ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 616 ติดหนี้ก็ต้องใช้หนี้
เมืองหูเฉิงขึ้นชื่อเรื่องทะเลสาบที่สวยงาม
หนึ่งในทะเลสาบที่ถูกยกย่องให้เป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดก็คือทะเลสาบนางฟ้า
ทะเลสาบนางฟ้าตั้งอยู่ชานเมืองทางตะวันตกของเมืองหูเฉิง ภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ เมฆหมอกปกคลุมหนาทึบ ถ้าหากมองจากบนฟ้าลงมา ลักษณะของทะเลสาบนางฟ้าก็จะเหมือนกับนางฟ้าที่กำลังโบยบิ น ท่าทางน่าดึงดูด เมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปีเหล่านั้นก็เหมือนกับกระโปรงตรงเอวของนางที่เคลื่อนไหวไปตามลมราวกับมีชีวิต
ในทะเลสาบ เรือที่สวยหรูลำหนึ่งกำลังแล่นไปอย่างช้าๆ ท้ายเรือมีคลื่นน้ำสีเขียว
เรือลำนี้เป็นเรือของวังเวิ่นฉิง
ตอนนี้มีเสียงดนตรีดังมาจากบนเรือ แต่ไม่ใช่ดนตรีที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แต่กลับเป็นดนตรีแห่งความเกลียดชังของหนุ่มสาวที่หลงใหลในความรัก
กงเสวี่ยฮวาพิงข้างเรือแล้วฮัมเพลงตาม แต่สำหรับงานเลี้ยงที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เหมือนว่าเขาจะไม่สนใจ ถูกเจ้าของวังเวิ่นฉิงเชิญมาที่นี่ด้วยตัวเอง กงเสวี่ยฮวาเคลิบเคลิ้มไปกับบรรย ยากาศที่งดงามนี้โดยสมบูรณ์ กินดื่มและเชยชมเหล่าสาวงามของวังเวิ่นฉิงเต้นรำ อีกด้านหนึ่ง เจียงหลีนั่งอยู่ตรงข้ามกับฉิงเวิ่น ไหวปี้คอยรับใช้อยู่ข้างๆ ด้วยตัวเองและรินสุราใ ให้ทั้งสองอยู่ตลอด
“ได้ยินไหวปี้บอกว่าเจ้าอยากพบข้า ข้าก็มาหาเจ้าเองเลย” ท่าทางที่งดงามของฉิงเวิ่นไม่ได้ดูเสแสร้งเลยสักนิด เป็นธรรมชาติอย่างมาก
เจียงหลียิ้มแล้วใช้มือทั้งสองข้างยกจอกสุราขึ้นมาเพื่อแสดงความนับถือ “รบกวนท่านประมุขแล้ว”
“ไม่เป็นไร ข้าก็อยากมาเห็นว่าคนที่ลูกศิษย์ข้าพูดถึงตลอดเป็นใคร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร” ฉิงเวิ่นยิ้มเล็กน้อย
“ซือจุน!” ไหวปี้กระทืบเท้า แสดงความไม่พอใจด้วยท่าทางน่าเอ็นดู
เจียงหลีเงยหน้าขึ้นมามองไหวปี้ เป็นเรื่องยากที่จะไปข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของซือจุนและศิษย์คู่นี้ “ข้าอยากพบท่านประมุข เพียงเพราะว่าอยากคุยเรื่องการร่วมมือกันรับมือสำน นักหลีหุนจง”
“สำนักหลีหุนจง” ฉิงเวิ่นยิ้มอย่างหยอกเย้า “ไม่ใช่ว่าเจ้าขึ้นมาแทนแล้วหรือ”
“ในเมื่อท่านยอมมาพบข้า แล้วทำไมจะต้องจงใจทำเป็นไม่รู้เรื่องด้วยล่ะ ผู้คนต่างก็รู้ว่าด้วยสันดานเดิมของสำนักหลีหุนจงแล้ว พ่ายแพ้ในการประลองครั้งนี้แล้ว สำนักหลีหุนจงไม่ยอ อมเลิกราอย่างแน่นอน ข้าคิดว่าอีกไม่นานจยาเซียนของข้าก็จะเผชิญกับการแก้แค้นของสำนักหลีหุนจง เมื่อถึงตอนนั้นถึงจะเรียกว่าการต่อสู้บนความเป็นความตายที่แท้จริง” เจียงหลีพูด
ฉิงเวิ่นยิ้มเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยกแก้วขึ้นมาดื่ม แขนเสื้อร่นลงมา เผยให้เห็นแขนที่ขาวบริสุทธิ์ ผิวของนางดูบอบบางมาก
เจียงหลีมองแขนของนางแล้วยิ้มในใจ
หญิงสาววังเวิ่นฉิงดูแลตัวเองดีจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเจ้าของวังคนนี้อายุเท่าไรแล้ว แต่ผิวพรรณกลับยังละเอียดและผุดผ่องราวกับหญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกปี
