุสมผลนะ”
ในสายตาเธอ สีหน้าของเฉินย่าดูแย่มากแล้ว เขาไม่พูดอะไรเลย แล้วเดินออกจากประตูใหญ่ของฐานไปคนเดียว
“พี่สาวเหมียน…” ฮวาเล่อเหยา ดึงมือของจิ่งเหมียน มองใบหน้าที่บึ้งตึงราวกับน้ำกำลังจะหยด “คนเรา กินข้าวคือเรื่องใหญ่ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการกินข้าว กินของหวานแล้วเรื่องไม่สบายใจอะไรก็ลืมได้”
จิ่งเหมียนเก็บความผิดหวังในแววตา พยักหน้าให้ฮวาเล่อเหยา ลากเธอเข้าไปในโรงอาหาร
ผู้ชายคนไหนจะสำคัญเท่าการกินข้าวดี ๆ กัน
อาส่านกระโดดโลดเต้นตามเข้าไป ชายชราในทีมรักษาความปลอดภัยสนิทสนมกับอาส่าน รีบตามไปถามข่าว
หวังอี้นั่งซดบะหมี่ตรงข้ามอาส่าน “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มาที่ลวี่อินมีธุระอะไรเหรอครับ”
ทุกคนต่างตั้งใจฟัง แม้แต่หานซวงก็เช่นกัน
“เธอมาหาคนช่วย เรื่องอะไรนั้นฉันไม่สะดวกพูด เอาเป็นว่าฉันไม่ไปแน่” อาส่านยัดขนมจีบกุ้งคำโตเข้าปาก
หานซวงครุ่นคิด “งั้นแปลว่าพวกเขาทั้งสองคนจะออกจากลี่อิน”
“อืม พี่ผิงไปแน่ ๆ ส่วนเฉินย่าคงไปด้วย”
มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่?
ทุกคนไม่กล้าถาม เพราะพวกเขาบอกว่าไม่สะดวกที่จะพูด แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้อยากรู้มากขึ้น
หานซวงลุกขึ้น สีหน้าเย็นชากว่าปกติ “ฉันกินเสร็จแล้ว ฉันจะไปเปลี่ยนกะกับหลิงจิ่ว”
“ฉันก็ใกล้จะกินเสร็จแล้ว หานซวงรอฉันหน่อย เราไปเปลี่ยนกะด้วยกัน” หวังอี้เรียกหานซวง เขาจะไปแทนที่ฟางอี้
ไม่นานหานซวงและหวังอี้ก็เดินออกไปด้วยกัน เธอถามหวังอี้ “พวกเขาทั้งสามคนเป็นทหารรับจ้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของลวี่อินใช่ไหม?”
“ใช่”
“งั้นทุกภารกิจที่พวกเขาทำควรจะมาจากพี่เมี่ยนใช่ไหม?”
“ในทางทฤษฎีก็ใช่” หวังอี้เข้าใจความหมายของหานซวงทันที เฉินย่า เหยียนผิง และคนอื่น ๆ ตอนนี้ไม่ใช่ทหารรับจ้างหรือนักฆ่าที่รับงานอิสระจากภายนอกอีกต่อไป พวกเขาถือว่ามีตำแหน่งแล้ว ชีวิตมั่นคงขึ้นแต่ก็สูญเสียอิสรภาพไป