รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1285 อุปาทานฝังแน่นเกินไป
บทที่ 1285 อุปาทานฝังแน่นเกินไป
………………..
บทที่ 1285 อุปาทานฝังแน่นเกินไป
คนตรงหน้าผู้นี้รู้ตัวหรือไม่ว่าพูดอะไรออกมา
ยอดฝีมือชั้นเลิศจากมิติทั้งสาม สิ่งมีชีวิตเหนือขอบเขตมิติขั้นสามสิบต่างมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
หาญกล้าคิดต่อกรกับวิหารโบราณลึกลับเชียวหรือ!
พวกเขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนตรงหน้าผู้นี้คิดอะไรอยู่!
วิหารโบราณลึกลับน่าประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด ปกครองมิติมาตั้งไม่รู้เท่าใด ต่อกรด้วยได้ที่ไหน
ทว่าต้องยอมรับว่าคนตรงหน้านี้มีฝีมืออยู่จริง ๆ
สามมิติเข้าจู่โจม ผลสุดท้ายเพิ่งผ่านไปนานเท่าใดศึกใหญ่ก็ปิดฉาก สิ่งมีชีวิตทุกตนจากสามมิตินี้ต่างถูกกำราบรับเข้าเป็นพรรคพวก
พวกเขารู้แล้วว่าคนตรงหน้าผู้นี้ก็คือมันสมองเบื้องหลังมิตินี้ เป็นผู้บัญชาการใหญ่ สิ่งมีชีวิตในมิตินี้ล้วนเชื่อฟังคำสั่งเขา
“ข้ายอมรับว่าเจ้าเก่งกาจอย่างยิ่ง พลังลึกล้ำเกินหยั่ง แต่ข้ายังอยากบอกว่าเจ้าคิดตื้นเกินไป”
ในกลุ่มคนจากสามมิตินั้น บุรุษผมดำผู้หนึ่งนามหลีชิ่งเอ่ย “เจ้าไม่รู้ว่าวิหารโบราณลึกลับปกครองตั้งกี่มิติ เจ้าไม่รู้ว่ามิติเหล่านั้นน่าสยดสยองหวาดหวั่นเพียงใด…”
เขาเริ่มเล่า ระหว่างที่ม่านกั้นมิติถูกทลายและมีการเคลื่อนพล เขาได้เห็นมิติหลายแห่ง มิติเหล่านั้นล้วนน่าพรั่นพรึงมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน!
“ข้าเห็นราง ๆ ว่าในมิติแห่งนั้นมีสิ่งมีชีวิตน่าครั่นคร้ามคำรามดุดัน ฉีกกระชากม่านกั้นมิติจนเกิดรอยแหว่ง!”
บัดนี้เขาหวนนึกกลับไปแล้วยังอดใจสั่นไม่ได้ หวาดหวั่นในใจเหลือคณา
“ฉีกกระชากเป็นรอยแหว่ง แม้จะแค่เล็ก ๆ ไม่ต่างจากเส้นผม ทว่าพวกเราซึ่งอยู่ในขอบเขตมิติ ไม่ต้องให้ข้าพูดมากไปกว่านี้ พวกเจ้าก็คงเข้าใจว่าน่าครั่นคร้ามเพียงใด!”
พวกเขาที่บรรลุขอบเขตมิติแล้วต่างรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของม่านกั้นมิติ ขณะเดียวกัน ยังรับรู้ได้อย่างแจ่มชัดว่าม่านกั้นมิติไม่อาจแผ้วพานปานใด!
นั่นเป็นม่านกั้นที่ไม่มีทางถูกทำลาย พลังที่แฝงอยู่ในนั้นเกินจินตนาการ ไม่อยู่ในขอบเขตความเข้าใจของพวกเขา
คิดจะทลายม่านกั้นมิติ ไม่สิ ลำพังคิดจะแผ้วพานม่านกั้นมิติอย่างน้อยก็ต้องบรรลุเหนือกว่าขอบเขตมิติให้ได้ก่อน
“ฉีกกระชากเป็นรอยแหว่งได้เชียวหรือ!”