โชคดีที่นางไม่ใช่บุรุษ เป็นธรรมดาที่เสน่ห์แบบนี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกอะไร
“แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับวังเวิ่นฉิงของข้า” สักพักหนึ่ง ฉิงเวิ่นถึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ
เจียงหลียิ้มแล้วเอาตัวพิงเก้าอี้ ท่าทางเกียจคร้าน ความงามของนางต่างกับคนวังเวิ่นฉิง หญิงสาววังเวิ่นฉิงล้วนแต่ฝึกวิชาเพื่อความงดงาม และผ่านการฝึกฝนอย่างตั้งใจและผ่านการส สั่งสอนต่างๆ ถึงได้มีความงามเช่นนี้ แต่เจียงหลีกลับเป็นความงามที่ได้มาแต่กำเนิด แค่สายตาก็เพียงพอที่จะทำให้หลงใหลได้ และนางก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิชามารยาอะไรมาช่วย นางมีเสน่ห์ มาแต่เกิด
“ท่านก็เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาไม่คลุมเครือ ข้าไม่ชอบคนที่พูดอ้อมไปอ้อมมา… ความขัดแย้งระหว่างวังเวิ่นฉิงกับสำนักหลีหุนจงยังจะมีโอกาสกลับสมานฉันท์กันหรือไม่ ท่านรู้ดีกว่าข้า า ที่ข้าต้องการนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่หวังว่าในตอนที่ข้าต้องการ ท่านประมุขช่วยข้าเพียงเล็กน้อยก็พอ” เจียงหลีมั่นใจแต่กลับไม่คิดสู้กับหลีหุนอย่างโดดเดี่ยว นางรู้ดีว่ าด้วยศักยภาพของจยาเซียนในตอนนี้ ถ้าคิดจะต่อกรกับสำนักหลีหุนจงก็เหมือนกับเอาไข่ไปปะทะกับหิน
ดังนั้น ดึงวังเวิ่นฉิงที่มีความแค้นกับสำนักหลีหุนจงมาร่วมมือด้วยถึงจะมีโอกาสชนะ
ยึดครองตำแหน่งมาก่อน แล้วให้ศัตรูเป็นฝ่ายเริ่มจู่โจม นางก็จะมีข้ออ้างที่ชอบด้วยเหตุผลในการกำจัด ก่อนที่งานเลี้ยงเหล่าเซียนจะเริ่ม เจียงหลีก็ค่อยๆ ดำเนินแผนการไปทีละก้าวๆ และในตอนนี้แผนการได้มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว อีกทั้งยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดด้วย
เป็นธรรมดาที่วังเวิ่นฉิงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเดียวของเจียงหลี แต่ว่ากลับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะว่าวังเวิ่นฉิงและสำนักหลีหุนจงนั้นมีความขัดแย้งกัน สามารถทำให้วังเวิ นฉิงเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ได้และก็จะไม่ถูกผู้คนประณาม
สมดุลของกลุ่มอำนาจมิอาจถูกทำลายลงได้ มิฉะนั้นจยาเซียนก็จะกลายเป็นเป้าที่ผู้คนต่างโจมตี
“แล้วข้าได้อะไรล่ะ” ฉิงเวิ่นหุบยิ้มที่หยอกเย้า แล้วจริงจังขึ้น
นางไม่ได้มาเพราะจุดประสงค์นี้หรอกหรือ
หลายปีมานี้ สำนักหลีหุนจงไล่ฆ่าลูกศิษย์ของนางไปไม่น้อย ถ้าหากไม่กำจัดกลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ ความเคียดแค้นในใจของนางก็ยากที่จะหายไปได้
“จยาเซียนและวังเวิ่นฉิงแบ่งปันทรัพยากรทั้งหมดของสำนักหลีหุนจงด้วยกัน” เจียงหลีพูดอย่างยิ่งใหญ่
ฉิงเวิ่นแววตาเปล่งประกายครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ยิ้มออกมา “เจ้าไม่รู้หรือว่าหลายปีมานี้สำนักหลีหุนจงสะสมทรัพยากรไปมากมายเท่าไหร่ เจ้าตัดใจทิ้งลงรึ”
“ไม่ว่าจะมากมายเท่าไหร่ ข้าพูดแล้วไม่คืนคำ” เจียงหลีแววตาแน่วแน่เป็นอย่างมาก
นางคือจักรพรรดินี พูดแล้วไม่คืนคำ!
ฉิงเวิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเอาจอกสุราในมือวางลงบนโต๊ะ “ดี! พูดคำไหนคำนั้น ไม่มีการคืนคำ!”
ตกลงร่วมมือกันสำเร็จ เจียงหลียิ้มอ่อน
“เพียงแต่ ข้ายังมีข้อแม้อีกหนึ่งข้อ” ทันใดนั้นฉิงเวิ่นก็พูดขึ้น
เจียงหลีเลิกคิ้วเล็กน้อย ถามด้วยใบหน้าอมยิ้ม “ท่านว่ามาได้เลย”
ฉิงเวิ่นกวาดตามองไปยังไหวปี้ ไหวปี้รู้สึกกระวนกระวายจากการที่ถูกนางมอง
“ให้ลูกศิษย์ของข้าคนนี้เป็นผู้อาวุโสของจยาเซียนได้หรือไม่” ฉิงเวิ่นพูดกับเจียงหลี
ไหวปี้มองซือจุนของตัวเองทันที
เจียงหลีพูดอย่างสบายๆ “ข้ากับไหวปี้ก็รู้จักกันมาก่อน ถ้าหากไหวปี้ต้องการแบบนั้น ยินยอมที่จะเหน็ดเหนื่อยเพื่อจยาเซียน ข้าก็ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”
“ช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก!” ฉิงเวิ่นยิ้มออกมาแล้วพูดกับไหวปี้ว่า “ยังไม่รีบขอบคุณประมุขเซียนอีก”
ไหวปี้สับสนงงงวยไปหมด ทำได้เพียงทำตามคำพูดของซือจุน แล้วก็ถอนสายบัวให้เจียงหลี
ธุระก็คุยเสร็จแล้ว เจียงหลีก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อแล้ว นางเรียกกงเสวี่ยฮวาแล้วทั้งสองก็จากไป
ลงมาจากเรือแล้วขึ้นฝั่ง เจียงหลีแสดงสีหน้าแปลกใจใส่กงเสวี่ยฮวา “ข้ารู้สึกว่าเจ้าของวังเวิ่นฉิงเหมือนมีอดีตที่ผู้คนไม่รู้ นอกจากนี้ยังมีทัศนคติเกี่ยวกับความรักที่คนธรรมดาไม ม่มี”
นางมักรู้สึกว่าเจ้าของวังเวิ่นฉิงมีจุดประสงค์อะไรบ้างอย่างที่แนะนำไหวปี้ให้เข้าหานาง
บ้าบอ!
ไหวปี้บ้าบอคนเดียวก็พอแล้ว ประมุขคนนี้ก็ด้วยรึ
“ต้องมีอยู่แล้ว!” กงเสวี่ยฮวาที่ท่าทางทำเป็นรู้ทุกอย่างทำให้เจียงหลีหันมามอง
“เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าของวังคนนี้ เมื่อก่อนเป็นสตรีของหอฉยงเซียนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ เคยเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันกับเจ้าของหอฉยงเซียนคนปัจจุบัน และความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ ดีมากๆ แต่อยู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้กลายเป็นศัตรูกันได้ หลังจากเจ้าของวังเวิ่นฉิงออกจากหอฉยงเซียนก็เข้าร่วมกับวังเวิ่นฉิง และเจ้าของวังเวิ่นฉิงคนแรกก็มาจากหอฉยงเซียน เช่นกัน” กงเสวี่ยฮวาก็พูดเรื่องลับขึ้นมามากมาย
เจียงหลีได้ฟังก็ตกใจ แล้วก็เอามือปิดปาก พยักหน้าไม่ได้พูดอะไร
“ตอนนี้พวกเราจะไปไหนกัน” กงเสวี่ยฮวาเห็นเจียงหลีไม่พูดอะไรและก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องเดิมต่อ
เจียงหลีแววตาเปล่งประกาย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่คลุมเครือออกมา “ติดหนี้ก็ต้องใช้หนี้ แน่นอนว่าตอนนี้พวกเรากำลังจะไปทวงหนี้!”