ในสามมิตินั้น ยอดฝีมือชั้นเลิศไม่น้อยอุทานเสียงหลง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตระหนักดีว่านี่หมายความว่าอย่างไร
“ข้าเองก็ได้เห็นมิติน่าประหวั่นพรั่นพรึงแห่งหนึ่ง…”
สตรีนางหนึ่งถอนหายใจ “ภาพที่ข้าได้เห็นน่าตกใจกว่าของเจ้าเสียอีก”
นางเล่าว่าขณะเคลื่อนพลมิติ นางได้เห็นภาพการณ์ชวนผวาเหลือแสนเช่นกัน
“นั่นคืออสูรที่บอกไม่ถูกว่าเป็นตัวอะไร เกล็ดเย็นเยียบปกคลุมทั่วกาย หนามงอกเต็มศีรษะ มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเกล็ดที่ร่วงจากตัวมันยังสามารถสังหารข้าได้อย่างง่ายดาย!”
แววตานางทอประกายหวาดกลัว ยามเล่าเรื่องนี้ก็ตัวสั่นไม่หยุด
“มันแค่ฉีกกระชากเป็นรอยแหว่งที่ไหน มันทะลวงออกมาได้ครึ่งกรงเล็บ!”
นางเอ่ยพลางตัวสั่นเทา
นี่สยดสยองกว่าสิ่งมีชีวิตที่หลีชิ่งกล่าวถึงมาก
สิ่งมีชีวิตที่หลีชิ่งกล่าวถึงแค่เพียงฉีกกระชากรอยแหว่งเล็ก ๆ เท่าเส้นผมเท่านั้น แต่อสูรที่นางว่าทะลวงออกมาได้ครึ่งกรงเล็บ!
รอบด้าน สิ่งมีชีวิตชั้นเลิศจากทั้งสามมิติล้วนตระหนกเป็นอย่างมาก
ทะลวงออกมาได้ครึ่งกรงเล็บ!
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
“พวกเจ้าเล่ากันหมดแล้ว ข้าขอเล่าสิ่งที่ข้าได้เห็นบ้างแล้วกัน”
ในสามมิตินี้ สิ่งมีชีวิตตนหนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าคร่ำเครียด
“เจ้าได้เห็นอะไร น่ากลัวยิ่งกว่าอสูรที่ทะลวงออกมาได้ครึ่งกรงเล็บอีกหรือ”
ใครคนหนึ่งถาม
“ใช่แล้ว!”
สิ่งมีชีวิตตนนั้นเอ่ยเสียงเข้ม “ที่ข้าได้เห็น น่ากลัวว่าอสูรที่ทะลวงครึ่งกรงเล็บออกมาได้มากโข กระทั่งกล่าวโดยไม่เกินจริงเลยว่า ไม่อาจเทียบกันได้สักนิด!”
จากนั้น เขาเล่าภาพที่ตนได้เห็น
“ข้าได้เห็นอะไรรู้หรือไม่ ข้าได้เห็นนักล่ามิติ!”
เขาหวาดหวั่นเหลือแสนจนเกือบเล่าต่อไม่ได้ ภาพที่ได้เห็นน่าสะพรึงเกินไป!
“สิ่งใดหรือคือนักล่ามิติ ใช่แล้ว เป็นอย่างที่พวกเจ้าคิด!”
กระทั่งเนิ่นนานผ่านไป เขาถึงเล่าต่อ “ข้าได้เห็นสิ่งมีชีวิตเกินจินตนาการมากมายบุกจากมิติที่อยู่ไปยังอีกมิติหนึ่ง แล้วฆ่าล้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในมิตินั้น!”
“อะ…อะไรกัน!”
“มีนักล่ามิติด้วยหรือ!”
ยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติตัวสั่นเทิ้ม ศีรษะชาวาบรุนแรง วิญญาณแทบกระเจิงด้วยความตกใจ
ฝ่าทะลวงไปตามมิติต่าง ๆ ล่าสิ่งมีชีวิตมิติอื่นได้ตามอำเภอใจ สวรรค์ ต้องอยู่ขอบเขตเช่นไรจึงจะทำเช่นนี้ได้!
นี่ไม่ใช่อสูรที่ทะลวงครึ่งกรงเล็บออกมาจะเทียบได้จริง ๆ!
“ไม่ใช่กระมัง!”
เวลานั้น กู่เยว่เอ่ยอย่างอดไม่ได้ “สิ่งมีชีวิตน่าพรั่นพรึงเพียงนี้ยังไม่ ‘ถึงเกณฑ์’ ถูกวิหารโบราณลึกลับพาตัวไปอีกหรือ”
สามารถเข่นฆ่าข้ามมิติได้ตามอำเภอใจ พลังระดับนี้แทบจะจินตนาการไม่ออก!
ในความคิดของเขา สิ่งมีชีวิตใช่เพียง ‘ถึงเกณฑ์’ ที่ไหน น่ากลัวว่าคง ‘เกินเกณฑ์’ สุดขีด ถูกวิหารโบราณลึกลับพาตัวไปแล้ว!
“สิ่งใดหรือคือ ‘ถึงเกณฑ์’”
สิ่งมีชีวิตตนนั้นนามข่งจั๋วส่ายหน้าพลางเอ่ย “เจ้ากำลังวัดด้วย ‘เกณฑ์’ ที่เจ้าทึกทักขึ้นเองหรือ ข้าบอกได้เพียงว่าเจ้าคิดตื้นเกินไป สถานการณ์ในแต่ละมิติแตกต่างกัน ‘เกณฑ์’ ที่ว่าก็ไม่เหมือนกัน”
กู่เยว่ชะงักกับคำกล่าวของข่งจั๋ว
จริงสิ เขากำลังวัดด้วย ‘เกณฑ์’ ที่เขาทึกทักเอาเองจริง ๆ
ในความคิดของเขา ‘เกณฑ์’ นั้นเหมือนกันหมดในทุกมิติ สถานการณ์ก็คลับคล้ายกัน สิ่งมีชีวิต ‘ถึงเกณฑ์’ มีมากพอแล้ว วิหารโบราณลึกลับจะเปิดฉากศึกตัดสินสุดท้าย ตัดสินผู้ชนะท้ายสุดแล้วพาเข้าไปยังวิหารโบราณลึกลับ
ตอนนี้ได้ฟังที่ข่งจั๋วกล่าวจบ เขาพลันกระจ่างแจ้ง คิดไม่ตกหลายอย่าง
เหตุใด ‘เกณฑ์’ ต้องเหมือนกันหมดด้วยเล่า หรือแม้กระทั่งเหตุใดต้องมีศึกตัดสินสุดท้ายด้วย
ความคิดของเขาอุปาทานเกินไป ไม่อาจกระโดดออกจากกรอบ
‘เกณฑ์’ ในแต่ละมิติใช่ว่าต้องเหมือนกันหมด วิหารโบราณลึกลับก็มีเงื่อนไขแตกต่างกันในแต่ละมิติ
นอกจากนี้ ศึกตัดสินสุดท้ายที่ว่าก็ใช่ว่าต้องอยู่ในทุกมิติ
เป็นไปได้ว่าบางมิติก็ไม่มี!
อย่างเช่นนักล่ามิติที่ข่งจั๋วกล่าวถึง
บางทีนักล่ามิติเหล่านี้ไม่มีศึกตัดสินสุดท้ายที่ว่า บางทีวิหารโบราณลึกลับดูเพียงจำนวนที่พวกเขาล่าได้!
เมื่อจำนวนสังหารมากพอ ก็จะมีโอกาสถูกพาเข้าไปในวิหารโบราณลึกลับ
คิดมาถึงนี่ เขาหวาดผวาเหลือแสน วิหารโบราณลึกลับน่าประหวั่นพรั่นพรึงเกินไปแล้ว!
“ดูท่า เจ้าคงเข้าใจแล้ว”
ข่งจั๋วเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของกู่เยว่ก็เดาได้ว่ากู่เยว่คิดตกแล้ว
“ไม่มี ‘เกณฑ์’ หนึ่งเดียว และไม่มีศึกตัดสินสุดท้ายหนึ่งเดียว”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เขาก็หันมองหลี่จิ่วเต้าพลางเอ่ยว่า “บัดนี้เจ้ายังอยากโค่นวิหารโบราณลึกลับอยู่อีกหรือไม่”
“ทำไมจะไม่อยาก” หลี่จิ่วเต้าย้อนถามด้วยท่าทางจริงจัง
ครั้นได้ยินที่หลี่จิ่วเต้าตอบ และเห็นท่าทางจริงจังมากของหลี่จิ่วเต้า ข่งจั๋วก็อยากจะบ้าตาย
เขาเล่าเรื่องนักล่ามิติให้ฟังก็แล้ว หลี่จิ่วเต้ายังไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของวิหารโบราณลึกลับอีกหรือ
“เจ้าได้ฟังเรื่องที่พวกเราเล่าก่อนหน้านี้บ้างหรือไม่”
ข่งจั๋วถาม สงสัยอย่างยิ่งยวดว่ายามพวกเขาเล่าเรื่องก่อนหน้านี้หลี่จิ่วเต้าคงใจลอย ไม่ได้ยินสักประโยค
หาไม่แล้วเขาไม่เชื่อว่าหลี่จิ่วเต้าจะยังไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของวิหารโบราณลึกลับ!
เขาไม่ได้ใจลอยและได้ยินชัดเจนไม่ขาดตกสักประโยค ทว่าก็ยังไม่รู้สึกว่าวิหารโบราณลึกลับนั้นไม่อาจต่อกร
นับแต่แรกจนตอนนี้ เขายังไม่เคยระเบิดพลังทั้งหมด ไม่เคยเรียกของวิเศษทุกชิ้นออกมาต่อสู้ เหตุใดจึงจะไม่อาจต่อกรกับวิหารโบราณลึกลับได้เล่า
วิหารโบราณลึกลับน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุด เขาที่มีของวิเศษมากมายไม่น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุดหรือไร
ก่อนหน้านี้ข่งจั๋วเอ่ยว่ากู่เยว่ทึกทักเอาเองเกินไป เอาแต่พิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยโลกทัศน์ตนเอง อย่างเช่น ‘เกณฑ์’ ที่ว่า
ทว่าข่งจั๋วเองก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ
ข่งจั๋วทึกทักเอาเองเกินไปเช่นกัน เอาแต่ตรึกตรองด้วยโลกทัศน์ของตน อุปาทานฝังแน่นเหมือน ๆ กัน ไม่เคยกระโดดออกจากกรอบ คิดเอาว่าเขาไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใด
หารู้ไม่ เขานั้นทรงพลัง!
ยังจะถามอีกหรือว่าแล้วอย่างไร
หลังได้ยินคำถามยอกย้อนของหลี่จิ่วเต้า ข่งจั๋วก็แทบคลั่ง
หลี่จิ่วเต้าเอ่ย “ไม่ใช่ เหตุใดเจ้าถึงไม่เข้าใจความน่าสยดสยองของข้า เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจว่าข้าไม่ไหว ไร้พลังจะต่อกรกับวิหารโบราณลึกลับ!”
หมดความหวังแล้ว หยิ่งผยองเกินไป!
ข่งจั๋วกลอกตา หลีชิ่งและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติก็คิดเช่นกัน ต่างมองว่าหลี่จิ่วเต้าโอหังผยองเกินไป!
“ใช่แล้ว อย่าได้ใช้อุปาทานของพวกเจ้าวัดคุณชาย”
ต้นหลิวเอ่ย “ความแข็งแกร่งของคุณชาย พวกเจ้าจินตนาการไม่ออกแน่นอน”
เขาพูดต่อ “ข้าขอเล่าเหตุการณ์ที่ธรรมดาที่สุดให้พวกเจ้าฟัง พวกเจ้ารู้หรือไม่ เมื่อไม่นานมานี้ หรือก็คือไม่กี่ปีก่อน ข้ายังไม่ได้บรรลุขอบเขตอัครด้วยซ้ำ”
“อะไรนะ?!”
หลีชิ่งและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติต่างตาโตหลังได้ยินคำบอกเล่าของต้นหลิว สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
หลายปีก่อนยังไม่ใช่ขอบเขตอัครหรือ
พวกเขาอยากบอกเหลือเกินว่า ต้นหลิวได้ยินสิ่งที่ตนกำลังกล่าวอยู่หรือไม่
หลายปีก่อนยังไม่ใช่ขอบเขตอัคร บัดนี้กลับกล้าแกร่งกว่าพวกเขาซึ่งอยู่เหนือขอบเขตมิติขั้นสามสิบอีกหรือ
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ช่วงเวลาไม่กี่ปีช่างแสนสั้น อึดใจเดียวก็ผ่านไป เวลาสั้น ๆ เยี่ยงนั้นจากกำลังรบที่ต่ำกว่าขอบเขตอัครกลายเป็นกำลังรบเหนือขอบเขตมิติขั้นสามสิบได้เชียวหรือ
จะหลอกก็ไม่เห็นต้องหลอกกันเช่นนี้!
ต้นหลิวเห็นพวกเขาเป็นเด็กสามขวบจริง ๆ หรือไร
สีหน้าพวกเขาไม่สู้ดี อยากอัดต้นหลิวให้รู้สำนึกนัก ต้นหลิวช่างน่าแค้นใจ หลอกพวกเขาเหมือนเด็กสามขวบ นี่เป็นการหยามเกียรติพวกเขาโดยไม่ปิดบัง!
หากไม่ใช่คำนึงว่าพวกเขาสู้ไม่ได้ พวกเขาก็อยากเล่นงานต้นหลิวให้หนักเช่นกัน!
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่เชื่อ แต่ข้ายังคงอยากบอกพวกเจ้า ที่ข้าได้กล่าวมาล้วนเป็นความจริง”
ต้นหลิวเอ่ยเสียงเรียบ “นอกจากนี้ ข้ายังบอกพวกเจ้าได้ว่าไม่ใช่แค่ข้า พวกเขาเองก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หลายปีก่อนไม่ได้อยู่ในขอบเขตอัคร กระทั่งไม่รู้จักขอบเขตอัครด้วยซ้ำ”
เขาไม่ได้โกหก ไม่ได้จงใจหยามเกียรติข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติ แต่สิ่งที่เขาว่ามาล้วนคือความจริง
หลายปีก่อน พวกเขาไม่รู้จักขอบเขตอัครจริง ๆ
คำกล่าวของต้นหลิว ข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติไม่เชื่อสักนิด แค่หลายปีก็น่าครั่นคร้ามถึงเพียงนี้ เป็นไปได้ที่ไหน! ต่อให้เป็นคนโง่เขลาก็ยังไม่เชื่อ!
ต้นหลิวเห็นข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติไม่เชื่อวาจาของเขา จึงเอ่ยขึ้นอีก “พวกเจ้าทบทวนการต่อสู้เมื่อครู่ให้ดี ขอบเขตของพวกเรากล้าแกร่งอย่างตอนนี้หรือ”
“พวกเจ้าอย่าคิดว่าพวกเราออมมือ จงใจปิดบังพลังและความสามารถที่แท้จริง พวกเราหาได้ทำเช่นนั้น และไม่จำเป็น”
เขาเอ่ยต่อ “พวกเจ้าว่าพวกเราจำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรือ หากแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่แรก พวกเรามีหรือจะถูกพวกเจ้าเล่นงานจนร่างแหลกครั้งแล้วครั้งเล่า ยกมือกำราบพวกเจ้าเสียก็หมดเรื่องไม่ใช่หรือ ไยต้องยอมถูกพวกเจ้าทรมานด้วย”
ข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติผงะ
พวกเขาสงสัยว่าต้นหลิวอำพรางฝีมือจริง ๆ และสงสัยอย่างมากด้วย
แต่พวกเขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเหตุผลที่พวกต้นหลิวจะยิ่งสู้ยิ่งห้าวหาญ ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่งคือเหตุใด
ทว่าเมื่อได้ตรึกตรองแล้ว พวกต้นหลิวไม่จำเป็นต้องออมมือจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องยอมถูกพวกเขาระเบิดร่างครั้งแล้วครั้งเล่า
หากผู้เดียวยังพอเข้าใจ อาจมีรสนิยมชอบถูกทำรุนแรงใส่ ชอบอำพรางฝีมือ ชอบแสร้งเป็นหมูเพื่อกินเสือ ทว่าทุกผู้ล้วนเป็นเช่นนั้น นั่นมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ต้องมิใช่เช่นนั้นแน่!
ความจริงอาจเป็นพวกต้นหลิวแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่ถูกพวกเขาเล่นงานแหลกลาญ
ทว่านี่…เป็นไปได้อย่างไร?
การจะแข็งแกร่งขึ้นต้องมีแหล่งกำเนิดพลัง ไม่อาจแข็งแกร่งขึ้นเสียเฉย ๆ ซ้ำยังแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนั้น พลังที่ช่วยให้พวกต้นหลิวแข็งแกร่งขึ้นมาจากที่ใด
“ที่ข้าเล่าเพียงต้องการบอกพวกเจ้าว่าไม่มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในเวลาไม่กี่ปี พวกเราสามารถกล้าแกร่งขึ้นในสถานการณ์ที่ยังไม่ใช่ขอบเขตอัครได้จริง”
ต้นหลิวเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารู้ พวกเจ้าอยากทราบเหตุผลที่พวกเราแข็งแกร่งขึ้น เช่นนั้นข้าจะบอกให้ เหตุผลที่พวกเราแข็งแกร่งขึ้นก็คือคุณชาย คุณชายช่วยให้เรากล้าแกร่งขึ้นได้ปานนี้ในเวลาอันสั้น”
“นอกจากนี้ ข้ายังอยากบอกพวกเจ้าว่าคุณชายช่วยให้พวกเราทรงพลังขึ้นกว่านี้ได้อีก!”
หลังได้ยินสิ่งที่ต้นหลิวกล่าว ข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติต่างหันมองหลี่จิ่วเจ้าเป็นตาเดียวทันที
หลี่จิ่วเต้าน่าครั่นคร้ามอย่างที่ต้นหลิวว่าจริงหรือ ช่วยให้คนตั้งมากมายกล้าแกร่งขึ้นได้ในเวลาอันสั้น?
หากเป็นเช่นนี้จริง พวกเขาคงตื้นเขินไปจริง ๆ ตระหนักมิได้ว่าหลี่จิ่วเต้าน่าสยดสยองเพียงใด!
“ถูกต้อง ข้ายังช่วยให้พวกต้นหลิวแข็งแกร่งกว่านี้ได้อีก”
หลี่จิ่วเต้ายอมรับอย่างเปิดเผย “ข้ากำลังค้นคว้าตำรับลูกกลอนใหม่ ตั้งใจปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกครา ถึงเมื่อนั้น ลูกกลอนที่กลั่นได้ย่อมทวีความน่าอัศจรรย์”
ค้นคว้าตำรับลูกกลอนใหม่? กลั่นลูกกลอน?
ข่งจั๋วและยอดฝีมือชั้นเลิศจากทั้งสามมิติคลางแคลงจริง ๆ ว่าพวกเขาได้ยินผิดหรือไม่
สวรรค์! ตัวตนระดับพวกเขายังยกระดับพลังได้ด้วยลูกกลอนอีกหรือ ซ้ำยังเป็นการยกระดับทวีคูณอย่างนั้นรึ
เหตุใดพวกเขาถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายเพ้อพกเกินไป
การยกระดับผ่านลูกกลอน โดยเฉพาะยกระดับทวีคูณเป็นเรื่องที่เกิดกับขอบเขตต่ำ ๆ เท่านั้นนี่!
เหนือขอบเขตมิติขึ้นไปจะมีโอกาสอีกได้อย่างไร!
ไม่มีทาง!
………………..